Museum Core
Stift Admont พิพิธภัณฑ์ห้องสมุดอารามที่ใหญ่ที่สุดในโลก
Museum Core
21 ก.พ. 65 730
ประเทศออสเตรีย

ผู้เขียน : Museum Core Writer

          ห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกอยู่ที่ไหน ผู้ที่หลงใหลงานไม้คลาสสิคมักจะตอบว่าห้องสมุดอารามนักบุญกัลเลน (Stiftsbibliothek St. Gallen) ในสวิตเซอร์แลนด์ ผู้ที่นิยมงานกระจกและเหล็กดัดชดช้อยมักยกย่องห้องสมุดจอร์จ พีบอดี (George Peabody Library) ในสหรัฐอเมริกา ส่วนผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์โมเดิร์นล้ำยุคก็หนีไม่พ้นเลือกห้องสมุดเขตพัฒนาใหม่นครเทียนจิน (Tianjin Binhai Library) ในจีน หรือห้องสมุดเมืองชตุทท์การ์ท (Stadtbibliothek Stuttgart) ในเยอรมนีเป็นที่โปรด

 

          แต่ในสายตาของผู้ที่ต้องมนตร์เสน่ห์ศิลปะบาโรก ความหรูหราของทองคำ สำริด และจิตรกรรมเฟรสโก ห้องสมุดที่สวยที่สุดในโลกซึ่งเคยได้รับการยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก คือ ห้องสมุดอารามแอดมอนต์ (Admonter Stiftsbibliothek) ในประเทศออสเตรีย แอดมอนต์เป็นอารามสำคัญที่มีอายุกว่า 900 ปีในรัฐชไตเออร์มาร์ค (Steiermark) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ ห้องสมุดแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเขตวิหารคาทอลิกคณะเบเนดิกติน ถือเป็นพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดอารามที่ใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่ครอบคลุม 4 อาคารพิพิธภัณฑ์ 26 อาคารย่อย ห้องสมุด หอศิลป์ โรงเรียน อุทยาน และหอชมวิว โดยใช้นักบวชกว่า 700 รูปและเจ้าหน้าที่อีกกว่า 500 คนในการบริหารดูแล

 

          ก้าวแรกเข้าสู่ห้องสมุด สิ่งที่เราจะสัมผัสได้ทันทีคืออากาศที่ควบคุมให้เย็นและแห้งเพื่อถนอมหนังสือ รวมถึงบรรยากาศสงบสว่างใต้เพดานรูปท้องฟ้า ราวกับว่าสรวงสวรรค์อยู่เพียงแค่เอื้อม ห้องสมุดแอดมอนต์ออกแบบในปี ค.ศ. 1764 (เทียบเวลากับไทยตรงกับสมัยอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ) ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิกโยเซฟ ฮูเบอร์ (Josef Hueber) ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ออกแบบปราสาทและพระราชวังในเมืองกราซ (Graz) ภายใต้แนวคิด “แสงสว่างแห่งปัญญา” ฮูเบอร์เชื่อว่า ความรู้วิทยาการสาขาต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งกว้างขวางช่วยทำให้ผู้คนใกล้ชิดกับเหตุผล ความเข้าใจสังคมมนุษย์ และสัจธรรมด้านจิตวิญญาณมากขึ้น

 

          ดังนั้น สวรรค์นักอ่านแห่งนี้จึงออกแบบมาให้กว้างและใช้สีขาวสว่างไสว แบ่งออกเป็น 7 โถง แต่ละโถงจะมีจิตรกรรมเพดานฝีมือจิตรกรชื่อ บาร์โทโลมิว อัลโตมอนเตอ (Bartolomeo Altomonte) ผู้ซึ่งขณะวาดมีอายุถึง 80 ปี เป็นรูปท้องฟ้าที่สถิตของเทพเจ้าผู้อุปถัมภ์วิชา หรือบุคลาธิษฐานของหัวข้อสำคัญในศาสตร์ศิลป์นั้น ๆ ได้แก่ ศิลปะและการประดิษฐ์เทคโนโลยี (Künste und Techniken) วิทยาศาสตร์ (Naturwissenschaft) เทววิทยาและศาสนา (Theologie und Religion) วิวรณ์ หรือการที่พระเจ้าเปิดเผยความจริงหรือความรู้สำคัญแก่มนุษย์ (Göttliche Offenbarung) นิติศาสตร์ (Jurisprudenz) ประวัติศาสตร์ (Geschichte) ปรัชญาและภาษา (Philosophie und Sprechen) หนังสือในบริเวณข้างใต้ภาพก็จะเป็นเนื้อหาในหมวดดังกล่าว รวมแล้วในห้องสมุดเก็บสะสมหนังสือไว้กว่า 70,000 เล่ม เล่มที่เก่าแก่ที่สุดมีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 8 (ตรงกับช่วงประมาณ 500 ปีก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย) นอกจากนี้ ยังมีการตกแต่งเสาด้วยรูปหล่อจตุธรรมสุดท้ายทางคริสต์ศาสนา คือ ความตาย การพิพากษา นรก และสวรรค์ โดยประติมากรประจำอาราม โยเซฟ ชตัมเมล (Josef Stammel)

 

ภาพที่ 1 ห้องสมุดมีจิตรกรรมเพดาน 7 วง

 

 

ภาพที่ 2 ประติมากรรมสวรรค์และความตาย

 

 

ภาพที่ 3 ชั้นหนังสือมีป้ายชื่อหมวดด้านบนและรหัสอักษรประจำแถวด้านซ้าย

 

 

          เมื่อออกจากห้องสมุดไปยังส่วนพิพิธภัณฑ์ เราจะพบว่ามีห้องนิทรรศการอยู่จำนวนมาก ในทำนองเดียวกับการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่อื่น ๆ ในยุโรป มักเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินชมทุกห้องเสร็จภายในวันเดียวหากจะศึกษาความรู้อย่างละเอียด จึงควรดูแผนผังล่วงหน้าและวางแผนเลือกเข้าชมเฉพาะส่วนที่สนใจ ในบทความนี้ เราจะขออนุญาตเข้าชมบางส่วนของนิทรรศการกอธิค (Gotik Museum) นิทรรศการวิจิตรศิลป์ (Kunsthistorisches Museum) และนิทรรศการธรรมชาติวิทยา (Naturhistorisches Museum)

 

          นิทรรศการโกธิคจัดแสดงงานแกะสลักไม้ช่วงยุคกลางตอนปลาย คือช่วง ค.ศ. 1250-1500 (ตรงกับช่วงการสถาปนากรุงสุโขทัย จนถึงสมัยอยุธยารัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2) ชิ้นงานสำคัญคือ กลุ่มรูปสลักพระแม่มารีย์ผู้ทรงพระสิริโฉม (Schöne Madonnen) ผลงานของศิลปินเยอรมันภาคใต้ นิเคลาส์ เวคมันน์ (Niklaus Weckmann) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้เล่าเรียนและก่อตั้งเวิร์คช้อปงานช่างไม้ในเมืองอุลม์ (Ulm) ช่วงศตวรรษที่ 14-15 หลังจากนั้น ผลงานของเขาถูกแอบอ้างหรือเข้าใจผิดไปเป็นของศิลปินคนอื่นอยู่นานหลายร้อยปี กว่าที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือของเวคมันน์ในปี ค.ศ. 1966 พร้อมกับที่ศิลปะยุคกลางซึ่งคนทั่วไปมองว่าเป็น “ยุคมืด” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ว่าก็มีความงามละเมียดละไมด้วยพลังศรัทธาและเทคนิคเฉพาะตัวน่าสนใจไม่แพ้ยุคสมัยอื่น ๆ

 

          เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์อาราม การท่องเรื่องราวของศิลปะแห่งความศรัทธายังคงดำเนินต่อในนิทรรศการวิจิตรศิลป์ วัตถุจัดแสดงเป็นพัสตราภรณ์ กระจกสี รูปแกะสลัก ภาพวาดขนาดใหญ่ และเครื่องใช้ในพิธีกรรม ไล่เรียงมาตั้งแต่สมัยโรมาเนสก์ (Romanesque) คือศิลปะนอร์มองดีในศตวรรษที่ 11 ไปจนถึงสมัยโรโกโก (Rococo) คือศิลปะวิจิตรอลังการแบบพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ในศตวรรษที่ 18 โน่นทีเดียว แสดงให้เห็นพัฒนาการและอิทธิพลของแนวคิดต่าง ๆ ต่อการตีความคริสต์ศาสนาที่เกิดขึ้นและดับไปตามกาลเวลา ผลงานเด่นของนิทรรศการนี้คือ ผ้าปักของบาทหลวงเบนโน ฮาน (Benno Haan) เขาเป็นชาวโคเปนฮาเกนจากเดนมาร์ก เดินทางมาบวชอยู่ที่แอดมอนต์ในปี ค.ศ. 1656 และสร้างผลงานปักเสื้อผ้ารองเท้าที่ใช้ในพิธีกรรมมากมายจนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ จึงได้รับการขนานนามว่า “ปรมาจารย์เข็มเย็บผ้า (Meister der Nadel)”

 

 

ภาพที่ 4 รูปสลักไม้พระแม่มารีย์และภาพวาดทูตสวรรค์

 

 

 

ภาพที่ 5 ภาชนะใส่น้ำมนต์และเสื้อคลุมปักที่ใช้ในพิธีทางคริสต์ศาสนา

 

 

ภาพที่ 6 ฉากแท่นบูชาแบบบานภาพพับ

 

 

          สุดท้าย เราก็มาถึงนิทรรศการธรรมชาติวิทยา บางคนอาจจะสงสัยว่าเรื่องของแร่ธาตุ พืชพรรณ และสรรพสัตว์ มันเกี่ยวข้องกับคริสต์ศาสนาอย่างไร นักบวชถึงต้องมาผ่าซากสัตว์เลาะโครงกระดูกมาศึกษา หรืออาจจะรู้สึกว่านี่ไม่ควรเป็นงานของสมณเพศ แต่ที่จริงแล้ว ความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก (Genesis) เป็นแรงบันดาลใจแก่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่ยุคกลาง ความศรัทธาที่ว่าจักรวาลของพระเจ้ามีระบบระเบียบอันยิ่งใหญ่ บวกกับความปรารถนาที่จะพิสูจน์การมีอยู่ของพระเจ้าให้ประจักษ์ ส่งผลให้นักบวชพยายามศึกษาค้นคว้าความจริงเกี่ยวกับโลกธรรมชาติด้วยวิธีการต่าง ๆ และเมื่อถึงจุดที่แน่ชัดแล้วว่า บางข้อความในพระคัมภีร์นั้นไม่ตรงกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต หรืออายุของโลกเก่าแก่กว่าจำนวนปีตั้งแต่กำเนิดวงศ์วานของอาดัม ก็นำไปสู่การอ่านตีความเรื่องพระเจ้าสร้างโลกแบบใหม่ ๆ ในยุคเรอเนสซองส์ รวมไปถึงปรับปรุงคำสอนด้านสุขภาพ เช่นอนุญาตการคุมกำเนิดและการรับเลือดเวลาผ่าตัดในบางนิกาย

 

          อารามแอดมอนต์เริ่มมีการเก็บตัวอย่างพืชและแร่ธาตุเพื่อการศึกษามาตั้งแต่สมัยบาโรก ช่วงราวศตวรรษที่ 17 มีห้องแล็บทดลองทางเคมีและฟิสิกส์ และลูกโลกจำลองที่แสดงปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน ทว่าโชคร้ายที่ในปี ค.ศ. 1865 เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ทำให้บริเวณนี้ถูกทำลายทั้งหมด หลังจากนั้น 1 ปี บาทหลวงหนุ่มวัยยี่สิบ กาเบรียล ชโตรเบิล (Gabriel Strobl) ได้รับมอบหมายจากเจ้าอธิการให้สร้างพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาขึ้นมาใหม่ เขาทุ่มเทเวลา 44 ปีศึกษาวิจัยพืชและแมลง แลกเปลี่ยนและซื้อตัวอย่างแมลงจากทวีปต่าง ๆ มาได้ประมาณ 252,000 ตัว เขาเขียนผลงานวิชาการไว้เกือบ 30 เรื่องก่อนจะเส้นเลือดในสมองแตก บาทหลวงอีกรูปที่มีบทบาทสำคัญคือ คอนชแตนติน เคลเลอร์ (Constantin Keller) ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการสาขาของสมาคมเกษตรรัฐชไตเออร์มาร์คระหว่างปี ค.ศ. 1819-1824 และคอยเพาะต้นกล้าแจกเกษตรกรท้องถิ่น เขาได้ปั้นขี้ผึ้งเป็นผลไม้จำลองไว้ 243 สายพันธุ์เพื่อจัดแสดงในนิทรรศการ

 

          นับแต่ปี ค.ศ. 1906 อาคารนิทรรศการนี้ได้เปิดต้อนรับสาธารณชน เอาตัวรอดจากการปล้นยึดของนาซี และค่อย ๆ ขยายคอลเล็กชั่นให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตสำคัญทั้งหมดในอาณาจักรสัตว์ อีกทั้งร่วมมือกับอุทยานแห่งชาติเกซอยเซอ (Nationalpark Gesäuse GmbH) เพื่อสนับสนุนการเดินป่าเชิงอนุรักษ์ ถือเป็นแหล่งความรู้ชีววิทยาที่ผู้เข้าชมทุกคนรู้สึกได้ถึงความตั้งใจ ว่าที่นี่ไม่ใช่ศูนย์การเรียนรู้สนุก ๆ ผิวเผิน แต่มีถึงการจัดเตรียมอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ไว้บริการเต็มที่ มีระยะเวลาที่ใช้เก็บรวบรวมศึกษาตัวอย่างแต่ละชิ้นยาวนาน และมีสื่อรูปแบบต่าง ๆ ที่อธิบายอย่างละเอียดจากนักบวชผู้วิจัยรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่สมัยที่เป็นลายมือปากกาคอแร้งมาจนกระทั่งเป็นวิดีโอ เพื่อให้เราเข้าใจเนื้อหาอย่างดีที่สุดโดยแท้จริง

 

 

ภาพที่ 7 นกและพืช สัตว์ทะเล และการศึกษาอวัยวะของด้วงและแมงป่อง

 

 

          ความประทับใจต่อพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดอารามแอดมอนต์ นอกจากการดูแลรักษาสภาพโบราณวัตถุไว้อย่างสวยงาม การออกแบบสถานที่จรรโลงจิตวิญญาณ และการศึกษาค้นคว้าเพื่อถ่ายทอดความรู้อย่างจริงจังตามที่กล่าวไปแล้ว การชี้แจงความโปร่งใสในระบบการดำเนินงานขององค์กรศาสนาแก่ผู้เข้าชมก็เป็นเรื่องแปลกใหม่อย่างหนึ่งที่เราจะลืมเล่าเสียไม่ได้ เพราะว่าชาวคริสต์ในออสเตรียซึ่งมีจำนวนประมาณ 70% ของประชากรทั้งหมดไม่นิยมการบริจาคสักเท่าไร แต่มีกฎหมายเก็บภาษีบำรุงศาสนาจากรายได้ 1.1-1.5% แล้วแต่นิกาย แล้วรัฐจัดสรรให้แต่ละโบสถ์นำไปใช้โดยมีข้อบังคับกำหนดสัดส่วนว่าต้องใช้ด้านใดเท่าไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น 36% เป็นค่าใช้จ่ายดูแลความเป็นอยู่ของนักบวชและการประกอบพิธีพื้นฐาน อาทิ พิธีศพ 12% เป็นค่าบริหารสถานศึกษาและภารกิจให้ความรู้แก่ชุมชน 8% เป็นค่าบูรณะซ่อมแซมศาสนสถาน เป็นต้น

 

           ด้วยเหตุนี้ เงินกิจการศาสนาทั้งหมดจึงไหลเวียนอยู่ในระบบและมีการวางแผนตรวจสอบทุกขั้นตอน ไม่มีการรับและถวายเงินแก่นักบวชเป็นการส่วนตัว ไม่มีโบสถ์ใดที่ปัจจัยสี่ขาดแคลนหรือสมบูรณ์ไปกว่ากันมากนัก และนักบวชทุกคนเป็นเสมือนพนักงานองค์กรที่ต้องรับใช้สังคมและพระเจ้าตามหน้าที่ ไม่สามารถกินนอนฟรีอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ เพราะต้องแสดงสถิติผลงานเมื่อสิ้นปีให้รัฐพิจารณางบประมาณในปีหน้า

 

          การมาเยือนพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดอย่าง “ซึ้งรสพระทำ(ธรรม)” ในครั้งนี้ จึงทำให้ได้มีโอกาสชมดอกผลของระบบภาษีบำรุงศาสนาแบบยุโรป และค้นพบศักยภาพของนักบวชในรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากการมุ่งแสวงหาความหลุดพ้นแบบพระสงฆ์ในไทยเรา เป็นแง่มุมเล็ก ๆ ที่พิเศษกว่าการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทั่วไปไม่น้อยเลย

 

บรรณานุกรม

Benediktinerkloster und Sehenswürdigkeit im Gesäuse. Stift Admont. (2018). Retrieved January 21, 2022, from https://www.stiftadmont.at/

 

Museum Core Writer

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ