Museum Core
Vaux-le-Vicomte ชาโตว์ต้นแบบพระราชวังแวร์ซาย
Museum Core
15 พ.ย. 64 1K
ประเทศฝรั่งเศส

ผู้เขียน : ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล

         ‘นครปารีส’ ติดอันดับที่ 2 ของเมืองใหญ่ที่ผู้คนทั่วโลกโหวตให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนท่องเที่ยวที่เหมารวมความเป็นเมืองโรแมนติกไว้ครบทุกองค์ประกอบและหลากหลาย ทั้งแฟชั่น วัฒนธรรม อาหารคาวหวานและงานศิลปะ ทำให้หลายคนใฝ่ฝันอยากไปเยี่ยมเยือนหากได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวยุโรป

 

          สำหรับผู้เขียนแล้วเสน่ห์ของปารีสที่ดึงดูดใจที่สุดเป็นรูปแบบของสถาปัตยกรรมตั้งแต่ยุคกลางจนถึงสมัยใหม่ ทั้งโบสถ์วิหาร อาคารในย่านเก่า พิพิธภัณฑ์ ปราสาท พระราชวัง และสวนสไตล์ฝรั่งเศส นอกเหนือจากบรรดาผลงานศิลปะชิ้นเอกจากทุกยุคสมัยที่มีชื่อเสียงระดับโลกในมิวเซียม ซึ่งเป็นความชื่นชอบที่ซึมซับมาตลอดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะที่สนุกกับการเรียนรู้ศิลปะตะวันตก และอยากเห็นสิ่งที่ได้เรียนด้วยตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง

 

          เมื่อปี ค.ศ. 2017 ฝันก็กลายเป็นความจริง ผู้เขียนได้หยุดพักร้อนไปเที่ยวที่ปารีส 10 วัน โดยเลือกวางแผนโปรแกรมเที่ยวปราสาทแบบเช้าไปเย็นกลับที่ Vaux-le-Vicomte ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางปารีสไปประมาณ 50 กม. แต่เดินทางสะดวกด้วยรถไฟจากสถานี Gare de L'Est ไปลงที่สถานีรถไฟ Verneuil L'Etang ใช้เวลา 40 นาที แล้วต่อด้วยนั่งรถบัสหมุนเวียนของปราสาทเดินทางไปอีกราวๆ 15 นาทีก็ถึงหน้าทางเข้าปราสาท

 

          หลายคนอาจไม่คุ้นหูนักกับ Vaux-le-Vicomte หรือเขียนเป็นชื่อภาษาไทย ‘โวเลอวีกงต์’ เป็นปราสาทที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1641 โดยนิโคลัส ฟูเกต์ (Nicolas Fouquet) สมาชิกรัฐสภาหนุ่มผู้มั่งคั่งได้ซื้อคฤหาสน์เก่าหลังหนึ่งพร้อมที่ดินแล้วพัฒนาพื้นที่ใหม่ โดยจ้างเหล่าศิลปินและนักออกแบบสวนชื่อดังแห่งยุค ได้แก่ หลุยส์ เลอ โว (Louis Le Vau) สถาปนิกออกแบบปราสาท ชาร์ลส์ เลอ บรุน (Charles Le Brun) จิตรกรและนักออกแบบตกแต่งภายใน และอังเดร เลอ โนตร์ (André Le Nôtre) นักออกแบบสวนภูมิทัศน์ มาร่วมกันเนรมิตสร้างโดยใช้เวลานานถึง 20 ปีจึงแล้วเสร็จ

 

          ‘โวเลอวีกงต์’ เป็นปราสาทที่มีความโดดเด่นแบบหรูหราอลังการฟู่ฟ่าสไตล์บาโรก (Baroque) และมีสวนสไตล์ฝรั่งเศส (French Formal Garden) ขนาดใหญ่ที่สวยงามตระการตาจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วปารีส จนกระทั่งวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ.1661 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จฯ มาเที่ยวงานเลี้ยงและประทับค้างแรมที่นี่ตามคำเชิญของนิโคลัส ฟูเกต์ ทรงประทับใจและโปรดรูปแบบศิลปะการตกแต่งปราสาท และการออกแบบสวนอย่างมากจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใช้ ‘โวเลอวีกงต์’ เป็นต้นแบบสร้างพระราชวังแวร์ซายในเวลาต่อมาโดยใช้สถาปนิกและนักออกแบบสวนทีมเดียวกัน นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้เขียนเลือกไปเยี่ยมชมที่นี่แทนพระราชวังแวร์ซาย

 

ภาพที่ 1 มุมมองด้านหน้าที่ดูโอ่อ่าของชาโตว์ ‘โวเลอวีกงต์’

 

          หลังผ่านการตรวจตั๋วเข้าชมแล้วก็พร้อมเดินไปสำรวจความสวยงามลงตัวที่สอดรับกันไปทุกส่วนของปราสาท‘โวเลอวีกงต์’ กันเลย เริ่มจากความแกรนด์ของตัวสถาปัตยกรรมที่ออกแบบให้มีลักษณะแผนผังเป็นรูปแบบสมมาตร ขนาด 3 ชั้น หลังคาลาดชันสองชั้น (mansard roof) มุงด้วยกระเบื้องโลหะอันเป็นลักษณะเด่นของหลังคาอาคารสไตล์บาโรกฝรั่งเศส

 

          จากกึ่งกลางของตัวตึกชั้นล่างเป็นห้องโถงทางเข้าที่เชื่อมต่อกับห้องโถงรับแขก (Salon) กว้างจนใช้จัดปาร์ตี้ได้ ด้วยลักษณะของอาคารที่เป็นแบบสมมาตร ห้องใช้สอยต่างๆ ทั้งสองฟากจึงถูกออกแบบให้มีแผนผังและจำนวนเท่ากัน โดยปีกฝั่งซ้ายมือจะเป็นห้องสมุด ห้องพระราชา (สำหรับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 โดยเฉพาะ) ห้องทานของว่าง ห้องอาบน้ำ ห้องนั่งเล่นในฤดูร้อน และห้องนอน ส่วนปีกฝั่งขวามือเป็นที่ตั้งของห้องบิลเลียด ห้องนั่งเล่น (เล็ก-ใหญ่) ห้องนั่งเล่นในฤดูร้อน ห้องนอน และห้องทานอาหาร

 

ภาพที่ 2 Chambre-du-roi ห้องนอนที่ออกแบบเฉพาะสำหรับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

ซึ่งที่พระราชวังแวร์ซายก็ออกแบบให้มีความละม้ายคล้ายกับห้องนี้

 

 

ภาพที่ 3 ห้องนั่งเล่นใช้สำหรับพักผ่อนนอนเล่น หรือแต่งตัวของสมาชิกในครอบครัว

 

 

ภาพที่ 4 ภายในห้องรูปไข่ที่ออกแบบเป็นห้องน้ำ มีช่องเว้าสำหรับวางเก้าอี้อ่างอาบน้ำ เก้าอี้ปลดทุกข์

และเก้าอี้สำหรับชำระล้างก้นหลังปลดทุกข์เสร็จ (เรียงจากซ้ายไปขวา)

 

 

          ภายในของชาโตว์หลังนี้ แต่ละห้องมีการออกแบบสีสัน ลวดลาย และสิ่งตกแต่งประดับทองอย่างมลังเมลืองดูละลานตาไปหมด ดังเห็นได้ชัดเจนจากผนังห้องทุกห้องที่ถูกกรุด้วยผ้าที่มีลวดลายและสีแตกต่างไม่ซ้ำกันสักห้อง กรอบประตูหน้าต่างถูกแต่งแต้มด้วยลายตกแต่งคลาสิค ฝ้าเพดานประดับด้วยประติมากรรมนูนสูงที่ลอยตัวออกมาจากผนังมากจนเหมือนจะหล่นลงมา หรือใช้ภาพเขียนสีตกแต่งแบบลวงตาว่ามีมิติความลึกด้วยเทคนิคศิลปะเชิง 3 มิติที่เรียกว่า Trompe-l'œil เรียกได้ว่าทุกอณูประดับประดาเสียแน่นพื้นที่ เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยเยอะมาก แทบมองไม่เห็นพื้นที่ว่างเลย ซึ่งความเยอะเป็นพิเศษลักษณะนี้ถือว่าเป็นรูปแบบเฉพาะที่นิยมกันในช่วงยุคบาโรกฝรั่งเศส

 

ภาพที่ 5 ประติมากรรมคลาสิครูปเทวดานางฟ้าและเถาพันธุ์ไม้สีทองอร่ามที่ดูนูนลอยออกมาราวกับบินได้

และภาพวาดสีน้ำมันบนเพดานที่ลวงตาให้ดูว่าเพดานมีมิติตื้นลึก แถมยังคงเน้นโทนสีทองให้เข้ากับห้องอื่นๆ

 

          ถัดจากห้องต่างๆ ของเจ้านายชนชั้นสูงแล้ว เราสามารถเดินลงไปดูส่วนชั้นล่างสุด (Basement floor) ซึ่งบริเวณนี้ทำให้ได้เห็นถึงวิถีของคนอีกชนชั้นหนึ่งได้อย่างชัดเจนมาก ทั้งห้องครัว โซนเตรียมอาหาร โต๊ะนั่งทานอาหารของคนรับใช้ อุปกรณ์เครื่องครัวขนาดต่างๆ แขวนเรียงรายไล่ขนาดบนชั้นมากมายยิ่งกว่าที่ใช้ในร้านอาหารระดับภัตตาคารเสียอีก หรือห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่ใช้เก็บถังไม้หมักไวน์

 

ภาพที่ 6 ห้องทานอาหารของคน 2 ชนชั้นที่มีความเหมือนในเชิงฟังก์ชัน แต่มีความต่างของสถานะผู้ใช้

 

         การชมอาคารของปราสาทยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะจุดที่เป็นไฮไลท์นั้นเป็นจุดชมวิวสวนฝรั่งเศสมุมสูงจากบนหลังคาต่างหาก และความพิเศษนี้ก็ต้องแลกด้วยการจ่ายค่าเข้าชมเพิ่มอีก 3 ยูโร ซึ่งคุ้มค่าคุ้มราคาที่ควรจ่ายไปจริงๆ ก่อนจะได้ชมวิวเรายังได้เรียนรู้ความมหัศจรรย์ของงานวางระบบโครงสร้างไม้เพื่อรองรับหลังคาโลหะที่สถาปนิกออกแบบไว้เมื่อกว่า 350 ปีที่แล้วด้วย

 

 

ภาพที่ 7 สวนดัดแต่งขนาด 3 ตร.กม. ที่หลอกสายตา (garden of illusion) คนดูให้คิดว่าเหมือนใกล้และเป็นระนาบเดียวกันทั้งหมด แท้จริงนั้นเป็นการเล่นระดับพื้นที่สวนเพื่อสร้างแรงดันสำหรับระบบน้ำพุ เมื่อเราไปยืนที่จุดสุดปลายสวนแล้วหันหลังมองย้อนกลับมา ปราสาทและสวนทั้งหมดที่เดินผ่านมาจะหายวับไปราวกับเสกมนต์

 

          ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ความพิเศษของสวนที่เป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของยุคศตวรรษที่ 17 ยังมีความพีคในการออกแบบของนักภูมิทัศน์ที่ต้องการเก็บความสวยของปราสาทไว้บนเงาที่สะท้อนบนผิวสระน้ำที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวอาคารออกไปเป็นร้อยเมตรได้เป๊ะปังมาก ช่างเป็นการคำนวณกะเกณฑ์ที่น่าทึ่งเอามากๆ

 

ภาพที่ 8 ความประณีตในการออกแบบสวนที่แสดงถึงความก้าวหน้าเชิงวิศวกรรมล้ำสมัยที่สุดของยุคศตวรรษที่ 17

 

          นอกจากนี้ไม้ดอกไม้ประดับที่นี่ยังถูกคัดเลือกมาอย่างดีให้ผลิบานให้ความสดชื่นกับสวนได้ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปี (all seasons garden) จึงไม่น่าแปลกใจที่ ‘โวเลอวีกงต์’ จะได้รับการยกย่องว่าเป็นชาโตว์ที่มีสวนสไตล์ฝรั่งเศสสวยที่สุดแห่งหนึ่ง และมีนักท่องเที่ยวมาเข้าเยี่ยมชมหลายแสนคนต่อปี แต่กลับไม่เป็นที่นิยมหรือรู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยนัก

 

ผู้อ่านที่สนใจอยากชมคลิปวีดิโอของชาโตว์ ‘โวเลอวีกงต์’ คลิกดูได้ตามลิงก์นี้

https://www.youtube.com/watch?v=DLRorfkaVpw&t=12s

 

บทส่งท้าย โชคชะตาที่ผันเปลี่ยนในชั่วข้ามคืนของเจ้าของปราสาท

          ตามบันทึกประวัติของ ‘โวเลอวีกงต์’ นิโคลัส ฟูเกต์ เจ้าของปราสาทต้องการเอาใจพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึงขนาดออกแบบสร้างห้องหนึ่งให้เป็นห้องประทับแด่กษัตริย์โดยเฉพาะ ทว่า เหตุการณ์กลับตาลปัตร หลังจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จฯ มาค้างที่นี่ นิโคลัส ฟูเกต์ ถูกฌ็อง บาติสต์ โคลแบร์  (Jean-Baptist Colbert) ศัตรูขี้อิจฉา ใส่ความด้วยข้อหายักยอกเงินจากท้องพระคลัง ทำให้เขาถูกจับตามคำสั่งของกษัตริย์และตัดสินโทษจำคุกตลอดชีวิตในปีเดียวกันนั้น

          เมื่อฟูเกต์ตกอับต้องติดคุก ทรัพย์สินต่างๆ ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ ภาพวาด ประติมากรรม พรมทอแขวนผนัง หนังสือ และต้นส้มถูกยึดทั้งหมด ซึ่งภรรยาของฟูเกต์ใช้เวลาถึง 10 ปีในการฟื้นฟูปราสาทและใช้อยู่อาศัยกับลูกชาย ต่อมาเมื่อลูกชายเสียชีวิตจึงขายปราสาทในปี ค.ศ.1705 ให้กับนายทหารคนหนึ่งแล้วมีการขายต่ออีกครั้งให้กับดยุคแห่งพราสแลง (Duc de Praslin) ในปี ค.ศ.1764 จากนั้นอีกกว่าร้อยปีต่อมาปราสาทที่ว่างเปล่าและสวนรกร้างได้ถูกนำมาประมูลขายในปี ค.ศ.1875 จนกระทั่งผู้ครอบครองปัจจุบัน อัลเฟรด ซอมมิเยร์ (Alfred Sommier) และครอบครัวได้พยายามซ่อมบูรณะปรับปรุงปราสาทและสวนที่ถูกทิ้งร้างไปนานถึง 140 ปีให้คืนสภาพความสวยงามอลังการอย่างเมื่อครั้งแรกสร้างอีกครั้ง โดยใช้เวลานานหลายปีจึงพร้อมเปิดให้สาธารณชนได้เริ่มเข้าชมในปี ค.ศ.1968

 

ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ