Museum Core
แมชี ซีโคล: นางฟ้าพยาบาลผู้ข้ามผ่านอคติทางชาติพันธุ์
Museum Core
27 เม.ย. 65 982

ผู้เขียน : กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

          นางฟ้าในชุดขาว... เชื่อว่าหลายคนคงมีภาพจำดังกล่าวกับอาชีพพยาบาลอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อใดก็ตามที่เราเจ็บป่วยเจียนตาย หากนายแพทย์คือผู้เยียวยาแล้วไซร้ พยาบาลก็เป็นเสมือนผู้มอบกำลังใจให้คนไข้ข้ามผ่านความทรมานทางร่างกาย ทว่าในอดีต พยาบาลกลับเป็นอาชีพที่โดนเหยียดหยาม การดูแลคนเจ็บถูกมองว่าเป็นงานของคนชั้นต่ำ จนกระทั่งครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อฟลอเรนซ์ ไนติงเกล (Florence Nightingale) สุภาพสตรีชาวอังกฤษได้ปฏิวัติวงการพยาบาลจนเป็นที่ยอมรับของคนทั้งโลก ไนติงเกลเชื่อว่าการจัดการสุขอนามัยขั้นพื้นฐานและอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพของคนไข้ หล่อนพิสูจน์ว่าวิธีการของตนได้ผลระหว่างสงครามไครเมีย (Crimean War) ที่ไนติงเกลและคณะพยาบาลอาสาดูแลทหารที่บาดเจ็บจากการรบ วีรกรรมครั้งนั้นทำให้ไนติงเกลได้รับการยกย่องจนกลายเป็นบุคคลสำคัญในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม นางฟ้าพยาบาลในสงครามไครเมียไม่ได้มีเพียงไนติงเกลเท่านั้น แต่ยังมีสุภาพสตรีอีกคนที่ต่อสู้กับโรคภัยอย่างไม่ย่อท้อ หญิงผู้นั้นมีนามว่า แมรี ซีโคล (Mary Seacole) แม้ว่าซีโคลและไนติงเกลจะทำหน้าที่พยาบาลอาสาในสมรภูมิเดียวกัน ทว่าชื่อของซีโคลกลับถูกลบเลือนจากหน้าประวัติศาสตร์เพียงเพราะอคติทางชาติพันธุ์ที่ผู้ดีสมัยนั้นมีต่อคนผิวสี เรื่องราวของนางฟ้าพยาบาลผู้นี้จะเป็นอย่างไร เราจะมาหาคำตอบไปพร้อมกัน

 

ภาพที่ 1: ภาพถ่ายของแมรีซีโคล

แหล่งที่มา: 2bored2bother. Mary Jane Seacole. (2021). [Online]. Accessed 2022 Apr 4. Available from: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Mary_Jane_Seacole.jpeg

 

          แมรี ซีโคลเกิดที่คิงส์ตัน (Kingston) เมืองท่าบนเกาะจาไมกาในค.ศ. 1805 หล่อนมีชื่อเดิมว่า แมรี เจน แกรนท์ (Mary Jane Grant) บิดาของแกรนท์เป็นนายทหารอังกฤษเชื้อสายสก็อต ในขณะที่มารดาเป็นหมอยาผิวดำชาวจาไมกัน แกรนท์จึงมีสถานะเป็นมูแลตโต (Mulatto) หรือลูกครึ่งคนขาวและคนดำ แม้ว่ามูแลตโตจะไม่ได้รับการยอมรับในสมัยนั้น ทว่าแกรนท์ในวัยเยาว์กลับไม่เคยเผชิญปัญหาความแตกต่างทางเชื้อชาติเนื่องจากจาไมกาเป็นแหล่งรวมผู้คนทุกสารทิศ นอกจากนี้ครอบครัวหล่อนยังมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่งคั่ง มารดาของแกรนท์เป็นเจ้าของบลันเดลล์ฮอลล์ (Blundell Hall) โรงพักแรมยอดนิยมในหมู่ทหารอังกฤษ ชาวยุโรปที่มาถึงจาไมกามักล้มป่วยจากโรคพื้นถิ่นอย่างไข้เหลืองและอหิวาต์ พวกเขาไว้ใจให้แม่ของแกรนท์รักษาคนของตนด้วยยาสมุนไพร เด็กหญิงลูกครึ่งจึงคอยเป็นลูกมือช่วยมารดาดูแลคนเจ็บ แกรนท์เรียนรู้ศาสตร์พยาบาลจากการสังเกตการทำงานของแม่ ส่งผลให้หล่อนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องพืชสมุนไพรในเวลาต่อมา

 

          แม้มีความรู้เรื่องการรักษา ทว่าแกรนท์ในวัยสาวกลับสนใจในการค้ามากกว่า หล่อนทำกำไรเป็นกอบเป็นกำจากการนำอาหารแปรรูปจากจาไมกาไปขายต่อให้ชาวอังกฤษในลอนดอน ในค.ศ. 1836 แกรนท์ได้แต่งงานกับเอ็ดวิน โฮเรชิโอ แฮมิลตัน
ซีโคล (Edwin Horatio Hamilton Seacole) และเปลี่ยนมาใช้นามสกุลซีโคลนับแต่นั้น สามีภรรยาซีโคลลงทุนเปิดร้านขายของชำในคิงส์ตัน ทว่ากิจการกลับไปไม่รอด พวกเขาจึงกลับมาช่วยมารดาดูแลบลันเดลล์ฮอลล์ต่อไป ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่งปีค.ศ. 1843 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในเมืองคิงส์ตัน โรงพักแรมของซีโคลเสียหายหนักจากอัคคีภัยครั้งนั้น แม้ว่าหล่อนจะรวบรวมเงินสร้างบลันเดลล์ฮอลล์ขึ้นใหม่ ทว่าในปีต่อมา สามีและมารดาของซีโคลต่างก็เสียชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน ซีโคลจึงกลายเป็นผู้ดูแลกิจการโรงพักแรมทั้งหมด ควบคู่ไปกับการรักษาคนเจ็บที่มารดาเคยทำเมื่อครั้งยังมีชีวิต

 

          เส้นทางอาชีพพยาบาลของซีโคลเริ่มขึ้นในปีค.ศ. 1850 เมื่ออหิวาตกโรคระบาดหนักบนเกาะจาไมกา โรคระบาดครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนกว่า 3 หมื่นคน ซีโคลเป็นหนึ่งในหมอยาที่อาสาดูแลคนเจ็บ หล่อนเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่อีกครั้งเมื่อเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่อเมริกากลางในปีค.ศ. 1851 ซีโคลที่มีประสบการณ์การรักษาคนไข้โรคอหิวาต์กลับมาทำหน้าที่หมอยาที่เมืองครูเซส (Cruces) ในปานามาโดยเปิดโรงพักแรมควบคู่กัน หล่อนนำเงินที่ได้จากกิจการและการรักษาคนไข้ที่ร่ำรวยมาช่วยเหลือคนไข้ยากไร้โดยไม่เลือกปฏิบัติ ชื่อเสียงในการเยียวยาทำให้ชาวปานามาเรียกหล่อนว่า หมอผิวเหลือง (Yellow Doctor) ซึ่งมาจากผิวสีอ่อนของซีโคล

 

ภาพที่ 2: ทหารอังกฤษในสงครามไครเมีย

แหล่งที่มา: Brain, Jessica. Timeline of the Crimean War. (n.d.). [Online]. Accessed 2022 Apr 4. Available from: https://www.historic-uk.com/HistoryUK/HistoryofBritain/Timeline-Crimean-War/

 

          ระหว่างปีค.ศ. 1850 ถึง 1854 ซีโคลเดินทางไปกลับจาไมกาและปานามาเพื่อดูแลกิจการโรงพักแรมและรักษาคนไข้ หล่อนต้องต่อสู้กับการระบาดของอหิวาต์และไข้เหลืองหลายครั้ง จนกระทั่งในค.ศ. 1854 ขณะอยู่ในอเมริกากลาง ซีโคลก็ได้ข่าวสงครามไครเมียจากชาวอังกฤษที่ตนเคยรักษา การจัดการด้านสุขอนามัยที่บกพร่องในค่ายทหารส่งผลให้โรคร้ายคร่าชีวิตผู้คนมากมาย ซีโคลในวัย 49 ปีเชื่อว่าความรู้เรื่องโรคระบาดและยาสมุนไพรของตนจะเป็นประโยชน์กับทหารที่สู้รบในแนวหน้า หล่อนจึงเดินทางไปลอนดอนเพื่ออาสาเข้าร่วมหน่วยพยาบาล ซีโคลมาถึงอังกฤษในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1854 หลังจากที่ฟลอเรนซ์ ไนติงเกลถูกเรียกตัวไปไครเมียเพียงไม่กี่วัน ทว่าแม้จะมีประสบการณ์วิชาชีพพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่กลับปฏิเสธความหวังดีของซีโคลเพราะมองว่าผู้หญิงมูแลตโตไม่มีทางทำประโยชน์ให้กองทัพ แม้แต่หน่วยพยาบาลของไนติงเกลก็ไม่ยอมรับพยาบาลผิวสี แต่ซีโคลกลับไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค หล่อนติดต่อโธมัส เดย์ (Thomas Day) ลูกพี่ลูกน้องอดีตสามีให้มาร่วมลงทุนธุรกิจกับตนที่ไครเมีย ซีโคลใช้วิธีเดียวกันกับเมื่อครั้งที่ยังอยู่ในปานามา หล่อนชักชวนให้เดย์เปิดโรงพักแรมใกล้ฐานทัพอังกฤษที่คาดิคอย (Kadikoi) และฐานทัพฝรั่งเศสที่คามิช (Kamiesch) ในไครเมียเพื่อนำเงินที่ได้จากกิจการมารักษาพยาบาลคนเจ็บ และในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1855 โรงพักแรมบริติชโฮเทล (British Hotel) ของซีโคลก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการ หล่อนดำเนินกิจการควบคู่กับการเยี่ยมเยียนผู้บาดเจ็บในแนวหน้า ซีโคลนำหยูกยาและอาหารไปมอบให้ทหารที่เจ็บหนัก หลายครั้งที่สตรีวัยกลางคนเกือบเอาตัวไม่รอดยามฝ่าดงกระสุนไปช่วยชีวิตผู้คน ซีโคลรักษาผู้บาดเจ็บทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส หรือแม้แต่รัสเซียที่เป็นฝ่ายศัตรู การปฏิบัติโดยไม่เลือกที่มักรักที่ชังและความโอบอ้อมอารีทำให้เหล่าทหารในไครเมียพากันเรียกหล่อนว่า คุณแม่ซีโคล (Mother Seacole) เพื่อเป็นเกียรติแก่นางฟ้าพยาบาลที่ทำงานกลางสมรภูมิ

 

ภาพที่ 3: การลงนามสนธิสัญญาปารีส

แหล่งที่มา: Brain, Jessica. Treaty of Paris. (n.d.). [Online]. Accessed 2022 Apr 4. Available from: https://www.historic-uk.com/HistoryUK/HistoryofBritain/Timeline-Crimean-War/

 

          ซีโคลทำหน้าที่พยาบาลสนามรบต่อไปอย่างแข็งขัน จนกระทั่งวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1856 จักรวรรดิรัสเซียและฝ่ายพันธมิตรที่ประกอบด้วยฝรั่งเศส อังกฤษ ออตโตมัน และราชอาณาจักรซาร์ดิเนีย (Kingdom of Sardinia) ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาปารีส (Treaty of Paris) เพื่อยุติการสู้รบ สงครามไครเมียจึงจบลงอย่างเป็นทางการ แม้ว่าซีโคลจะดีใจที่เหล่าทหารได้เดินทางกลับบ้าน ทว่ากิจการโรงพักแรมของหล่อนในไครเมียกลับย่ำแย่เพราะไม่มีลูกค้า ซีโคลและเดย์จำต้องเดินทางกลับลอนดอนหลังประสบการขาดทุนย่อยยับ ทั้งคู่ถูกประกาศให้เป็นบุคคลล้มละลายในปีเดียวกัน เคราะห์ดีที่ทหารผ่านศึกที่ซาบซึ้งในวีรกรรมของซีโคลร่วมกันก่อตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือคุณแม่พยาบาล ซีโคลจึงปลดหนี้ได้ในเวลาต่อมา

 

          ซีโคลเดินทางกลับจาไมกาในปีค.ศ. 1860 หล่อนได้รับการสรรเสริญจากผู้คนมากมายในฐานะพยาบาลอาสาผู้กล้าหาญ ทว่าหญิงชรากลับยังคงใช้ชีวิตอย่างยากไร้ ครั้นบรรดาขุนนางและทหารยศสูงในอังกฤษได้รับรู้ข่าวคราวของซีโคล พวกเขาก็รวบรวบเงินช่วยเหลือคุณแม่พยาบาลอีกครั้ง หญิงชราจึงมีเงินเก็บจนสามารถซื้อบ้านและที่ดินผืนเล็กๆ ในลอนดอน ซีโคลเดินทางไปยังลอนดอนครั้งสุดท้ายในปีค.ศ. 1870 ก่อนที่หล่อนจะเสียชีวิตอย่างสงบในบ้านของตนที่แพดดิงตันในวันที่ 14 พฤษภาคน ค.ศ. 1881 ด้วยวัย 75 ปี

 

          แม้ว่าซีโคลและไนติงเกลจะสร้างวีรกรรมในสมรภูมิไครเมียเช่นเดียวกัน ทว่าในขณะที่ไนติงเกลได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกศาสตร์พยาบาลยุคใหม่ ชื่อของซีโคลกลับเลือนหายไปตามกาลเวลา ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ซีโคลต้องต่อสู้กับอคติทางชาติพันธุ์นับครั้งไม่ถ้วน หล่อนเคยถูกชาวอเมริกันในปานามาเหยียดหยามว่ามีผิวสีสกปรก แม้กระทั่งยามที่หล่อนต้องการยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ชาวอังกฤษกลับปฏิเสธความหวังดีเพราะเห็นว่าลูกผสมอย่างหล่อนเป็นพวกสันหลังยาว แต่แม้จะโดนดูถูกสักกี่ครั้ง ซีโคลก็ยังลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยความรักในอาชีพของตน หล่อนรักษาคนไข้ทุกคนโดยไม่เกี่ยงชั้นวรรณะ หล่อนไม่เคยเลือกปฏิบัติกับผู้ใด คุณสมบัติดังกล่าวเป็นจริยธรรมพื้นฐานที่แพทย์พยาบาลทั้งหลายพึงมี เรื่องราวของแมรี ซีโคล นางฟ้าพยาบาลผิวสีจึงควรค่าแก่การศึกษาเพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังลืมเลือนว่าครั้งหนึ่ง ผู้หญิงธรรมดาคนนี้ได้ข้ามผ่านอคติที่มีต่อเชื้อชาติ สีผิว และเพศสภาพ จนกลายมาเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์อย่างน่าชื่นชม

 

หนังสืออ้างอิง

Fryer, Peter. Staying Power: the History of Black People in Britain. London: Pluto Press, 2018.

 

Olusoga, David. Black and British: A Forgotten History. London: Macmillan Publishers, 2017.

 

Robinson, Jane. Mary Seacole: the charismatic black nurse who became a heroine of the Crimea.

London: Constable & Robinson, 2005.

 

 กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

 

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ