Museum Core
หอภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา
Museum Core
08 มิ.ย. 65 1K
ประเทศไทย

ผู้เขียน : พุทธิดุลย์ สังขดุลย์

ภาพที่ 1 เครื่องฉายภาพยนตร์ฟิล์ม 70มม. 

 

          “เครื่องฉายตามโรงที่เขาบริจาคมา  เวลาเราไปยืนดู เราไม่ได้ยืนดูเครื่องนะ เรากำลังดูเครื่องฉายที่เคยสร้างปรากฎการณ์สร้างความสุข  ความทรงจำให้คนดู  เครื่องฉายพวกนี้ มันมาจากที่ที่เคยรุ่งเรืองจากที่ใดที่หนึ่ง  เรายืนดู ยังคิด โห  นี่คือเครื่องที่สร้างความสุขให้กับคนดูเป็นพันคน เมื่อก่อนมันแอบอยู่ข้างหลังในห้องเล็กๆ  เป็นนางอาย นางแอบ ไม่มีคนเห็น  ตอนนี้มันหมดหน้าที่ เขาเอาออกมาโชว์ ว่าเมื่อก่อนฉันคือเครื่องมือสร้างความสุขให้พวกเธอนะ”

 

          ข้อความนี้เป็นคำพูดของพี่โจ้ (ประสงค์ สว่างสุข) เจ้าหน้าที่ฉายภาพยนตร์ของหอภาพยนตร์ที่พูดถึง‘ความสุขที่ได้รับในวันนี้จากการฉายหนัง’

 

         หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่รวบรวมฟิล์ม สิ่งเกี่ยวเนื่องจากภาพยนตร์รูปแบบต่างๆ และให้บริการอนุรักษ์และบูรณะฟิล์มเก่า รวมถึงการจัดกิจกรรมอบรมและเผยแพร่ความรู้จากภาพยนตร์สู่สาธารณชนในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย การจัดนิทรรศการต่างๆ ทำโครงการหนังโรงเรียนที่นำภาพยนตร์ไปฉายและทำกิจกรรมกับโรงเรียนทั่วประเทศ การจัดฉายภาพยนตร์หลากหลายเนื้อหาจากหลายประเทศ 

 

          ในอาคารสรรพศาสตร์ที่สูง 7 ชั้น มีพื้นที่จัดนิทรรศการที่ผู้เขียนประทับใจมากเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของเครื่องฉายภาพยนตร์ ซึ่งเริ่มต้นจากการที่มนุษย์อยากเห็นภาพนิ่งกลายเป็นภาพเคลื่อนไหว และได้สร้างเครื่องมือที่ช่วยต่อยอดความฝันออกมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ตะเกียงมายากลหรือ Magic lantern การเล่นแสงและเงา  ภาพหมุน  ฯลฯ  จนถึงเครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นต่างๆ

 

 

         ภาพที่ 2 เครื่องฉายภาพยนตร์ รุ่น ซินเกียว M6 ในห้องเชิด ทรงศรี  ชั้น 4 อาคารสรรพศาตร์ 

 

 

 

 

ภาพที่ 3 เครื่องฉายภาพยนตร์ ฟิล์ม 35 มม. ใช้ระบบหลอดไฟซีนอน

 

 

          ความประทับใจในตัวนิทรรศการของผู้เขียน ส่วนหนึ่งมาจากการได้พูดคุยและเรียนรู้จากชายร่างท้วม ผมสั้นเกรียนสีดอกเลา เป็นเจ้าหน้าที่ฉายภาพยนตร์มานานกว่าสิบปี ในบทสนทนาที่ออกรสนั้น ผู้เขียนได้เห็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักฉายฝันว่าพี่โจ้เป็นเด็กน้อยที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้จากการไถรถของเล่นให้กระแทกกับผนังบ้านเพื่อแงะดูว่าข้างในเป็นยังไง แต่ผลการเรียนไม่ดีนักทำให้ต้องเปลี่ยนเส้นทางความต้องการในสายวิชาชีพจากที่หวังอยากเป็นช่างเทคนิคไปเป็นช่างไฟฟ้า ทว่า กลับกลายเป็นหนทางที่ทำให้ได้ค้นพบเส้นทางอาชีพที่อยากทำ

 

          “พี่จบช่างไฟฟ้า จบมาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ไปเรื่อย เคยรับโปสเตอร์พวกรูปรถคลาสสิคมาขายที่คลองถมอยู่หลายเดือน จนเพื่อนมาชักชวนให้หาซื้อรถออกวิ่งไปตามบ้านเพื่อรับซื้อของรางวัล M 100 M 150 ก็วิ่งรถไปตามบ้านตามชุมชนกัน จนกระทั่งวันหนึ่งไปเจอในหนังสือสมัครงานว่ารับสมัครพนักงานฉายภาพยนตร์จำนวนมาก เป็นบริษัทใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาโรงหนังระบบมัลติเพล็กซ์ ก็สนใจมากก็รีบไปสมัครเลยที่ซีคอนสแควร์ บางแค ตอนนั้นอายุ ประมาณ 26-27 ปี ซึ่งได้เข้าสัมภาษณ์งานเลยกับผู้จัดการคนไทยและฝรั่งอีกคนหนึ่ง ชื่อ มาร์ค แวนคิง โดยเล่าให้ฟังว่า เราชอบ อยากเรียนรู้เรื่องเครื่องฉายระบบมัลติเพล็กซ์ เพราะที่บ้านเคยมีเครื่องฉาย และเคยถอดประกอบเครื่องฉายภาพยนตร์ที่ซื้อเงินผ่อนจากพี่คนหนึ่งด้วยเงิน 2,000 บาท เพราะอยากรู้ว่ามันทำงานยังไง ทำให้คนฝรั่งสนใจและบอกรับเข้าทำงาน ให้เงินเดือน 9,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากจนงง เพราะชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยได้เงินมากขนาดนี้ ผมเป็นคนฉายหนังอยู่สิบกว่าปี ย้ายไปตามสาขาต่างๆ จนระยะหลังมีระบบฉายดิจิตอลเข้ามา กดปุ่มเดียวเครื่องทำงานเองทั้งหมดก็เริ่มไม่สนุกแล้วจึงลาออกมาได้ 3 ปี แล้วมีคนแนะนำให้มาทำงานที่หอภาพยนตร์ ก็ลองมาสมัครและเข้าทำงานตั้งแต่นั้นมา”

 

          ไฟดวงใหญ่ในโรงหนังดับลง ลำแสงจากเครื่องฉายในห้องฉายสาดเป็นลำไปยังจอสีขาวด้านหน้า ลำแสงนั้นได้สาดลำแสงสีกระจายเป็นภาพฉายเรื่องราวชีวิตผู้คนในหนัง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา ความโกรธของผู้ชมกระจายอบอวลในโรงหนัง  ชายผู้ควบคุมเครื่องฉายในห้องเล็กๆด้านหลังไม่สามารถเห็นใบหน้าเปื้อนอารมณ์ของผู้ชมได้ แต่รับรู้ถึงความรู้สึกต่างๆ ที่แผ่ซ่านในโรงหนัง

 

          นอกจากเครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นซินเกียว M6 ในห้องเชิด ทรงศรี  ชั้น 4 อาคารสรรพศาสตร์ ชั้น 5 และ ชั้น 6 ยังมีเครื่องฉายภาพยนตร์รุ่นต่างๆ ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของการฉายขึ้นจอ จนถึงยุคโรยราของการฉายภาพยนตร์ผ่านเครื่องฉาย แสดงอยู่ บางรุ่นคือเครื่องที่ฉายภาพยนตร์ในระบบฟิล์ม 70 มม.ที่เป็นตำนานไปแล้ว บางรุ่นทำให้รู้ว่าเครื่องฉาย 1 เครื่องประกอบด้วยการทำงานของ 2 ระบบจาก 2 บริษัท พี่โจ้ชี้ให้ดูเครื่องฉายเครื่องหนึ่งที่จัดแสดงบนชั้น 5 แล้วอธิบายประกอบราวกับแกเป็น ‘นักการศึกษาชำนาญการในพิพิธภัณฑ์’

 

 

ภาพที่ 4 เครื่องฉายภาพยนตร์ ฟิล์ม70มม. ความร่วมมือระหว่างบริษัท century  ดูแลระบบฟิล์ม

กับบริษัท core-lite ดูแลเตาถ่านอาร์คให้แสงสว่าง

 

          พี่โจ้พูดถึงสิ่งที่ได้สัมผัสตลอดเวลาการเป็นคนฉายภาพยนตร์ที่หอภาพยนตร์ว่า “เครื่องฉายรุ่นนี้ บริษัท core-lite ทำระบบเตาถ่าน คือแท่งอาร์คที่ให้กำเนิดแสงสว่าง กับระบบฉายของบริษัท Century บริษัทcentury เขาจะเอาระบบฉายไปรวมกับบริษัทอื่นๆ ที่ทำเตาถ่าน ความพิเศษของรุ่นนี้คือเขาออกแบบให้การฉายและการดูความสว่างของแท่งอาร์คในเตาดูง่ายขึ้น”

 

 

ภาพที่ 5 ประสงค์ สว่างสุข เจ้าหน้าที่จัดฉายภาพยนตร์ ของหอภาพยนตร์

 

 

          “คนชอบพูดว่า คนดูที่หอฯ น้อย พี่ไม่รู้สึกอะไรเหรอ ผมบอก ไม่เลย ผมผ่านการฉายหนังบางเรื่องที่คนดูเป็นพันๆ มาแล้ว คนน้อยผมก็จะสร้างภาพในหัวว่ามีคนเยอะ มันตัดต่อในหัวเสร็จ ผมแค่ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด คนน้อยก็ควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในการดู หนังหนึ่งเรื่องมันสอนให้เราเข้าใจว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน ต้นเรื่องคุณลำบาก ตอนจบคุณอาจเป็นเศรษฐี หรือถ้าไม่ใช่ อย่างน้อยคุณความคิดคุณได้เติบโตจากการดูหนัง อีกอย่างที่นี่เขาก็อนุรักษ์สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว อย่างตอนดิจิตอลมาหลายที่ไม่ฉายฟิล์มแล้วแต่ที่นี่ยังใช้อยู่ มีทั้งฟิล์มทั้งดิจิตอล ที่นี่มีทั้งฟิล์มและเครื่องฉาย 35 กับ 16  นี่คือสิ่งที่หอฯ ได้ทำ คนไม่รู้เรื่องฟิล์มก็ได้มารู้เรื่องฟิล์ม บางคนไม่เคยดูฟิล์ม ฉายฟิล์มแล้วสีเป็นยังไง อย่างดูดิจิตอลฟิล์มจะชัดแต่สีโอเวอร์ ฟิล์มจะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาตินุ่มๆ เป็นเสน่ห์ที่ดิจิตอลให้ไม่ได้”

 

          การได้พูดคุยกับพี่โจ้ที่เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่มีความรักในงาน รู้และรักในเครื่องฉายหนังทุกชิ้นที่สัมผัส ทำให้ได้เห็นว่าคนนำชมนิทรรศการ หรือเป็นผู้ให้ข้อมูลเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญมากของพิพิธภัณฑ์ เขาเป็นคนพาเราเชื่อมโยงกับวัตถุตรงหน้าอย่างออกรสและดิ่งลึก นอกจากนี้ การได้ฟังเรื่องราวชีวิตของพี่โจ้ก็ไม่ต่างกับการนั่งดูชีวิตของคนคนหนึ่งที่ผ่านการทดสอบบางอย่างเพื่อพาให้เขาไปเจอกับสิ่งที่เขารัก สุดท้ายแล้ว การได้เห็นเครื่องฉายรุ่นต่างๆ ที่แม้กาลเวลาจะทำให้มันเสื่อมโทรมไป แต่ความสุข ความทรงจำไม่เคยสลาย ยังคงอยู่  วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่แค่วัตถุ แต่เป็นเครื่องมือที่บันทึกเรื่องราวผู้คนที่เกี่ยวข้องไว้ในนั้น มันมี ‘ชีวิต’ จะเห็น จะได้ยิน ต้องไปฟังด้วยตัวเอง   

 

พุทธิดุลย์ สังขดุลย์

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ