
ข้อมูลมหาศาลและความอิสระในหน้าฟีดกลายเป็นประตูบานสำคัญให้หลายคนเลือก “เรียน” “รู้” และ “รับ” สิ่งตนเองสนใจ
ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าจับข้อมูลความรู้ในโลกออนไลน์โยนลงไปแทนที่มหาสมุทร น้ำคงหมดไปจากโลก สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่แค่ใครรู้เยอะ รู้เร็ว หรือรู้ลึก แต่คือการรู้อย่างเปิดใจเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองที่ต่างออกไป
Muse ฉบับนี้ เราพาไปพูดคุยกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับ นักเขียน นักเล่าเรื่อง เกือบทุกผลงานของเขาเป็นไวรัลที่ชวนให้เราขบคิดและตั้งคำถาม นอกจากเต๋อจะเป็นนักเรียนรู้ตัวยง เขาจะพาคุณออกสำรวจแง่มุมต่างๆ ของวัฒนธรรมออนไลน์ที่อาจเป็นกระจกบานใหญ่สะท้อนภายในตัวคุณเอง
เปิดประตูการเรียนรู้บานแรก ในแบบของเต๋อ
เต๋อ : ตั้งแต่เด็ก เวลาเราสนใจหรืออยากเรียนรู้อะไรก็ทำเลย ถ้าถอยกลับไป 10-20 ปีก่อน อะไรที่ไม่ใช่กระแสหลักอาจหายเข้าไปในความมืด พอเข้ายุคที่มีโซเชียลมีเดียมันง่ายขึ้น เพราะแต่ละคนจะมีคอมมูนิตี้ของตัวเอง ส่วนเราทำแบบนี้มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วตั้งแต่ ม.4-ม.5 ให้ลองนึกถึงเด็กเกรียนที่ไปดูหนังตามเทศกาลหนัง คนอื่นๆ ส่วนใหญ่จะเรียนมหาวิทยาลัยกัน เราไม่มีเพื่อนไปก็เลยไปคนเดียวเพราะสนใจอยู่แล้ว ไม่ใช่การมั่นใจหรือไม่ได้สนใจคนอื่นนะ แค่ทำในสิ่งที่เราชอบและอยากรู้จักสิ่งนั้นให้มากขึ้น พูดเหมือนง่ายนะ แต่เป็นเด็กวัยรุ่นตอนนั้นก็ไม่ได้ง่าย ต้องจิตแข็งหน่อยหนึ่ง แล้วพอไปเจอเพื่อนกลุ่มใหม่ที่สนใจอะไรคล้ายๆ กันทีนี้ก็ยาว
พอเราไปดูหนังเรื่องหนึ่งมา พี่ๆ ก็แนะนำให้ไปดูเรื่องอื่นต่อ ให้ลองไปอ่านบทความภาษาอังกฤษที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่อย่างน้อยก็ต่อยอดสิ่งที่เราชอบและทำให้รู้จักมุมมองของคนที่โตกว่า ทำให้เราอยากเรียนรู้อะไรมากขึ้นนอกเหนือจากโลกของคนในวัยเดียวกัน ยิ่งเวลาที่เขาพูดถึงเรื่องที่เราไม่รู้จัก ยิ่งต้องตามหาข้อมูลเพราะอยากรู้ เราเป็นแบบนี้มาตลอด

ไอเดียใหม่ Live Trade และ Quarantine Talk ช่องทางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นออนไลน์ที่ตอบโจทย์ช่วงกักตัว
เต๋อ : จริงๆ ผมทำ podcast ตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อน แต่ตอนนั้น podcast แพร่หลายเฉพาะที่เมืองนอก และต้องหาที่ฝากไฟล์หรือโหลดไฟล์ลง mp3 ยังไม่มีแพลตฟอร์มมารองรับเหมือนเดี๋ยวนี้ก็เลยเลิกไป
Live Trade มีคอนเซ็ปต์คล้ายๆ กับ podcast ที่เคยทำคือชวนเพื่อนมาคุยกัน แต่ความรู้สึกไลฟ์กับอัดไว้ก่อนมันต่างกัน อย่างไลฟ์โชว์เลยว่ามีคนฟัง 300 คน 900 คน ก็จะลุ้นไปอีกแบบ และสามารถตอบโต้กับคนฟังได้
ตอนนี้มีสองแบบที่เราทำคือ Live Trade กับ Quarantine Talk ที่แตกต่างกันเลยนะ Live Trade เกิดจากการที่เราไม่เจอใครเลยช่วงนี้ วันหนึ่งอ่านหนังสือแล้วชอบก็คิดว่าคนอื่นอาจยังไม่ได้อ่านกันมั้ง เลยชวนเพื่อนมาแลกเปลี่ยนกัน จริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่คุยกับเพื่อนในชีวิตประจำวันอยู่แล้วนะ อย่างเวลาไปกินข้าวกับเพื่อน เราอ่านเรื่องนี้มา สลับกันอ่านบ้าง หรือบางครั้งมันคือบทสนทนาทางโทรศัพท์ ไม่ได้มานั่งลงลึก ถ้าใครสนใจก็ไปหาความรู้ต่อกันเอง นี่เป็นไอเดียหลักในการทำ แชร์กันคนละหนึ่งเรื่องเล่าสู่กันฟัง บางทีเราก็ทำพรีเซนต์ให้ดูประกอบด้วยนะ แต่แทนที่จะคุยกันแค่ 2-3 คน เราก็ลองแชร์ให้คนอื่นฟังด้วย เท่าที่เห็นฟีดแบ็กจากคนเข้ามาดูมันก็ดีนะ
พอเราเริ่มไลฟ์สิ่งที่เราได้คือความรู้จากคนที่เราคุยด้วย 100% ที่เหลือคือถ้าคุณฟังตั้งแต่ต้นจนจบ คุณก็จะได้ความรู้ชุดเดียวกันกับเรา ส่วนใครชอบตรงไหนหรือจะไปต่อยอดยังไงก็แล้วแต่เขา เมื่อวานเพิ่งชวนพี่คนหนึ่งมาทำ Live Trade เขาบอกว่าอ่านหนังสือค้างอยู่เล่มนึงน่าสนใจ เดี๋ยวกลับไปอ่านต่อ เราฟังแล้วก็รู้สึกดี อย่างน้อยมันก็ทำให้พี่เขากลับไปอ่านหนังสือเล่มที่ค้างไว้ต่อ
ส่วน Quarantine Talk จะลึกกว่า เวลาเลือกเชิญใครแปลว่าเรามีความสนใจบางอย่างกับเขาอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้คิดว่าต้องเป็นในรูปแบบรายการจริงจัง แค่ลิสต์ประเด็นไว้คร่าวๆ และถามในสิ่งที่อยากรู้ อยากให้มาคุยกัน มาแชร์กัน ช่วงแรกๆ เลยเป็นการคุยกับเพื่อนก่อน หลังๆ มาก็เป็นคนอื่นๆ ที่เราอยากคุยด้วย ซึ่งได้ผลดี เพราะพอรีแลกซ์มากความรู้สึกมันได้อีกแบบ อาจได้เรื่องราวที่ลึกขึ้นด้วยซ้ำ ก็เลยสนุกไง
อย่างที่บอก เราไม่ได้ตั้งตนเป็นรายการ ไม่ได้เลือกคุยเพราะว่าคนนั้นคนนี้ฮิต บางคนดังมากแต่ไม่ได้มีแง่มุมไหนที่เราสนใจก็ไม่ขอสัมภาษณ์ ต้องเริ่มจากสิ่งที่อยากรู้ก่อน เช่น สถานการณ์ช่วงนี้โปรดักชั่นเฮาส์เจ้าอื่นเขาเป็นยังไง เราจะเตรียมตัวกันยังไงดี การถ่ายทำของที่นี่เป็นยังไง เราก็ติดต่อเขาไป นี่เป็นสไตล์การไลฟ์สดของเรา

แล้วทั้ง Live Trade และ Quarantine Talk คาดหวังให้คนดู คนฟังได้อะไร
เต๋อ : คาดหวังให้เกิดการพูดคุยกันมากกว่า ให้เกิดการ discussion ไม่ใช่การฉอดนะ ฮ่าๆๆ ไม่ใช่การฟาดกัน แบบนั้นเราไม่ชอบ เราอยากให้ถกเถียง แล้วดูว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร ได้เรียนรู้จากกันและกัน
เรียนรู้จากรีวิวต่างๆ เพราะเราว่าสิ่งที่คนรีวิวออกมาบางทีก็ไม่เกี่ยวกับงานหรอกนะ มันเกี่ยวกับคนที่รีวิว เพราะมนุษย์มีพื้นฐานต่างกัน คนนี้มาจากแบ็กกราวด์ A ดูฮาวทูทิ้งคิดว่าเป็นแบบนี้ คนนี้มาจากแบ็กกราวด์ B ดูฮาวทูทิ้งแล้วคิดแบบไหน เมื่อคนหลายแบ็กกราวด์มาเจอกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันและกัน ตัวเราเองนี่แหละที่จะได้เรียนรู้เพิ่มด้วยซ้ำ มันไปไกลกว่าเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ให้คำตอบแล้วจบ บางคนดูแล้วอาจไม่พอใจ ทำไมผลงานเราจบค้างๆ คาๆ แต่เราว่าตอนจบของมันคือจุดเริ่มต้นการคิดหรือการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ มากกว่า ถ้าเขาดูแล้วได้ทบทวนชีวิตตัวเอง หรือได้พิจารณาความคิดบางอย่างต่ออีกสัก 2-3 วัน แค่นั้นเราก็ดีใจแล้ว
อะไรคือ “ทักษะ” จำเป็นในโลกยุคออนไลน์
เต๋อ : เราอยู่ในยุคที่ใครเสพอะไรก็ได้ หนังแบบไหนก็ได้ เพลงแนวไหนก็ไหน ความรู้สไตล์ไหนก็ได้ แต่ก็ยังมีชุดไอเดียที่ว่านี่คือหนังที่ดี เพลงที่ดี เพจที่ดีอยู่เลย ถ้าเป็นสมัยก่อนจะมีคนคอยบอกว่านี่คือหนังที่ดี สื่อที่ดีที่ควรเสพ เพราะคนทั่วไปหรือเด็กๆ เขาไม่รู้จะไปเสพจากที่ไหน เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลมาจากส่วนกลาง
แต่ตอนนี้ทุกคนมีมือถือ มีคอมพิวเตอร์ หาฟังหาเรื่องเรียนรู้ได้หมด คนเข้าถึงข้อมูลได้เยอะมาก และสามารถเข้าถึงคอมมูนิตี้ที่ตัวเองสนใจจนถึงขั้นสร้างมันเองขึ้นมาใหม่ได้ เราว่าการที่มีโลกของตัวเองมากๆ ดีตรงที่คุณสามารถเลือกเส้นทางของคุณได้ สนใจเรื่องไหนก็ไปให้สุด แต่ถ้าเราไปยึดติดว่าเป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะเป็น ปัญหาที่ตามมาคือคุณจะยอมรับคนอื่นได้ยากขึ้น
ยุคนี้เป็นยุคที่มีความแตกต่างกันสุดขั้ว เอาจริงๆ เราก็ต้องยอมรับมันให้ได้ ทักษะที่ควรมีคือเราต้องรู้จักตรวจสอบข้อมูลและยอมรับความแตกต่าง คนมักตีกันเพราะไม่ยอมรับความคิดเห็นที่ต่างกัน
การมีพรรคพวกมันก็ดีนะ แต่ก็อาจกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่เหมือนกัน เทียบกับสังคมสมัยก่อน แม้ไม่อิสระแต่อยู่ง่ายกว่า สังคมมักเลือกให้มาแล้วว่าคุณต้องอยู่กรอบนี้ ถ้าไม่ใช่กรอบนี้ก็ไม่เวิร์กนะ อยู่กรอบนี้สิถึงจะดี ซึ่งเราก็ติดอยู่ในระบบแบบนั้นเป็นสิบปีเหมือนกัน เราต้องเรียนเก่ง เราต้องเป็นหมอ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้มีแค่สองแบบ มาวันหนึ่งมันหลากหลายขึ้นและอนุญาตให้เราเลือกกรอบได้เอง มีทั้ง A-B-C-D แต่ปรากฏว่าเผ่าพันธุ์มันเยอะขึ้นจนตีกันเอง
สิ่งสำคัญต้องยอมรับความแตกต่างให้ได้ ไหนๆ เราก็อยู่ในยุคที่เขาอนุญาตให้เราแตกต่าง เราก็ต้องเคารพความแตกต่างของคนอื่นเหมือนกัน

การกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อะไร “จริง” อะไร “ปลอม”
เต๋อ : เราว่าไม่มีอะไรเป็นความจริงแท้ขนาดนั้น ความรู้หรือความจริงก็อาจจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หรือเป็นแค่ความจริงในพาร์ตใดพาร์ตหนึ่ง หรือในช่วงขณะใดขณะหนึ่ง
สิ่งที่ดีสุดๆ ในทวิตเตอร์หรือในเฟซบุ๊ก ความเป็นจริงมันอาจไม่มีความหมายเลยก็ได้ ในขณะที่สิ่งเกิดขึ้นจริงก็อาจไม่ได้จริงเท่าในทวิตเตอร์ก็เป็นไปได้
เอาเป็นว่าเราอยู่ในยุคที่ต้องหาความจริงหลายๆ ทาง เพื่อให้ได้ความจริงสักชุดหนึ่งที่เราพอจะเชื่อถือมันได้ ซึ่งต่างจากสมัยก่อนนะ เมื่อก่อนถูกสอนว่าควรจะเชื่อแบบนี้แล้วเราก็เชื่อเลย แต่ในโลกแห่งความจริงเราว่ามันไม่มีแบบนั้นตั้งแต่แรก เพราะชุดความคิดที่เราเชื่อก็เป็นแค่ข้อมูลที่เราเก็บได้เท่านั้น สร้างมาจากความรู้ที่อาจไม่ได้จริงทั้งหมด แต่ในขณะเวลาหนึ่งมันเป็นความจริงของเรา
เราต้องเข้าใจว่า มันเป็นความจริงชั่วคราว แล้วถ้ามีความรู้ใหม่ที่มาหักล้างได้ เราก็ค่อยพัฒนามันไป แต่ถ้าไปเจอความจริงที่จริงกว่านั้นแล้วเรายังยึดติดดื้อดึงอยู่กับความจริงชุดเก่าที่เคยยึดถือมาตลอดก็จะเกิดปัญหายุ่งยากตามมา
ความรู้ทางออนไลน์มีมากมายมหาศาล แล้วความรู้แบบออฟไลน์ยังจำเป็นไหม
เต๋อ : จำเป็นสิ ลองจินตนาการถึงรูปแบบการรับรู้ของสองช่องทางที่ต่างกัน
ในออนไลน์ลองคิดถึงหนังสือที่มีหน้าเดียว แต่มีหลายๆ เล่ม เปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อยๆ มีปกใหม่ไม่ซ้ำกันเลย แน่นอนเราจะได้เห็นโลกกว้าง ความรู้ใหม่ๆ ฟีดเข้ามาเหมือนสายพาน วิธีการรับสื่อมันจะเล็กๆ เร็วๆ กว้างๆ ได้รับรู้อะไรที่มันอัพเดตมากๆ
ส่วนหนังสือข้อดีคือ จะได้ความรู้ที่ลึกและกรุ๊ปความคิดเราได้ดีกว่า พอได้อ่านอะไรยาวๆ ในหัวจะจัดเรียงข้อมูล ทำความเข้าใจทีละขั้นตอน และจดจำได้นานกว่า
ส่วนมิวเซียมมีของจัดแสดงอยู่ตรงหน้า แน่นอนว่ามีผลต่อการจดจำ บางเรื่องพอเห็นของจริง ได้ลองจับ ได้ลองใช้ จะเข้าใจได้ดีกว่า เราไม่ได้บอกว่าอะไรดีกว่าอะไร มันผสมกันได้นะ บางทีเราก็ขีดเส้นกันเยอะไปหน่อย เดี๋ยวนี้มันโลกออนไลน์แล้วก็ทิ้งหนังสือไป หรือคนที่ชอบหนังสือก็มองว่าโลกออนไลน์ไม่ดี จริงๆ ผมว่ามีข้อดีด้วยกันทั้งนั้น ต้องมาดูว่าใช้ยังไง อาจเริ่มสตาร์ทออนไลน์และไปจบที่ออฟไลน์ก็ได้นะ

พิพิธภัณฑ์ก็เป็นการเรียนรู้แบบหนึ่ง พิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการแบบไหนที่เต๋ออยากไปดู
เต๋อ : แต่ก่อนชอบไปดูงานศิลปะ แต่เดี๋ยวนี้ชอบไปพิพิธภัณฑ์เรื่องราวทางประวัติศาสตร์มากกว่า
สมมติเราไปพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอาช์วิทซ์ (Memorial and Museum Auschwitz-Birkenau) ค่ายกักกันยิวที่โปแลนด์เรารู้สึกว่ามันมากกว่าการจัดแสดงงาน เพราะเป็นสถานที่ที่เคยมีเหตุการณ์จริงๆ เกิดขึ้น มีประวัติศาสตร์ ตรงจุดนี้เคยมีฐานบัญชาการมาก่อน มันได้อารมณ์ความรู้สึก
บางครั้งไม่จำเป็นต้องไปพิพิธภัณฑ์ก็ได้ อาจมี Local Guide พาไปสนุกกว่า ตอนแรกที่ไปฮ่องกงคิดว่าไม่มีอะไร แล้วพอเพื่อนชาวฮ่องกงพาไปเดินเล่น ชี้หน้าต่างให้ดูว่าบานนั้นมีความเป็นมายังไง ประตูบานนี้เป็นสไตล์ไหน ทรงตึกตรงนั้นมีสถาปัตย์แบบนี้ เลยคิดว่าจริงๆ แล้วพิพิธภัณฑ์อาจเป็นเมืองทั้งเมืองก็ได้นะ แต่บางครั้งอาจมีข้อจำกัด เลยต้องเอาความรู้ที่กระจายมารวมอยู่ในที่เดียวกัน หรือเอาชิ้นงานของศิลปินคนหนึ่งที่กระจายอยู่ทั่วโลกมารวมอยู่ที่เดียว มาอธิบายให้เกิดไทม์ไลน์เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
อย่างในไทยเราเคยไป Walking Tour แนว Typography คิดว่าแบบนั้นสนุกดี บางงานที่เราเคยไปเกิดจากความร่วมมือของชุมชนในแถบนั้น ซึ่งมีตรอกซอกซอยทะลุถึงกัน มีโซนโชว์ภาพพอร์เทรตครอบครัว แล้วเล่าเรื่องราวกิจการร้านค้าแถวนั้น ชอบสไตล์บ้านกับอาคารพาณิชย์ดั้งเดิม ตัวสถาปัตย์กับการตกแต่งข้างในของเขามันยูนีกมากๆ ซึ่งปกติหาดูไม่ได้เพราะมันเป็นบ้านคน ต่อให้ดูได้เราก็เห็นเฉพาะความสวยความงาม แต่พอมีสถาปนิกหรือคนเล่าเก่งๆ ก็ทำให้เราได้รู้กว้างรู้ลึกขึ้นมาก เราว่าความรู้แบบนี้มันเยอะมากนะ และเดี๋ยวมันจะถูกเล่าออกมามากขึ้นเรื่อยๆ

ฝากถึงคนที่อยากนำเสนออะไรใหม่ๆ ในโลกออนไลน์ แต่ก็ยังกลัวกระแสแง่ลบ
เต๋อ : สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้คืออย่าไปคิดถึงปลายทาง อย่าขับเคลื่อนสิ่งที่เราทำด้วยผลลัพธ์ เหมือนที่บอกตอนแรกว่าเวลาทำอะไรเราไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์ก่อน เราคิดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างทาง และย้อนถามตัวเองเสมอว่าเราทำสิ่งนี้ไปทำไม เราเสียเวลาหนึ่งปีทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร
ต่อให้คุณแพลนมาเพื่อผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่แพลน สุดท้ายคุณก็ไม่รู้ผลลัพธ์ล่วงหน้าอยู่ดี ไม่อย่างงั้นถ้ามีสูตรทำหนังให้รายได้ทะลุร้อยล้าน ใครทำตามออกมาก็ต้องทะลุร้อยล้านสิ มันไม่ได้เป็นไปตามนั้นทั้งหมด
เราควรถามกลับที่ต้นทางว่าทำไปทำไม ทำดีแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่ดีก็ปรับปรุงต่อไป บางคนเปิดเพจแล้วมีคนไลค์ 10 คน มีคนแชร์ 1 คน ก็ไม่อยากทำแล้ว แบบนั้นอย่าทำเลยดีกว่า คุณต้องดูว่าทำแล้วคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ถ้าทำโพสต์ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าคุณอยากให้โพสต์นี้อยู่ในโลกออนไลน์ อยากแชร์การเรียนรู้จากชีวิตของคุณ แล้วมีคนได้จากโพสต์นี้ไปสัก 1 คน แปลว่านั่นคุณทำสำเร็จแล้ว (อันนี้ไม่นับรวมการทำเป็นอาชีพนะ)
ไม่ว่าคุณเลือกจะทำอะไรในชีวิตจริงหรือทำในโลกออนไลน์ให้เริ่มจากความรักก่อน เดี๋ยวมันจะดีขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะคุณจะไม่วอกแวก ไม่เป๋ไปกับคนที่มาเสพงานของคุณ
สมมติคุณทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาสักอย่าง แล้วคนยังไม่คุ้นเคย ปกติคนรีแอ็กกับสิ่งที่ไม่คุ้นเคยด้วยการต่อต้านอยู่แล้ว โดยเฉพาะในไทย ถ้าคุณไม่หนักแน่นพอและหวั่นไหวเมื่อเจอฟีดแบ็กแบบนั้น สิ่งที่คุณทำก็จบเลย คุณจะทำเหมือนคนอื่นเพราะทำแล้วไม่โดนด่า แต่อย่าลืมว่าเมื่อคุณเลือกทำเหมือนคนอื่นก็จะมีคนอื่นทำเหมือนคุณได้เช่นกัน
ช่วงแรกของการทำอะไรใหม่ๆ ต้องอาศัยการพัฒนาอยู่แล้ว เท่าที่เราเห็นคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ก็เริ่มทำมาจากสิ่งที่เขาชอบนะ เคล็ดลับมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ
