Museum Core
ตา โมโก: รอยสักและอัตลักษณ์ของชาวเมารี
Museum Core
26 ก.ย. 65 4K

ผู้เขียน : กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

               ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2020 ชาวโลกต่างตกตะลึงเมื่อนางจาซินดา อาร์เดิร์น (Jacinda Ardern) นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งประเทศนิวซีแลนด์แต่งตั้งนางนาไนอา มาฮูตา (Nanaia Mahuta) เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ แน่นอนว่าการมีรัฐมนตรีเป็นสตรีพื้นเมืองไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจกลับเป็นรอยสักบนริมฝีปากยาวถึงคางของนางมาฮูตา หลายคนมองว่าการมีรอยสักบนใบหน้าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับคนที่อยู่ในตำแหน่งตัวแทนประเทศเช่นนี้ ทว่าพวกเขาเหล่านั้นอาจไม่ทราบว่า รอยสักของนางมาฮูตามีความหมายมากกว่าการประดับร่างกายทั่วไป ลายเส้นอ่อนช้อยบ่งบอกถึงอัตลักษณ์และประเพณีที่เคยถูกทำให้สูญหายจนเกือบกลายเป็นเพียงตำนานของเกาะสวรรค์ รอยสักบนใบหน้ามีชื่อเรียกในภาษาเมารี (Maori) ว่า ตา โมโก (Ta moko) ตา โมโกเป็นศิลปะเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในประเทศนิวซีแลนด์ เพราะเหตุใดตา โมโกจึงถูกเรียกว่าเป็นจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ของชาวเมารีนั้น เรามาหาคำตอบไปพร้อมกัน

 

ภาพที่ 1: นางนาไนอา มาฮูตาและรอยสักตา โมโก

แหล่งที่มา: New Zealand Labour Party. Nanaia mahuta. (2017). [Online]. Accessed 2022 Feb 25. Available from: https://en.wikipedia.org/wiki/Nanaia_Mahuta#/media/File:Hon_Nanaia_Mahuta.jpg

 

               ประเพณีการสักถูกสืบทอดมาช้านานบนแผ่นดินเอาเตียโรอา (Aotearoa) ชื่อที่ชาวเมารีใช้เรียกเกาะนิวซีแลนด์ก่อนการมาถึงของคนขาว ตา โมโกเป็นรอยสักศักดิ์สิทธิ์ของชาวเกาะ ผู้ชายนิยมสักโมโกบนใบหน้า ต้นขา และบั้นท้าย ในขณะที่ผู้หญิงมักสักเพียงบนริมฝีปากและคาง ชาวเมารีเชื่อว่า ใบหน้าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ดีที่สุดของมนุษย์ ใบหน้าสามารถแสดงอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงบ่งบอกเพศและอายุ พวกเขาจึงใช้รอยสักเพื่อแสดงถึงอัตลักษณ์ในตัวบุคคล โดยทั่วไปโมโกจะใช้เพื่อบ่งบอกเชื้อสายตระกูลและสถานะทางสังคม หากบุคคลนั้นๆ โดยเฉพาะบุรุษมีเชื้อสายตระกูลเก่าแก่และมีฐานะในชุมชนที่สูงส่ง พวกเขาจะมีรอยสักบนใบหน้าสลับซับซ้อนกว่าคนทั่วไป ผู้คนสามารถระบุได้ว่าคนๆ นั้นเป็นใครจากลวดลายและตำแหน่งรอยสักบนใบหน้า ตัวอย่างเช่น รอยสักกลางหน้าผากหรืองาไกปิกิเรา (Ngakaipikirau) บ่งบอกถึงลำดับชั้นทางสังคม รอยสักบนแก้มหรือไตโอฮู (Taiohou) บ่งบอกถึงอาชีพ รอยสักบนขมับหรืออูมา (Uma) บ่งบอกถึงการครองคู่ เป็นต้น

               ตา โมโกไม่ใช่ศิลปะที่จะทำเมื่อใดก็ได้ ชาวเมารีจะสักโมโกในพิธีเปลี่ยนผ่าน (Rites of Passage) หรือเมื่อผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในชีวิต รอยสักบนใบหน้าสตรีมักเชื่อมโยงกับการแต่งงาน ในขณะที่รอยสักของบุรุษจะซับซ้อนกว่านั้น เด็กชายจะถูกสักโมโกครั้งแรกเมื่อถึงพิธีเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และในอนาคตเมื่อพวกเขารบชนะหรือประสบความสำเร็จใดๆ รอยสักจะถูกแต่งเติมจนเต็มใบหน้า ชายชาวเมารีในอดีตมักมีรอยสักเต็มหน้าจนแทบมองไม่เห็นผิวหนัง ถือเป็นความภาคภูมิใจที่ผ่านช่วงเวลาต่างๆ ในชีวิต

              การสักตา โมโกแบบดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องง่าย ช่างสักที่ถูกเรียกว่าโตฮุงกา ตา โมโก (Tohunga Ta moko) จะต้องเตรียมเครื่องมือมากมาย ได้แก่ หมึกที่ทำจากอะเวโต (Awheto) หญ้าหนอนหายากบนเกาะ ผสมกับถ่านไม้และไขมันสัตว์เพื่อให้มีสีเข้มและเนื้อข้นเหนียว ปกติแล้วหมึกนี้จะถูกเก็บในภาชนะพิเศษที่เรียกว่าโอโก (Oko) โตฮุงกามักเก็บหมึกฝังไว้ในดินเพื่อรักษาสภาพ และขุดนำมาใช้ในโอกาสสำคัญเท่านั้น อุปกรณ์อีกอย่างที่สำคัญคืออูฮิ (Uhi) เครื่องมือคล้ายสิ่วที่ทำจากกระดูกนกทะเลอัลบาทรอส (Albatross) โตฮุงกาจะใช้อูฮิตอกลงบนผิวหนังให้เป็นรอยก่อนลงหมึก ชาวเมารีเชื่อว่ายิ่งหลั่งเลือดมากเท่าใด โมโกก็จะยิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นเท่านั้น ผู้ถูกสักต้องอดทนต่อความเจ็บปวดเป็นเวลานาน และเมื่อสักเสร็จแล้ว ตา โมโกจะทิ้งรอยนูนบนใบหน้า แตกต่างจากการสักด้วยเข็มในปัจจุบันที่ไม่ทำให้ผิวหนังเป็นริ้วรอย หลายครั้งที่ใบหน้าของผู้สักบวมเป่งจนรับประทานอาหารไม่ได้ ช่างสักจึงเตรียมอุปกรณ์พิเศษที่เรียกว่าโกเรเร (Korere) ที่มีลักษณะคล้ายกรวยเพื่อใช้กรอกอาหารเหลวเข้าปากจนกว่าอาการบวมจะหายไป รอยสักที่เป็นที่นิยมมักเป็นเส้นโค้งหรือก้นหอยลักษณะอ่อนช้อยบนใบหน้า

ภาพที่ 2: อูฮิ เครื่องมือที่ใช้สักตา โมโก

แหล่งที่มา: Museum of New Zealand Te Papa Tongarewa.
Uhi matarau (many-pointed tattooing instrument). (n.d.). [Online]. Accessed 2022 Feb 25.
Available from: https://collections.tepapa.govt.nz/object/137322

 

               รอยสักตา โมโกไม่เพียงแต่เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาตอนมีชีวิตอยู่เท่านั้น แม้กระทั่งหลังความตายก็เช่นกัน ชาวเมารีถือว่ารอยสักยังมีความศักดิ์สิทธิ์แม้กระทั่งหลังเสียชีวิต ดังนั้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวสิ้นลม พวกเขาจะตัดศีรษะคนๆ นั้นออกเพื่อนำมาทำความสะอาดก่อนควักลูกตาและสมองทิ้ง ชาวเมารีจะกรอกยางไม้ใส่ปากเพื่ออุดช่องว่างในศีรษะ เมื่อเตรียมศีรษะพร้อมแล้ว พวกเขาจะนำศีรษะลงไปต้ม รมควัน และตากแห้งตามลำดับ ศีรษะที่ได้จะถูกชโลมด้วยน้ำมันตับปลาฉลามเพื่อรักษาสภาพ ศีรษะที่ผ่านกระบวนการเก็บรักษาจะถูกเรียกว่าโมโกโมไก (Mokomokai) หากเป็นศีรษะของคนในครอบครัว ชาวเมารีจะเก็บรักษาอย่างดีในหีบ โดยจะนำออกมาแค่เวลาทำพิธีสำคัญเท่านั้น แต่ถ้าเป็นศีรษะของศัตรูที่ได้จากสงคราม พวกเขาจะนำโมโกโมไกไปเก็บที่ศาลประจำหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้คนได้ประจักษ์ถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก

 

ภาพที่ 3: โมโกโมไก ศีรษะที่ถูกเก็บรักษาของชาวเมารี

ที่มา: Maghan. Mokomokai: The preserved heads of the Maori tribespeople. (2014).
[Online]. Accessed 2022 Feb 25.
Available from: https://cvltnation.com/mokomokai-the-preserved-heads-of-maori-tribespeople/

 

               ชาวเมารีสืบทอดประเพณีการสักตา โมโกมาช้านาน จนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวอังกฤษเดินทางมาตั้งรกรากบนเกาะ แม้ว่าก่อนหน้านี้ นักสำรวจและพ่อค้าชาวดัตช์และฝรั่งเศสจะเข้ามายังเกาะนิวซีแลนด์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 ทว่าพวกเขากลับไม่ได้ทำสิ่งใดที่ส่งผลกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองมากเท่ากับการมาถึงของชาวอังกฤษ แรกเริ่มเดิมที การติดต่อระหว่างคนขาวและชาวเมารีเป็นไปอย่างเรียบง่าย คนท้องที่นำของป่าและสัตว์ที่ล่าได้มาแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจากนักสำรวจและมิชชันนารี ไม่ว่าจะเป็นเบ็ดตกปลา ขวาน และมีดโลหะ ทว่าในเวลาไม่นาน ชาวเมารีก็ค้นพบบางสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปตลอดกาล คนขาวแนะนำให้พวกเขารู้จักปืนคาบศิลา อาวุธอานุภาพร้ายแรงที่สุดที่เมารีคนใดเคยรู้จัก ครั้นตระหนักว่าปืนและกระสุนสร้างความเสียหายเพียงใด หัวหน้าเผ่าทุกคนต่างก็อยากได้ปืนดังกล่าวไว้ใช้ทำสงคราม พวกเขาพร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้อาวุธชนิดนี้มาครอบครอง

               อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชาวเมารีไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น คนขาวไม่ได้เรียกร้องสิ่งของแลกเปลี่ยนทั่วไป พวกเขาต้องการสิ่งสูงค่ากว่านั้น ชาวอังกฤษต้องการโมโกโมไกเพื่อขายต่อให้นักสะสม หัวหน้าชุมชนเมารีจึงนำเอาศีรษะนักรบที่เก็บไว้มาแลกกับปืนคาบศิลา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามปืนคาบศิลา (Musket Wars) โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เมารี ก่อนหน้านี้ชาวเมารีอาจมีการสู้รบระหว่างเผ่าหลายครั้ง ทว่าไม่มีครั้งใดที่สร้างความเสียหายมากเท่าครั้งนี้ เผ่าพื้นเมืองจากเหนือจรดใต้ต่างนำโมโกโมไกมาแลกอาวุธเพื่อสู้รบระหว่างกัน สงครามที่ดำเนินตั้งแต่ค.ศ. 1807 จนถึงค.ศ. 1837 จบลงด้วยหายนะของชาวเมารี ชนพื้นเมืองหลายหมื่นคนถูกฆ่าด้วยอาวุธร้ายแรง โมโกโมไกที่เคยเป็นของมีค่าถูกนำมาแลกปืนจนหมดสิ้น เมื่อไม่มีศีรษะนักรบในครอบครองอีกต่อไป ชาวเมารีจึงหันมานำศีรษะของทาสหรือนักโทษที่ตายมาสักเพื่อส่งขาย การกระทำดังกล่าวทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของโมโกหมดไป และหลังจากนิวซีแลนด์กลายเป็นอาณานิคมอังกฤษอย่างเต็มตัวในปีค.ศ. 1840 ทางการอังกฤษก็ออกกฏหมายห้ามค้าโมโกโมไก แม้แต่ผู้คนที่มีรอยสักบนใบหน้าก็ถูกมองว่าป่าเถื่อนและล้าหลัง ความนิยมในการสักตา โมโกแบบดั้งเดิมจึงค่อยๆ เลือนหายไปตามกาลเวลา

               แม้ว่านิวซีแลนด์ได้รับเอกราชจากอังกฤษตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่า ประเพณีที่ได้รับผลกระทบจากการแทรกแซงของคนขาวอย่างตา โมโกก็ยังยากที่จะคืนกลับมาเหมือนเก่า สังคมตัดสินผู้คนที่มีรอยสักบนใบหน้าว่าเป็นคนที่ไม่ยอมอยู่ในกรอบกฏเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้ลูกหลานชาวเมารีต้องปฏิเสธตัวตนที่เคยเป็นตั้งแต่ครั้งบุพกาล อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ชาวเมารีหลายกลุ่มพยายามรื้อฟื้นขนบธรรมเนียมเก่าแก่ หลายคนยอมรับการสักตา โมโกบนใบหน้าด้วยความเต็มใจ แม้ว่าช่างสักจะใช้อุปกรณ์สมัยใหม่เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและติดเชื้อก็ตาม นอกจากรอยสักโมโกแล้ว ชาวเมารียังเรียกร้องให้พิพิธภัณฑ์ทั่วโลกที่จัดแสดงโมโกโมไกส่งศีรษะนักรบกลับคืนสู่ชุมชน ข้อเรียกร้องดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พิพิธภัณฑ์หลายแห่งยอมส่งคืนโมโกโมไกให้ลูกหลาน เพื่อให้พวกเขาได้เก็บรักษาความทรงจำของบรรพบุรุษต่อไป

               สำหรับชาวเมารี ตา โมโกไม่ได้เป็นแค่รอยสัก ลวดลายศิลปะบ่งบอกถึงวิถีเมารีที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โมโกแสดงถึงประเพณี ความเชื่อ และตัวตนของบุคคลนั้นๆ แม้กระทั่งหลังความตายก็ตาม ด้วยเหตุนี้ตา โมโกจึงเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่ว่าจะถูกลบล้างอย่างไร แต่ชาวเมารีทั้งหลายก็ยังคงร่วมกันรักษาไว้ไม่ให้เลือนหายจากชุมชนมาจนถึงทุกวันนี้

 

เอกสารอ้างอิง

Crosby, R. D. The Musket Wars: A History of Inter-Iwi Conflict 1806 – 1845. Auckland, Oratia Media.

2014.

King, Michael. The Penguin History of New Zealand. New South Wales: ReadHowYouWant, 2012.

Simmons, D. R.. Ta Moko: The Art of Maori Tattoo. Auckland: Reed Publishing, 1986.

 

กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ