Museum Core
การแพทย์แผนไทย: ชีวิตใหม่ในโลกร่วมสมัยกับกลิ่นอายที่ไร้วิญญาณ
Museum Core
21 มี.ค. 61 3K

ผู้เขียน : ชัชชล อัจนากิตติ

การแพทย์แผนไทย: ชีวิตใหม่ในโลกร่วมสมัยกับกลิ่นอายที่ไร้วิญญาณ

 

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันการแพทย์แผนไทยได้กลับมาเป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น เมื่อเจ็บป่วยด้วยอาการเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เป็นไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ปวดท้อง เราสามารถเดินเข้าไปซื้อยาสมุนไพรบรรจุแคปซูล ไม่ว่าจะเป็นฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน หรือยาสมุนไพรชนิดอื่น ๆ จากร้านขายยาหรือร้านสะดวกซื้ออย่างง่ายดาย ยาสมุนไพรไทยไม่ได้เป็นเพียงยาหอม ยาลม ยาดม ยาหม่อง ของคนเฒ่าคนแก่อย่างที่เคยเป็นมาในอดีต แต่กลับมาอยู่ในรูปลักษณ์ที่ทันสมัย มีการระบุวิธีใช้และอยู่ในบรรจุภัณฑ์ไม่ต่างจากยาแผนปัจจุบันที่คนทุกเพศทุกวัยคุ้นเคย

 


ไม่ใช่แค่อาการเจ็บป่วย แต่หากเกิดปวดเมื่อยเนื้อตัว เราก็สามารถใช้บริการการนวดไทย ซึ่งเปิดให้บริการอย่างแพร่หลายทั้งในโรงพยาบาล โรงแรม ศูนย์การค้า หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สปาหรือร้านนวดแผนไทยเป็นที่นิยมทั้งในหมู่คนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศหลักพันล้านบาทต่อปี

 


อย่างไรก็ดี การแพทย์แผนไทยในรูปโฉมทันสมัยที่ได้รับความนิยมและกลับมามีชีวิตชีวาอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญากาศ แต่ผ่านกระบวนการพัฒนาที่ต่อเนื่องยาวนาน

 


การแพทย์สมัยใหม่เข้ามาในประเทศไทยพร้อมกับคณะมิชชันนารีชาวอเมริกันในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเข้าสู่สมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการตั้งโรงพยาบาลสมัยใหม่แห่งแรกขึ้น คือ โรงพยาบาลศิริราช ใน พ.ศ. 2431 ระยะแรกโรงพยาบาลเปิดให้บริการทั้งการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แบบดั้งเดิม คนไข้สามารถเลือกได้ว่าจะรักษาด้วยแผนใด ต่อมามีการเปิดโรงเรียนแพทย์แห่งแรก คือ โรงเรียนแพทยากร ใน พ.ศ. 2443 หลักสูตรการเรียนการสอนก็มีทั้งการแพทย์สมัยใหม่และการแพทย์แบบดั้งเดิม

 


เมื่อการแพทย์สมัยใหม่และค่านิยมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ได้รับความนิยมมากขึ้น การแพทย์แผนดั้งเดิมที่เชื่อในทฤษฎีธาตุ ว่าร่างกายและสรรพสิ่งประกอบขึ้นจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ กลายเป็นสิ่งล้าสมัยและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ไม่มีการรักษาและถูกยกเลิกการเรียนการสอนในระบบของทางการใน พ.ศ. 2458 แต่การรักษาโรคและการเรียนการสอนยังคงดำเนินต่อไปในหมู่ประชาชน

 


ต่อมาไม่นานในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการตราพระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะฉบับแรกของประเทศขึ้นใน พ.ศ. 2466 และกฎเสนาบดีที่ออกตามมาใน พ.ศ. 2472 ได้กำหนดประเภทของผู้ประกอบโรคศิลปะเป็น 2 ประเภท ได้แก่ แผนปัจจุบันและแผนโบราณ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งประเภทระหว่างการแพทย์แผนปัจจุบันกับการแพทย์แผนโบราณที่ไม่อยู่บนหลักการวิทยาศาสตร์

 


การแพทย์แผนโบราณจึงไม่ได้รับการพัฒนาอีกจนกระทั่งเข้าสู่ทศวรรษ 2520 เกิดกระแสการฟื้นฟูการแพทย์แผนโบราณจากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพโดยกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเห็นว่าความรู้ดั้งเดิมหรือความรู้ท้องถิ่นของชาวบ้านเป็นภูมิปัญญาที่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่น้อยไปกว่าความรู้สมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังได้รับอิทธิพลจากแนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่สนับสนุนให้นำการแพทย์แผนดั้งเดิมของแต่ละประเทศมาใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน

 


โครงการฟื้นฟูการแพทย์แผนโบราณของไทยในระยะแรกจึงเป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับหน่วยงานของรัฐในลักษณะโครงการพิเศษที่ได้รับงบประมาณจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการสมุนไพรกับการสาธาณสุขมูลฐาน ที่ส่งเสริมให้ใช้สมุนไพรและยาแผนโบราณเป็นยาสามัญประจำบ้าน โครงการวิจัยการใช้สมุนไพรเดี่ยว 5 ชนิด ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ชุมเห็ดเทศ เสลดพังพอน และว่านหางจระเข้ในโรงพยาบาล และโครงการฟื้นฟูการนวดไทยเพื่อลดการใช้ยาแก้ปวด ซึ่งทุกโครงการต่างก็อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังเกิดสถาบันอายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) เพื่อสร้างแพทย์แผนโบราณรุ่นใหม่ที่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์

 


การฟื้นฟูการแพทย์แผนโบราณในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นไปตามแนวคิดการพึ่งตนเองทางสุขภาพและเน้นการใช้ในงานสาธารณสุขระดับชุมชนยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อมาถึงทศวรรษ 2540 เกิดการแก้กฎหมายที่มีผลต่อการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับการแพทย์แผนโบราณอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ซึ่งยกเลิกคำว่า “การแพทย์แผนโบราณ” และให้ใช้คำว่า “การแพทย์แผนไทย” การปรับภาพลักษณ์สอดคล้องกับการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนั้นที่กระแสการแปรภูมิปัญญาเป็นสินค้าเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

 


“การแพทย์แผนไทย” ถูกสร้างและใช้เป็นทางเลือกหนึ่งในการฟื้นฟูเศรษฐกิจพร้อม ๆ กับการทัดทานกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะ การแพทย์แผนไทยที่ถูกพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแสดงให้เห็นทั้งการกลับไปหารากเหง้าพร้อม ๆ กับมุ่งหน้าสู่ความทันสมัยแบบตะวันตก จะเห็นว่าการพัฒนาดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวคิดการพึ่งตนเองปะปนไปกับการแปรภูมิปัญญาเป็นสินค้าในตลาดเสรี ดังนั้น คงไม่ผิดนัก หากจะกล่าวว่าการแพทย์แผนไทยในรูปลักษณ์ที่เราเห็นและสัมผัสกันอยู่ทุกวันนี้ เพิ่งถูกสร้างขึ้นไม่เกิน 20 ปีที่ผ่านมา

 


การพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ทำให้การแพทย์แผนไทยกลับมามีชีวิตใหม่และเป็นชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเดิม เมื่อการแพทย์แผนไทยเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว ด้านหนึ่งทำให้ผู้คนได้สัมผัสและใช้ประโยชน์จากสมุนไพรอย่างแพร่หลาย การรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและสามารถจำหน่ายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้โดยไม่ขัดเขิน แต่อีกด้านหนึ่ง ทำให้กลิ่นอายและความสลับซับซ้อนของความรู้ทางการแพทย์แผนไทยจางหายตามไปด้วย

 


การพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ทำให้แง่มุมที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ค่อย ๆ เลือนหายไป โดยเฉพาะวิธีการรักษาที่ถูกมองว่าเป็นไสยศาสตร์ การใช้เวทมนตร์คาถาในการรักษาโรค พิธีกรรมและความเชื่อบางอย่างที่ดูไม่เป็นวิทยาศาสตร์ก็ถูกปฏิบัติน้อยลง หรือไม่มีการปฏิบัติอีก เช่น การบริกรรมคาถากำกับในขณะที่มีการปรุงยาสมุนไพร หรือการนวดที่ผสมผสานการใช้เวทมนตร์คาถาซึ่งพบเห็นได้ยากในปัจจุบัน ยกเว้นในท้องถิ่นที่ยังมีหมอพื้นบ้านซึ่งมักจะเป็นผู้สูงอายุ มิติทางความเชื่อและจิตวิญญาณที่การแพทย์แผนไทยถือเป็นส่วนสำคัญในการเยียวยาจิตใจของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ถูกลดบทบาทลง เพราะการรักษาโรคตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบันให้ความสำคัญกับการรักษาเชิงทางกายภาพและการรักษาที่วัดผลได้เชิงประจักษ์เป็นสำคัญ

 


เมื่อใช้ร่างกายและหลักการรักษาโรคที่อาศัยความรู้ทางชีววิทยาสมัยใหม่เป็นฐาน ทำให้การวิจัยและพัฒนาสมุนไพรต้องสามารถหาหลักฐานเชิงประจักษ์ว่ามีสารสำคัญ (active ingredients) ชนิดใดอยู่ภายในสมุนไพรแต่ละชนิด และสารเหล่านั้นส่งผลต่อกลไกการทำงานของร่างกายอย่างไร ดังนั้น การพัฒนาและใช้ยาสมุนไพรตามแนวทางนี้จึงเน้นยาสมุนไพรเดี่ยวซึ่งใช้สมุนไพรชนิดเดียวที่เราพบเห็นได้ทั่วไปทั้งในรูปของยาสมุนไพรและอาหารเสริม

 


แนวคิดดังกล่าวต่างจากหลักการปรุงยาของการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นการปรุงขึ้นจากการผสมสมุนไพรหลากหลายชนิดตามหลักการแพทย์แผนไทยที่คำนึงถึงรสของสมุนไพร และยังมีลักษณะพิเศษอยู่ที่การปรับน้ำหนักและชนิดของตัวยาสมุนไพรสำหรับคนไข้แต่ละคนซึ่งมีร่างกายที่ประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และสภาวะของโรคในขณะนั้น ๆ แตกต่างกันไป นั่นทำให้ยาสมุนไพรที่ปรุงขึ้นเป็นยาปรุงสำหรับคนไข้เฉพาะราย

 


ขณะเดียวกันความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์และการมีวิญญาณอยู่ในพืชสมุนไพรแต่ละชนิดและแต่ละถิ่นก็ลดน้อยลงตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของสมุนไพรหลากชนิด ถูกแทนที่ด้วยการหันไปปลูกสมุนไพรในลักษณะของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อสนองความต้องการของตลาด เช่น มะขามป้อม ขณะที่ความเชื่อเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ถูกลดทอนให้เหลือเพียงวัตถุดิบในการปรุงยา

 


การแพทย์แผนไทยที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ ไม่เพียงแต่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นมาตรวัด แต่ยังเป็นความรู้ที่ยึดตำราหลวงเป็นศูนย์กลาง เช่น การนวดไทยที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นโดยยึดตำราหลวงและความรู้ทางกายวิภาคมีทั้งส่วนที่เหมือนและแตกต่างจากความรู้ของหมอนวดพื้นบ้านและวิถีการนวดของชาวบ้านในท้องถิ่น แม้จะมีการอบรมความรู้ดังกล่าวให้หมอนวด แต่หมอนวดก็ใช้ความรู้ดังกล่าวนวดให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในหมู่บ้านเท่านั้น ขณะที่การนวดแบบท้องถิ่นจะใช้นวดให้กับคนในหมู่บ้านเช่นเดิม

 


ถึงที่สุดแล้ว อาจกล่าวได้ว่าการแพทย์แผนไทยในโลกร่วมสมัยถูกฟื้นฟูและสร้างขึ้นใหม่ภายใต้บริบทและเงื่อนไขของความทันสมัยที่ยากจะปฏิเสธ และการทำให้ทันสมัยก็ให้ประโยชน์หลายประการ แต่ทิศทางที่เกิดขึ้นกลับให้น้ำหนักกับเสี้ยวส่วนของความรู้ที่สามารถนำมาแปรเป็นสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่สิ่งที่ไม่เข้ากับจริตดังกล่าว หากไม่ถูกคัดทิ้ง ก็จะถูกจำกัดให้อยู่ในอาณาบริเวณของตนเองต่อไป โดยเฉพาะความสลับซับซ้อนของความรู้ที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาโรค แต่ยังครอบคลุมถึงการให้ความหมายกับชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับธรรมชาติ

 

 

ชัชชล อัจนากิตติ

 

 

 


บรรณานุกรม

 


กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2559). รายงานการสาธารณสุขไทยด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก 2557-2559. นนทบุรี: กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. อ่านออนไลน์

โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ และยงศักดิ์ ตันติปิฎก. (2550). สุขภาพไทย วัฒนธรรมไทย. นนทบุรี: สํานักวิจัยสังคมและสุขภาพ.

จุงโกะ อีดะ. (2548). “การส่งเสริมการนวดแผนไทยในหมู่บ้านทางภาคเหนือของไทย: การปฏิบัติของคนท้องถิ่น”. ใน ภูมิปัญญาสุขภาพ: ปฏิบัติการต่อรองของความรู้ท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.

สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2530). “สถานการณ์การแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน”. ใน การแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาแห่งการพึ่งตนเอง. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน.

 

 

Museum Siam Knowledge Center

 

ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 เล่ม 1 /หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.

ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวง รัชกาลที่ 5 เล่ม 2 /หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร

ประทีป ชุมพล. (2554). ประวัติศาสตร์การแพทย์แผนไทย การศึกษาจากเอกสารตำรายา. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ