Muse Around The World
พิพิธภัณฑ์เพื่อการเปลี่ยนแปลงชุมชนเมือง
Muse Around The World
03 ม.ค. 67 4K
สหรัฐอเมริกา, แอฟริกาใต้

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

In Focus

  • พิพิธภัณฑ์ย่านและพิพิธภัณฑ์เขตเป็นกลุ่มพิพิธภัณฑ์ที่ชวนให้เราเรียนรู้ชุมชนในเมือง และท้าทายให้ทบทวนบทบาทของเราในฐานะพลเมืองของสังคม
  • พิพิธภัณฑ์อนาโคสเตีย (Anacostia Museum) ที่จัดตั้งเมื่อ ค.ศ. 1967 ยืนหยัดในการบอกเล่าชีวิตอเมริกันชนเชื้อสายแอฟริกาในกรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา เรื่องเล่าของพิพิธภัณฑ์สะท้อนถึงการปรับตัว ความเป็นไปของชุมชน และการเปลี่ยนแปลงสังคม
  • พิพิธภัณฑ์เขตหก (District Six Museum) ในประเทศแอฟริกาใต้คือสัญลักษณ์สำคัญของความยุติธรรมทางสังคม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นจากการบังคับย้ายถิ่นด้วยอคติทางเชื้อชาติ
  • พิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลว์อีสต์ไซด์ (Lower East Side Tenement Museum) ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นำเสนอประสบการณ์ของคนอพยพ เพื่อฉายให้เห็นความหลากหลายของประชากรในสังคมเมือง

In content

  • อนาโคสเตีย : พิพิธภัณฑ์ย่านเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม
  • พิพิธภัณฑ์เขตหกที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของขบวนการทางสังคม
  • คนอพยพกับการสร้างสำนักพลเมือง พิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลเวอร์อีสต์ไซด์
  • แหล่งข้อมูล
  • ที่มาของภาพถ่าย

การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์เขต (district museum) และพิพิธภัณฑ์ย่าน (neighborhood museum) เกิดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ต่าง ๆ นานา เช่น พิพิธภัณฑ์อนาโคสเตีย (Anacostia Museum) สถาบันสมิธโซเนียน กรุงวอชิงตัน ดีซี จัดตั้งเมื่อ ค.ศ. 1967 เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์บอกเล่าถึงชีวิตสามัญของคนผิวสีในนครหลวง ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือพิพิธภัณฑ์เขตหกในประเทศแอฟริกาใต้ จัดตั้งเมื่อ ค.ศ. 1994 ที่ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมทางสังคมให้กับพลเมืองที่ถูกรัฐบาลชนผิวขาวไล่รื้อที่อยู่อาศัยในโครงการพัฒนา

การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์ย่านและพิพิธภัณฑ์เขตเชื่อมโยงกับกับความต้องการของผู้อาศัยและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่เมือง และมุ่งหวังให้พิพิธภัณฑ์ในเมืองมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการรับรู้ถึงความหลากหลายของกลุ่มคนในเมือง พร้อม ๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อาศัยอยู่ในย่าน

อนาโคสเตีย : พิพิธภัณฑ์ย่านเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม

ในทศวรรษ 1960 สังคมอเมริกันเผชิญกับการเรียกร้องสิทธิมนุษยชนและการต่อต้านบทบาทของประเทศในสงครามเวียดนาม ข้อเรียกร้องสังคมดังกล่าวส่งอิทธิพลต่อการทำงานพิพิธภัณฑ์ด้วยเช่นกัน พิพิธภัณฑ์ย่านอนาโคสเตีย (Anacostia Neighborhood Museum) ในกรุงวอชิงตัน ดีซี เกิดจากการทำงานระหว่างชุมชนคนเชื้อสายแอฟริกันและแอฟริกันอเมริกันกับสถาบันสมิธโซเนียน ในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้คนในย่านที่เต็มด้วยข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

พิพิธภัณฑ์ย่านแห่งนี้จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อ ค.ศ. 1967 โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน และช่วยเหลือให้สมาชิกชุมชนเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เช่น ประเด็นปัญหาในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงในกระแสโลก  ในทัศนะของคินาร์ด ผู้อำนวยการคนแรกและอยู่ในตำแหน่งถึงสองทศวรรษ เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ย่านต้องทำหน้าที่พิทักษ์อัตลักษณ์และความเป็นมนุษย์ โดยการบอกเล่าวัฒนธรรมและสังคมจากมุมมองของตน

ภาพที่ 1 พิพิธภัณฑ์ชุมชนอนาโคสเตีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดทำนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนและยุติธรรมสังคม การสร้างบ้านสร้างชุมชน และเทศกาลในฐานะการเสริมพลังชุมชน นิทรรศการ Gateway/Portales (2017-2018) จัดทำในสองภาษา เนื้อหาถ่ายทอดเรื่องราวคนละตินที่ย้ายมาตั้งรกรากในสหรัฐฯ คนที่เผชิญชะตากรรมและประสบความสำเร็จ  © Museum Environments (ภาพจาก https://museumenvironments.com/wp-content/uploads/2017/01/Anacostia-Museum-Exhibit-design-ME5-e1644251984576.jpg)

นิทรรศการเปิดตัวพิพิธภัณฑ์เรื่อง The Rat: Man’s Invited Affliction กล่าวถึงปัญหาหนูในเมืองและระบบสุขาภิบาลที่ต้องพัฒนาในพื้นที่อย่างจริงจัง อีกตัวอย่างคือ Lorton Reformatory นิทรรศการที่จัดแสดงผลงานสร้างสรรค์ของนักโทษในคุกลอร์ตัน ซึ่งเป็นคุกที่ขึ้นชื่อในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังอย่างรุนแรง นิทรรศการใช้ศิลปะสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ และต้องการให้สังคมตระหนักปัญหาการเลือกปฏิบัติที่ควรได้รับการแก้ไข

ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 พิพิธภัณฑ์ย่านอนาโคสเตียปรับเปลี่ยนเป็น Anacostia Museum and Center for African American History and Culture และขยายขอบเขตการทำงานสู่วัฒนธรรมและประวัติชุมชนของคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน ในที่สุดช่วงปลายทศวรรษ 2000 ปรับเปลี่ยนชื่อเป็น Anacostia Museum ที่แสดงถึงพิพิธภัณฑ์ต้นแบบในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจการของพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์อนาโคสเตียพัฒนาเว็บไซต์เป็นช่องการสื่อสารและเป็นแหล่งการเรียนรู้ในกระบวนการทำงานเพื่อชุมชน

พิพิธภัณฑ์เขตหกที่เป็นมากกว่าสัญลักษณ์ของขบวนการทางสังคม

เขตหกในเมืองเคป ทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นอาณาบริเวณของเมืองที่รองรับคนจากหลากหลายเชื้อชาติ ตั้งแต่การเลิกทาส ค.ศ.1834 เมื่อ ค.ศ. 1966 ผู้ปกครองตรารัฐบัญญัติให้เขตหกเป็นพื้นที่สำหรับคนขาว และขับไล่คนผิวสีออกจากพื้นที่ ผู้อาศัยราวหกหมื่นคนถูกบังคับให้ละทิ้งที่อยู่ เพื่อเปิดทางให้กับนักลงทุนเอกชน ในที่สุด ชาวบ้านที่รับผลกระทบรวมตัวกันหารือและลงมติให้เกิดการเจรจากับทางการตามครรลองประชาธิปไตยของประเทศ นอกจากนี้ มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เขตหกเพราะชาวบ้านตระหนักถึงความสำคัญของความทรงจำในฐานะอาวุธในการต่อสู้ ในเวลาต่อมา เกิดคณะกรรมการภาคประชาชนเมื่อ ค.ศ. 1989 เพื่อให้เขตหกได้รับการพัฒนาเป็นอาณาบริเวณของการอยู่ร่วมกัน และต่อต้านโครงการพัฒนาเมืองของนายทุน

ภาพที่ 2 พิพิธภัณฑ์เขตหกเกิดขึ้นจากผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนารัฐ พิพิธภัณฑ์เขตเป็นเครื่องมือในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมสังคม © District Six Museum (ภาพจาก https://www.facebook.com/photo/?fbid=1208768999963921&set=a.1039996680174488)

จากการรวมตัวดังกล่าว แกนนำและอาสาสมัครในชุมชนร่วมกันจัดเก็บคำให้การจากผู้ได้รับผลกระทบและรวบรวมภาพถ่าย ข้อมูลและชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่ถูกรื้อ ป้ายชื่อถนน แผนที่ เพื่อจัดนิทรรศการชั่วคราว ค.ศ. 1992 และขยายสู่การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เขตหกเมื่อ ค.ศ. 1994 หนึ่งในนิทรรศการชื่อ “เดอะ สตรีท” เกิดขึ้นจากการรวบรวมป้ายชื่อถนนที่เป็นตัวแทนของการขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ อดีตผู้พำนักในพื้นที่ร่วมกับศิลปินในการจัดทำแผนที่บนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ ด้วยการวาดภาพที่ตั้งของชุมชนก่อนการไล่รื้อชุมชน เพื่อเป็นหมุดหมายให้กับการนำเสนอป้ายและเรื่องราวจากความทรงจำของชาวชุมชน

ความเคลื่อนไหวที่ทรงพลังยิ่งคือ เวทีภาคประชาชนเพื่อการจัดการที่ดิน เมื่อ ค.ศ. 1997 ศาลแก้ไขปัญหาที่ดิน (Land Claims Court) จัดพิจารณาคดีเป็นกรณีพิเศษในพิพิธภัณฑ์เพื่อแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างแผนการพัฒนาที่ดินของรัฐบาลท้องถิ่นกับเอกชน พิพิธภัณฑ์เขตหกจึงนิยามตนเองเป็น “พื้นที่สายพันธุ์ใหม่” เพราะคณะกรรมการและชาวบ้านมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการทำงาน ทั้งเนื้อหา งานสะสม งานออกแบบ รวมถึงการบริหารจัดการและผลตอบแทนในกิจการพิพิธภัณฑ์

คนอพยพกับการสร้างสำนักพลเมือง พิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลเวอร์อีสต์ไซด์

หากย้อนเวลากลับไปทศวรรษ 1860 อาคารในแถบโลว์เวอร์อีสต์ไซด์สร้างขึ้นเพื่อรองรับกับคลื่นคนอพยพจากเยอรมนี ไอริช อิตาลี และยุโรปตะวันออก ในแต่ละชั้นมีห้องชุดจำนวน 4 ห้อง แต่ละห้องได้รับการออกแบบสำหรับหนึ่งครอบครัว ประกอบด้วยห้องนอน ครัว ห้องอเนกประสงค์ โดยไม่มีระบบประปาหรือก๊าซภายใน แต่ในความเป็นจริงแต่ละชั้นกลายเป็นที่พักพิงให้กับคนอพยพถึง 20 ครอบครัว ในที่สุด ค.ศ. 1935 เจ้าของปฏิเสธการปรับปรุงอาคารตามกฎหมายที่อยู่อาศัยในเวลานั้น จึงยกเลิกสัญญาเช่าและปิดตัวลง อาคารดังกล่าวถูกปิดตายกว่าจนถึง ค.ศ. 1988 นักเคลื่อนไหวทางสังคม รูธ อับราม และแอนิตา ยาคอบสัน ร่วมกันพัฒนาให้พื้นที่ดังกล่าวบอกเล่าเรื่องราวของการอพยพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สังคมนครนิวยอร์ก

พิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลเวอร์อีสต์ไซด์ (Lower East Side Tenement Museum: LESTM) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่เลขที่ 97 ถนนออร์ชาร์ด สถานที่แห่งนี้เป็น “สถาปัตยกรรมอาคารสงเคราะห์ในยุคแรก” ที่สะท้อนภาพใน “ช่วงเวลา 72 ปีของชีวิตครอบครัวที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่และการปฏิรูปที่อยู่อาศัย” ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์อยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ ค.ศ. 2000 พิพิธภัณฑ์ร่วมมือกับองค์กรในระดับย่านกว่าสองร้อยแห่งในการพัฒนาแผนงานอนุรักษ์ชุมชนย่านโลว์อีสต์ไซด์

ภาพที่ 3 พิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลว์อีสต์ไซด์ (ภาพจาก https://www.tenement.org/wp-content/uploads/2020/10/97-Orchard-Street-Interior-Photo-Battman-1024x683.jpg)

บรรยากาศภายในและนอกอาคารได้รับการอนุรักษ์ไว้ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับผู้มาเยือนเข้าใจสภาพความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งกลิ่นอับที่เกิดขึ้นจากการออกแบบอาคารให้มีแสงธรรมชาติส่องเข้าภายในอาคารเพียงบางส่วนเท่านั้น โดยมีการนำชมเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจในชีวิตคนอพยพด้วยกระบวนเรียนรู้ที่มีสถานที่เป็นฐาน กล่าวได้ว่าพิพิธภัณฑ์อาคารสงเคราะห์โลเวอร์อีสต์ไซด์ส่งเสริมการเรียนรู้พลเมือง ด้วยการหยิบยกประเด็นทางสังคม เช่น สิทธิของแรงงานอพยพ ปัญหาความยากจน ความขัดแย้งของคนเมืองต่างเชื้อชาติมาเป็นแกนกลางในการจัดกิจกรรม

ผู้ชมในฐานะสมาชิกสังคมเผชิญกับสภาพปัญหาด้วยสภาพของอาคารที่ได้รับการอนุรักษ์และเรื่องเล่าจากประวัติการอพยพ การนำชมนับเป็นกระบวนการสำคัญในการสร้างบทสนทนาที่ไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่ชวนให้ผู้ชมย้อนคิดถึงประสบการณ์ส่วนตัว บทสนทนาเช่นนี้กระตุ้นเตือนให้ผู้ชมตระหนักในบทบาทของตนเอง และสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคม

จากตัวอย่างพิพิธภัณฑ์ทั้งสามแห่ง พิพิธภัณฑ์ย่านและพิพิธภัณฑ์เขตสะท้อนการทำงานของพิพิธภัณฑ์ที่ควรกะเทาะปัญหาที่ใหญ่กว่าการเล่าอดีต แต่หยิบยกประเด็นสังคม เช่นการเลือกปฏิบัติ อคติทางเชื้อชาติ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุกระดับ พิพิธภัณฑ์ทั้งสามแห่งย้ำถึงการส่งเสริมบทบาทพลเมืองด้วยกระบวนการพิพิธภัณฑ์ ให้เกิดพื้นที่สังคมที่คนต่างพื้นเพ ความรู้ และเจตคติมาเรียนรู้ร่วมกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคม.

แหล่งข้อมูล

Autry, Robyn. 2016. “‘The Rats Are Still with Us’: Constructing Everyday Life at the Anacostia Museum in Washington, DC.” Museum & Society 14 (1).

Berlinger, Gabrielle A. 2018. “Balancing Memory and Material at the Lower East Side Tenement Museum.” Museum Anthropology Review 12 (1): 14–29. https://doi.org/10.14434/mar.v12i1.13502.

Kinard, John R. 1985. “The Neighbourhood Museum as a Catalyst for Social Change.” Museum International 37 (4): 217–23. https://doi.org/10.1111/j.1468-0033.1985.tb00592.x.

Layne, Volmont. 2008. “The District Six Museum: An Ordinary People’s Place.” The Public Historian 30 (1): 53–62.

Li/Saltzman Architects PC, Jablonski Berkowitz Conservation Inc., and Island Housewrights. 2006. “Lower East Side Tenement Museum Conservation Management Plan.” Corporation for the Lower East Side Tenement Museum.

Rassool, Ciraj. 2006. “Making the District Six Museum in Cape Town.” Museum International 58 (1–2): 9–18. https://doi.org/10.1111/j.1468-0033.2006.00546.x.

Russell-Ciardi, Maggie. 2006. “Place-Based Education in an Urban Environment.” Museum International 58 (3): 71–77.

Smithsonian Institution. n.d. “Anacostia Community Museum.” https://anacostia.si.edu/.

Wener, Richard. 2001. Placemaking for Change: 2001 Rudy Bruner Award for Urban Excellence. Cambridge, Mass.: Bruner Foundation.

ที่มาของภาพถ่าย

ภาพปก จาก https://www.rudybruneraward.org/wp-content/uploads/2001/01/mural.jpg

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ