หากสอบถามผู้คนจากวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณ ว่าจิตวิญญาณของคนเรานั้นสถิตอยู่ตรงไหน ส่วนใหญ่เราจะได้รับคำตอบว่าอยู่ที่หัวใจ ศีรษะ สมอง หรืออวัยวะสำคัญที่มีเพียงหนึ่งเดียวในร่างกายซึ่งถ้าขาดหายไปแล้วก็จะทำให้เราต้องตายเสียทันที
แต่หากเราถามชาวพื้นเมืองอเมริกัน (หรือที่มักเรียกกันว่า อินเดียนแดง ตามความเข้าใจผิดของโคลัมบัสที่นึกว่าทวีปอเมริกาคืออินเดีย) กลุ่มชนเผ่าเชื้อสายเอเชียผู้อพยพผ่านรัสเซียมาทางแผ่นดินโบราณแบริงเจีย (Beringia) ที่เคยเชื่อมระหว่างไซบีเรียกับอลาสกา เข้าไปอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือตั้งแต่ 15,000 ปีก่อน ปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพลเมืองของสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เราจะได้รับคำตอบอันน่าประหลาดใจว่า วิญญาณนั้นสถิตอยู่ที่ “เส้นผม”
สำหรับชาวพื้นเมืองอเมริกัน เส้นผมคือรูปร่างของพลังอำนาจ ประวัติศาสตร์ และการไหลแห่งกระแสธารจิตวิญญาณมนุษย์ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเชื่อว่าผมเป็นเส้นประสาทสัมผัสที่ทำให้คนเราสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในโลกธรรมชาติ หรือแม้แต่หาทิศทางในป่าได้ดี คนที่ถูกโกนผมพวกเขาเห็นว่าไม่ต่างจากแมวที่ถูกตัดหนวด หรือนกที่ถูกตัดขนหาง แม้จะมีเขี้ยวเล็บหรือปีกแข็งแรงอย่างไร ก็จะเสียการรับรู้อันอ่อนไหวจนไม่อาจดำรงชีวิตของตนอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น ชาวพื้นเมืองอเมริกันทุกเผ่าจึงไว้ผมยาวกันทั้งผู้หญิงผู้ชาย การตัดผมจะทำในพิธีสำคัญของเผ่าหรือเมื่อไว้อาลัยแก่สมาชิกในครอบครัวเท่านั้น และผมที่ตัดออกมาก็จะต้องนำไปฝังหรือเผาด้วยความเคารพ เหมือนเป็นการทำศพให้แก่ชีวิตส่วนหนึ่งของเรา

ภาพที่ 1 ทรงผมชาวพื้นเมืองอเมริกัน
Stretch. (2019, April 7). Thread: California becomes the first state to ban hairstyle discrimination. Just Plain Politics Political Debate Forums RSS. https://www.justplainpolitics.com/showthread.php?121924-California-becomes-first-state-to-ban-hairstyle-discrimination.
กิจวัตรประจำวันของชาวพื้นเมืองอเมริกันอย่างแรก ๆ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา คือการหวีผมให้กันและกัน โดยใช้หวีที่ทำจากกระดูกหรือเขาสัตว์ หรือใช้กำหญ้าแห้งเป็นแปรง เพื่อช่วยสะสางความคิดจิตใจให้เป็นระเบียบ เสร็จแล้วก็นิยมถักเปีย และหุ้มพันเปียนั้นด้วยเชือกหรือขนสัตว์ เป็นต้นว่าขนตัวนากซึ่งกันน้ำได้ เพื่อปกป้องผมไว้จากสิ่งสกปรกหรือกิ่งไม้มาเกี่ยวโดน อีกทั้งรวบรวมความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านกระจัดกระจาย
การถักเปียนอกจากสะท้อนความมั่นคงเป็นหนึ่งเดียวของจิตส่วนตัว ยังเปรียบเทียบกับความสามัคคีของชุมชนส่วนรวม ด้วยเหตุว่าคนคนเดียวเหมือนผมเส้นเดียวที่บอบบางขาดง่าย ทว่าเมื่อถักอยู่รวมกันก็จะขาดยากขึ้น ผมเปียจึงทำให้อุ่นใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเผ่าอันแข็งแกร่ง การหวีผมและถักเปียให้กันและกันนี้บางครั้งก็ทำในเวลาว่างระหว่างวันในหมู่เพื่อนและครอบครัว เป็นกิจกรรมยืนยันความสัมพันธ์แน่นแฟ้น เพราะการตกแต่งบำรุงเส้นผมก็คือการทะนุถนอมจิตวิญญาณของคนที่เรารักโดยตรงนั่นเอง
ด้วยความหมายอันลึกซึ้งที่ได้เล่ามานี้ ชาวพื้นเมืองอเมริกันจึงถือสาว่าเป็นการล่วงเกินอย่างมาก หากมีคนแปลกหน้ามาจับหรือลูบผม ดังจะเห็นจากเหตุการณ์ในเดือนมกราคมปีค.ศ. 2020 ที่ผู้อำนวยการฝ่ายความมั่นคงรัฐมินเนโซตา และสนามบินมินเนอาโพลิส-เซนต์พอล ต้องประกาศขอโทษและเข้าพบหญิงชาวเผ่าโอจิบเว (Ojibwe) อย่างเป็นทางการ หลังจากมีเจ้าหน้าที่ตรวจเข้าเมืองนึกอุตริดึงผมเปียของเธอเล่น
นอกจากขนสัตว์ พวกเขามีเครื่องตกแต่งผมที่น่าสนใจอีกหลากหลายชนิด ซึ่งก็มักใช้สิ่งที่มี “พลังวิญญาณ” คือต้องเป็นวัสดุที่มาจากสิ่งที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพืช เปลือกหอย หญ้าวานิลลา หางวัวไบซัน ฯลฯ แต่เครื่องตกแต่งผมที่ล้ำค่าและเป็นที่จดจำมากที่สุด ก็คือ ขนนกอินทรี
ขนนกอินทรีเปรียบเสมือนเหรียญกล้าหาญของชาวพื้นเมืองอเมริกัน เนื่องจากร่วงหล่นจากฟ้าจึงถือว่าเป็นสัญญาณจากสวรรค์ ส่วนมากที่เก็บมาใช้กันเป็นขนของนกอินทรีทอง (Golden Eagle) และนกอินทรีหัวขาว (Bald Eagle) ซึ่งเป็นนกที่บินสูงเหนือกว่านกชนิดอื่น ๆ และได้รับการยกย่องเป็นสัตว์ประจำชาติอเมริกา
คนจะต้องสร้างวีรกรรมหรือความสำเร็จที่เป็นที่ยอมรับ เช่น ฆ่าศัตรู ฆ่าสัตว์ร้าย ป้องกันเขตที่พักจากอันตรายยามกลางคืน จบการศึกษาระดับสูง เป็นทหารผ่านศึก บำบัดการติดยาเสพติด ฯลฯ แล้วมารายงานต่อศาลประจำเผ่า ถึงจะมีสิทธิ์นำขนนกก้านหนึ่งมาแซมผม ขนนกเหล่านี้ไม่พึงนำไปเก็บซ่อนหรือทิ้งลงพื้น แม้ว่าเวลาถอด ก็ต้องแขวนผนังหรือจัดวางที่จุดเด่นในบ้าน เพื่อให้ผู้คนได้เห็นเกียรติยศและความไว้วางใจที่เผ่ามอบให้ พร้อมกับเตือนให้เจ้าของขนนกประพฤติตนสมกับเกียรติที่ได้รับนั้น มุ่งสะสมวีรกรรมต่อไป

ภาพที่ 2 หมวกหัวหน้าเผ่า ทำจากขนหางนกอินทรีและแต่งขนม้าตรงปลาย
Mathews, G. M. (1939). head-dress: British Museum. The British Museum. https://www.britishmuseum.org/collection/object/E_Am1939-22-1?fbclid=IwAR3Tq_gE_p7JwAS1cXX6JEhVSmntpi_VKQTScSZeaMNWlY-VCmzzP6Y1zYU.
ความสำคัญของผมในวัฒนธรรมพื้นเมืองอเมริกันนั้นพิเศษถึงขั้นที่ว่า ปกติแล้วในวัฒนธรรมอื่น ๆ เมื่อเราฆ่าศัตรูหรือประหารนักโทษ ก็มักจะตัดศีรษะเสียบประจาน หรือนำไปเป็นหลักฐานรายงานต่อนายว่าเราได้ฆ่าบุคคลนั้นตายแล้วจริง แต่ชาวพื้นเมืองอเมริกันโดยเฉพาะเผ่าทางตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เผ่าตาออส (Taos) เผ่าอิระควอย (Iroquois) เผ่าเชอโรกี (Cherokee) กลับถลกหนังศีรษะเพื่อเลาะเอาแผงผมจากศพไปเท่านั้น เพราะยึดผมมาได้ก็เท่ากับเรามีชัยเหนือวิญญาณของศัตรูเรียบร้อยแล้ว
หนังศีรษะดังกล่าวจะต้องนำไปประกอบพิธี ปลดปล่อยวิญญาณศัตรูให้กลับคืนสู่เทพผู้สร้าง แล้วค่อยนำไปใช้ประโยชน์ต่อตามความเชื่อของแต่ละเผ่า เช่น ใส่กรอบไม้กลมทำเป็นเครื่องแขวน ตกแต่งอานม้า ใช้เป็นส่วนผสมปรุงยา ทำอุปกรณ์ประกอบการเต้นระบำฉลองชัยชนะของผู้หญิง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสลดใจไม่น้อยที่หลังจากชาวยุโรปค้นพบทวีปอเมริกา และเรียนรู้วิธีถลกหนังศีรษะจากชาวพื้นเมืองอเมริกัน วิธีการนี้ก็ถูกนำมาใช้ทำร้ายพวกเขาเสียเอง โดยเจ้าอาณานิคมออกประกาศล่าหนังคนผิวแดง (Redskin) ตั้งรางวัลจูงใจให้ทั้งชาวยุโรปและชาวพื้นเมืองอเมริกันต่างเผ่าสังหารเหยื่อ แล้วนำหนังศีรษะมาเป็นหลักฐานรับเงินจากทางการ กฎหมายลักษณะนี้ที่เก่าแก่ที่สุดคือ Phips Bounty Proclamation ของข้าหลวงอังกฤษ สเปนเซอร์ ฟิปส์ (Spencer Phips) ในปีค.ศ. 1755 (เทียบเวลากับบ้านเราจะตรงกับยุคกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ) ตั้งค่าหัวชาวเผ่าเพน็อบสก็อต (Penobscot) 40 ปอนด์สำหรับหนังศีรษะผู้ชาย 25 ปอนด์สำหรับหนังศีรษะผู้หญิง และ 20 ปอนด์สำหรับหนังศีรษะเด็กอายุต่ำกว่าสิบสองปี (สมัยนั้น เงินเดือนครูอังกฤษเริ่มต้นที่ 60 ปอนด์ หรือ 2,600 บาท)

ภาพที่ 3 หัวหน้าเผ่าอูท (Ute) ถือไม้แขวนหนังศีรษะศัตรู
Heritage Auctions. (2006, Sept) Cabinet Card - Studio portrait of Ute Chief Johnson Circa 1870. Pinterest. https://www.pinterest.com/pin/327003622928820591/
หลังจากสงครามจบลงแล้ว การทำร้ายและกดขี่ชาวพื้นเมืองอเมริกันผ่านกฎหมายของรัฐก็ดำเนินต่อไปในช่วงศตวรรษที่ 19 พ่อแม่ชาวพื้นเมืองอเมริกันถูกบังคับให้ส่งลูกไปเข้าโรงเรียนประจำ เด็ก ๆ ถูกบังคับให้เลิกพูดภาษาเผ่าของตน เปลี่ยนมาพูดภาษาอังกฤษ ใช้ชื่อภาษาอังกฤษ นับถือศาสนาคริสต์ เหนือสิ่งอื่นใดต้องแต่งตัวและตัดผมแบบ “สากล” ซึ่งก็คือแบบคนขาว เป็นการลบล้างวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างเจ็บปวด แม้กระทั่งในสมัยที่ยกเลิกโรงเรียนประจำเหล่านั้นไปแล้ว หน่วยงานราชการและบริษัทส่วนใหญ่ในอเมริกาก็ยังคงกำหนดระเบียบทรงผมตัดสั้น หรือห้ามถักเปีย ทำให้ชาวพื้นเมืองอเมริกันต้องเลือกระหว่างจะละทิ้งจิตวิญญาณของตน หรือถูกกีดกันทางการศึกษาและการทำงาน ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ยอมตัดผมก็รู้สึกแปลกแยกจากเผ่าครอบครัวของตนราวกับเป็นผู้ทรยศ

ภาพที่ 4 เด็กชาวพื้นเมืองอเมริกันถูกบังคับตัดผม
Rancaño, V. (2018, June 29). 'It's Not a New Story': Family Separations Open Old Wounds. KQED. https://www.kqed.org/news/11678136/its-not-a-new-story-family-separations-open-old-wounds.
เป็นที่น่ายินดีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2019 รัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่านกฎหมายด้วยมติเป็นเอกฉันท์ ชื่อ The CROWN Act (Create a Respectful and Open Workplace for Natural Hair) ยุติการกีดกันและเลือกปฏิบัติด้านทรงผม ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ไม่สามารถตั้งกฎเปลี่ยนสภาพผมตามธรรมชาติของคน เช่น บังคับคนหยิกให้ยืดผมตรง บังคับคนผมแดงให้ย้อมผมดำ หรือห้ามการไว้ทรงผมพื้นฐานของศาสนาและวัฒนธรรม เช่น เปีย มวยผม เดรดล็อคส์ กฎหมายลักษณะนี้เริ่มมีการทยอยผ่านออกมาในรัฐอื่น ๆ เช่นกัน ได้แก่ นิวเจอร์ซี นิวยอร์ค และเซาธ์แคโรไลนา นอกจากนี้ รัฐบาลกลางยังออกกฎหมาย Eagle Feather Law เป็นกฎหมายลูกของ Migratory Bird Treaty Act 1918 อนุญาตให้ชาวพื้นเมืองอเมริกันลงทะเบียนครอบครองขนนกอินทรีได้ (คนทั่วไปที่ไม่ใช่ชาวพื้นเมืองอเมริกัน หากถูกตรวจพบว่าครอบครองขนนกอินทรีซึ่งเป็นสัตว์คุ้มครอง จะมีโทษปรับ 250,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 7.8 ล้านบาท)
แน่นอนว่ามีเสียงคัดค้านอยู่บ้าง เพราะก็มีคนจากหลายวัฒนธรรม(หรือแม้แต่คนขาวเอง)ที่มีการไว้ทรงผม แต่งตัว สักลาย เจาะร่างกาย หรือทำอะไรที่ต่างจากระเบียบราชการหรือบริษัทเพราะสิ่งนั้นมีคุณค่าทางใจ แต่ก็ยินยอมปรับตัวตามระเบียบและเห็นว่าทุกคนควรทำตามเหมือนๆ กัน การตัดสินใจออกกฎหมายให้คนไว้ผมหลากหลายได้เช่นนี้ นอกจากเป็นคำขอโทษที่อเมริกามอบให้กลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่มาก่อน โดยหลักคือคนดำและคนพื้นเมืองอเมริกัน เพื่อเป็นการไถ่บาปแทนบรรพบุรุษและคืนมงกุฎแห่งจิตวิญญาณให้แก่พวกเขาแล้ว ยังเป็นการยอมรับว่า “คนเราไม่มีใครที่เหมือนกัน และไม่จำเป็นต้องทำให้เหมือนกันด้วย” เรื่องที่ไร้สาระสำหรับเรา อาจเป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนสำหรับคนอื่น เช่นที่คนขาวถูกตัดผมไม่เกิดความรู้สึกอะไร แต่คนพื้นเมืองอเมริกันถูกตัดผมกลับเจ็บมาก ไฉนต้องสั่งให้คนสองกลุ่มรู้สึกเหมือนกันในเมื่อมันไม่มีวันเป็นไปได้
กฎระเบียบสร้างมาเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม ถ้ากฎนั้นกลับเป็นสิ่งที่ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ จนทำให้เกิดความสูญเสีย เจ็บแค้น ชิงชัง ไม่ช่วยให้เราอยู่ร่วมกันได้ดีแต่อย่างใดเลยตลอดมาในประวัติศาสตร์ มันก็ควรจะได้รับการลงคะแนนเสียงแก้ไขเพื่อความสุขของทุกคน ต่อให้เป็นประเด็นที่ดูเล็ก ๆ น้ำหนักแสนเบา อย่างเส้นผมและขนนกก็ตาม
บรรณานุกรม
AIHF. (2018). Feathers. Discover the symbolism behind Native American feathers. http://indians.org/articles/feathers.html.
Axtell, J. (2021, June 1). Who Invented Scalping? American Heritage. https://www.americanheritage.com/who-invented-scalping.
Guardian News and Media. (2020, January 18). TSA issues an apology to Native American women who had braids pulled by agent. The Guardian. https://www.theguardian.com/us-news/2020/jan/18/tsa-native-american-woman-braids-airport.
Heritage Auctions. (2006, September) Cabinet Card - Studio portrait of Ute Chief Johnson Circa 1870. Pinterest. https://www.pinterest.com/pin/327003622928820591/
Johnstone, P. L. W. (2013, August). Elders talk about the significance of long hair in Native American Cultures (Videos). White Wolf. http://www.whitewolfpack.com/2013/08/elders-talk-about-significance-of-long.html.
Newsom, B. D., & Bissonette-Lewey, J. (2012, September 3). Wabanaki Resistance and Healing: An Exploration of the Contemporary Role of an Eighteenth-Century Bounty Proclamation in an Indigenous Decolonization Process. ScholarWorks@UMass Amherst. https://scholarworks.umass.edu/lov/vol2/iss1/2/.
Sherrow, V. (2006). Encyclopedia of hair: a cultural history. Greenwood Press.
Stensgar, B. (2019, January 4). The Significance Of Hair In Native American Culture. Sister Sky. https://sistersky.com/blogs/sister-sky/the-significance-of-hair-in-native-american-culture.
Museum Core Writer