Muse Around The World
The Crime Museum พิพิธภัณฑ์อาชญากรรมแห่งลอนดอน
Muse Around The World
10 พ.ย. 58 3K

ผู้เขียน : Administrator

The Crime Museum หรือ Black Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ว่ากันว่าน่าขนลุกขนพองที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ที่บันทึกเรื่องราวสุดแสนดำมืดกว่าร้อยปีของประวัติศาสตร์อาชญากรรมในกรุงลอนดอนเอาไว้ โดย Scotland Yard หรือ ตำรวจนครบาลลอนดอน (Metropolitan Police Service) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1874 โดยจุดเริ่มต้นความคิดของสารวัตร Neame ผู้ซึ่งแต่เดิมเก็บรวบรวมเอาวัตถุหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างๆ เอาไว้อยู่แล้ว เพื่อจุดมุ่งหมายในการส่งต่อความรู้ในการตรวจหา และป้องกันการเกิดอาชญากรรมให้กับเหล่าตำรวจรุ่นหลัง ในช่วงแรกที่นีมีความเป็นโกดังเก็บหลักฐานมากกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม เน้นแต่เพียงด้านการศึกษาของนักเรียนตำรวจเป็นหลักเท่านั้น

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1877 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ถูกผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์ The Observer ขนานนามว่า “Black Museum” และด้วยชื่อนี้เองที่ทำให้ผู้คนเริ่มสนใจ บุคคลระดับสูงมากมายเดินทางแวะเวียนกันมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อันดำมืดแห่งนี้ ตั้งแต่ เซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยล์ นักเขียนนิยายสืบสวนผู้แต่ง เชอร์ล็อก โฮล์มส, แฮรี่ ฮูดินี่ นักมายากลระดับตำนาน ไปจนถึง เจ้าชายแห่งเวลส์ (ผู้ขึ้นเป็นกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7 ในภายหลัง) และสมาชิกในราชวงศ์อังกฤษอีกมากมาย ในปี ค.ศ. 1890 พิพิธภัณฑ์อาชญากรรมแห่งลอนดอน ได้ถูกย้ายไปตั้งอยู่บนพื้นที่ใหม่ พร้อมกับกรมตำรวจนครบาลลอนดอน และถูกย้ายอีกครั้งในปี ค.ศ. 1967 สู่อาคารใหม่ของกรมตำรวจที่ถูกเรียกว่า New Scotland Yard ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ปัจจุบัน ชื่อ Black Museum ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนเป็น The Crime Museum เพื่อความเหมาะสมและเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นด้านสีผิวและชาติพันธุ์

ภายใน The Crime Museum ประกอบไปด้วย 2 ห้องหลัก ห้องแรก คือ ห้องที่จำลองบรรยากาศของพิพิธภัณฑ์ดั้งเดิม และรวบรวมเอาอาวุธฆาตกรรมเอาไว้มากมาย ภายในแต่ละตู้เรียงรายไปด้วย ปืนสั้น ปืนยาว รวมไปถึง ไม้เท้า ร่ม และมีดพับ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นปืนดัดแปลง ที่ถูกใช้เพื่อคร่าชีวิตมนุษย์จริงๆ บนท้องถนนของกรุงลอนดอนมาแล้ว อาวุธชิ้นหนึ่งที่น่าหวาดหวั่นพอๆ กับน่าสนใจคือดาบ ที่ชื่อว่า “Cop Killer” หรือ “ดาบฆ่าตำรวจ” ดาบนี้ดูเผินๆ เป็นดาบยาวธรรมดา แต่ด้ามดาบสามารถแยกส่วนออกมาเป็นดาบสั้น เรื่องราวของดาบด้ามนี้ คือมันถูกใช้ในการต่อสู้ในผับสมัยก่อน และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมและยืดดาบ ผู้ต้องหาได้ทำทีเป็นยินยอมมอบตัวและยื่นดาบนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ แต่ในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังจะรับอาวุธ ผู้ต้องหาก็ได้ปลดดาบสั้นที่ซ่อนอยู่ และแทงเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ไม่ทันตั้งตัวจนถึงแก่ความตาย

วัตถุที่จัดวางไว้ในห้องแรกนี้ ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความตาย แต่ละชิ้นเคยสัมผัสกับมนุษย์ที่ยังมีชีวิตและได้ทำให้คนผู้นั้นหมดลมหายใจกลายเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ บ่วงเชือกสำหรับแขวนคอนักโทษประหารคนสุดท้ายของอังกฤษ รวมไปถึง death mask หรือ รูปหล่อใบหน้านักโทษที่ถูกประหารชีวิตไปแล้ว ถูกรวบรวมมาไว้ที่ห้องนี้ รวมไปถึงกระดาษแผ่นเล็กๆที่ทำให้ทุกคนต้องขนลุก “จดหมายจากนรก” ที่ถูกเขียนโดย แจ็ค เดอะริปเปอร์ ฆาตกรต่อเนื่องที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

ส่วนที่สองที่ใหม่กว่าของพิพิธภัณฑ์ คือส่วนที่รวบรวมคดีอาชญากรรมต่างๆ ในศตวรรที่ 20 เอาไว้หลากหลายรูปแบบ ประกอบไปด้วย สองคดีแรกในประวัติศาสต์ที่ถูกคลี่คลายด้วยการสืบหาลายนิ้วมือ, หม้อต้มศพของ เดนนิส นีลเซน ฆาตกรโรคจิตผู้คลั่งไคล้ศพ ที่หั่นและต้มศพของเหยื่อในครัวของเขาเอง, ร่ม ที่เป็นอาวุธยิงกระสุนพิษไรซินสังหารนาย Georgi Markov นักข่าว BBC, เครื่องยิงจรวดของ IRA ที่ถูกใช้ยิงตึก MI6 เมื่อปี 2000, หน้าไม้ของ The Krays ฝาแฝดอันธพาลแห่งลอนดอน, คดีฆาตกรรมอ่างอาบน้ำกรด, ขวดใส่ยาพิษแบบต่างๆ, ภาพถ่ายทางนิติเวชศาสตร์, อาวุธเปื้อนคราบเลือด ตลอดจน คดีฆาตกรรมตำรวจ, การปล้นธนาคาร, การจับตัวประกัน, การจี้เครื่องบิน และประวัตินักโทษอุกฉกรรจ์มากมาย

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม แต่ใช้สำหรับการเรียนการสอนของนักเรียนตำรวจเท่านั้น เนื่องด้วยความน่าหดหู่ของความชั่วร้ายที่มนุษย์สามารถกระทำต่อกันได้ ซึ่งแม้แต่นักเรียนตำรวจบางคน ยังถึงกับเป็นลมเมื่อเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ทางกรมตำรวจจึงคิดว่าไม่เหมาะสมสำหรับบุคคลธรรมดา แต่ด้วยเสียงเรียกร้องจากแฟนๆ ผู้คลั่งไคล้คดีอาชญากรรมซึ่งได้ส่งคำร้องเข้าไปมากมาย ขณะนี้ทางกรมตำรวจจึงกำลังพิจารณาในการเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้สู่สาธารณะในอนาคต

Source: Metropolitan Police Image
Credit: Metropolitan Police, Mirror, Timeout London



ย้อนกลับ