นั่งไทม์แมชชีน ย้อนสำรวจ “ความเป็นไทย”
จากยุคเริ่มต้น... สู่ยุคแห่งการสร้างมูลค่าเพ่ิม เป็น “สินค้า” เพื่อธุรกิจท่องเที่ยว
.
ได้เวลาที่เราจะมาย้อนสำรวจ “ความเป็นไทย” จากยุคเริ่มต้น... สู่ยุคที่นำเอามาใช้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม จนกลายเป็น “สินค้า” เพื่อท่องเที่ยว กันแล้ว ไปดูกันครับว่าในแต่ละยุคสมัยเรื่องราวเกี่ยวกับความเป็นไทยนั้น ถูกตีความหมายและนำไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง
.
นายกบแดง เชื่อว่าการย้อนกลับไปสำรวจที่มาของคำว่า “ความเป็นไทย” จะทำให้ทุกคน ได้เข้าใจถึงแก่นและรากฐานของส่ิงต่างๆ ในยุคปัจจุบัน ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นไทย ทั้งในด้านทัศนคติ ความเชื่อ หลักประพฤติปฏิบัติ อาหารการกิน รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งตอนนี้ได้กลายมาเป็นนิทรรศการถาวรชุด “ถอดรหัสไทย” ที่เปิดให้เพื่อนๆ มาร่วมค้นหาตัวตน ค้นพบคนไทย อย่างเป็นทางการ ที่มิวเซียมสยาม ทุกวันอังคาร - วันอาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) เวลา 10.00 - 18.00 น. แล้วนั่นเอง
.
ถึงเวลาที่เราจะนั่งไทม์แมชชีน ย้อนอดีตกลับไปสู่ยุคต้นกำเนิด “ความเป็นไทย” อันเป็นสิ่งที่แสดงถึงอัตลักษณ์หรือตัวตนคนไทย ที่แตกต่างจากคนเชื้อชาติอื่นๆ กันแล้ว
.
1. พ.ศ. 2199 - 2411 : ตามหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่พบในสมัยอยุธยา มีปรากฎ “คนไท” เป็นคำที่คนสมัยกรุงศรีอยุธยาใช้เรียกแทนตัวเอง เพื่อแยกว่าไม่ใช่คนยวน (ล้านนา) คนลาว (ล้านช้าง) คนแขก (จาม) ฯลฯ และใช้คำนี้เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
.
2. พ.ศ. 2411 - 2453 : ในสมัยรัชกาลที่ 5 ความกดดันจากลัทธิอาณานิคม เป็นเหตุให้มีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการปกครองที่ใช้แนวคิดรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และนำหลักเขตแดน แผนที่ มาใช้ร่วมกับแนวคิดเรื่องรัฐชาติ เพื่อให้เกิดเอกภาพของประเทศ “การปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ” ที่ส่วนกลาง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด เริ่มด้วยการบังคับใช้ภาษาไทย (ภาคกลาง) เป็นภาษาราชการ และลดทอนอัตลักษณ์ท้องถิ่นลง ด้วยการให้ข้าราชการแต่งกายด้วยชุดราชปะแตน การเปลี่ยนทรงผมทั้งชายและหญิงให้ยาวขึ้น เป็นต้น
.
3. พ.ศ. 2453 - 2468 : สยามยุคใหม่มีภาษาไทยขนบประเพณีและวัฒนธรรมภาคกลาง เป็นตัวแทนของลักษณะ “ความเป็นไทย” โดยรวม และถูกนำไปหลอมรวมกับแนวคิดชาตินิยมโดยรัชกาลที่ 6 ซึ่งมีการเชื่อมโยงเข้ากับสถาบัน “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จนกลายเป็นแกนหลักของความเป็นไทยสืบต่อมา
.
4. พ.ศ. 2475 - 2500 : หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 รูปแบบสังคมวัฒนธรรมของไทยได้ถูกปฏิรูปอีกครั้ง คำว่า “ไทย” เร่ิมต้นขึ้นอย่างชัดเจนใน พ.ศ. 2482 เมื่อ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม (นายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2481 - 2487) ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศ เชื้อชาติ และสัญชาติของประชาชน จาก “สยาม” เป็น “ไทย” และรัฐบาลได้เน้นให้ความสำคัญกับเชื้อชาติ และการสร้างคุณลักษณะ “ความเป็นไทย” ขึ้นตามแนวคิดรัฐนิยมของท่านผู้นำ โดยสร้างนวัตกรรมทางวัฒนธรรมไทยขึ้นหลายอย่าง เช่น การประพันธ์เพลงชาติและเพลงปลุกใจ การสร้างภาพยนต์ปลุกกใจ การกำหนดรูปแบบการแต่งกายที่เหมาะสม การบริโภคก๋วยเตี๋ยว และผัดไทย เป็นต้น
.
5. พ.ศ. 2500 - 2530 : ในยุคสมัยนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้ง และชนชั้นกลางเริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญในการตั้งคำถาม และแสดงความคิดเห็นต่อสังคมไทยอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ จากเดิมที่กำหนดโดยภาครัฐ ทัศนคติต่อ “ความเป็นไทย” มีความหลากหลายมากขึ้น หากแต่ยังคงผสมผสานเข้ากับแกนหลัก “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ที่ยังคงสืบทอดต่อจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์
.
6. พ.ศ. 2530 - ปัจจุบัน : เพื่อตอบสนองนโยบายขับเคลื่อนประเทศแบบเศรษฐกิจทุนนิยม “ความเป็นไทย” เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นต้นทุนทางวัฒนธรรมและสร้างมูลค่าเพ่ิม กลายเป็น “สินค้า” เพื่อท่องเที่ยว จึงมีปรากฎการณ์สร้างภาพแทนความเป็นไทยขึ้นมามากมาย เพื่อตอบสนองการขยายตัวธุรกิจการท่องเที่ยว ในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทย รวมถึงการนำส่ิงที่เป็นไทยและไม่เป็นไทยมาหลอมรวมใหม่ รูปแบบวิถีในอดีตถูกนำมาใช้นำเสนอในฐานะที่แสดงออกถึงความเป็นไทย เช่น พระปรางค์วัดอรุณฯ พระนอนวัดโพธิ์ฯ พระบรมมหาราชวัง ประเพณีสงกรานต์ รถตุ๊กตุ๊ก ตลาดน้ำ งานวัด แป้งร่ำ นางรำ พวงมาลัย ประเพณีผีตาโขน เป็นต้น