(ภาพปก) คุกใต้ดินที่ทั้งแคบและมืด สำหรับจองจำนักโทษที่ฝ่าฝืนกฎ ใส่ขื่อเท้าตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ขยับตัว
อนุสรณ์สถานเรือนจำหว่าลอ (Hỏa Lò Prison Relic) ตั้งอยู่ห่างจากย่านชุมชนเก่าฮานอยเพียงไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร จากเมืองเก่าที่มีที่พักราคาย่อมเยามากมาย เดินผ่านด้านหลังโบสถ์เซนต์ยอเซฟลงไปทางใต้ ชมและสูดกลิ่นหอมจากร้านและแผงของกินข้างทางโน่นนี่พอเพลินๆ ไม่นานก็ถึงแล้ว กำแพงสูงสีเหลืองกรุด้วยหินก้อนโตๆ ที่หัวมุมถนนที่เราเห็นเป็นเพียงเสี้ยวส่วนเล็กๆ ที่เขาหลงเหลือไว้เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ เรือนจำหว่าลอดั้งเดิมถูกรื้อทิ้งไปแล้วราวร้อยละ 80 ปัจจุบันกลายเป็นอาคารสูงที่เป็นที่พักอาศัยและโรงแรมซึ่งเราเห็นอยู่ด้านหลังพิพิธภัณฑ์
เรือนจำหว่าลอเป็นหนึ่งในมากมายหลายสิ่งที่อาณานิคมฝรั่งเศสทิ้งไว้ในประเทศเวียดนาม นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1787 ฝรั่งเศสเข้ามาสนับสนุนการยึดคืนอำนาจของเหงียนอันห์ (Nguyễn Ánh หรือคนไทยรู้จักในนาม
องเชียงสือ) จนในที่สุดนำไปสู่การก่อตั้งราชวงศ์เหงียนในปี ค.ศ.1802 นับจากนั้นคณะมิชชันนารีฝรั่งเศสก็เข้ามาเผยแผ่ศาสนาในเวียดนาม ขณะเดียวกันฝรั่งเศสก็เริ่มมองเห็นผลประโยชน์ที่จะเก็บเกี่ยวระยะยาว ในปี ค.ศ.1857 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตัดสินพระทัยเข้าโจมตีเวียดนามเพื่อเปิดทางเข้าไปสู่ตอนใต้ของจีน ไซ่ง่อนและดินแดนทางใต้ตกเป็นของฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1862 อีก 5 ปีถัดมาฝรั่งเศสรุกรานลุ่มแม่น้ำโขงไปยึดกัมพูชา ในช่วงนี้ฝรั่งเศสเริ่มสร้างเรือนจำกงด๋าว (Nhà tù Côn Đảo) ขึ้นบนเกาะของเวียดนามในทะเลจีนตอนใต้เพื่อกักขังผู้ต่อต้าน เรือนจำนี้ขึ้นชื่อเรื่องความโหดร้ายยิ่งกว่าหว่าลอเสียอีก ปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เช่นกัน
ตอนนั้นฮานอยยังไม่ได้มีบทบาทมากนัก กว่าที่ฝรั่งเศสจะรู้ว่าลุ่มแม่น้ำโขงไม่ใช่เส้นทางที่เหมาะจะตั้งหลักเพื่อเข้าไปยังจีนตอนใต้ ลุ่มแม่น้ำแดงต่างหาก จากนั้นฝรั่งเศสจึงหันมาโจมตีเวียดนามตอนเหนือและใช้เวลาอีก 15 ปีจึงยึดเวียดนามได้ทั้งหมด ในปี ค.ศ.1887 ฝรั่งเศสก่อตั้งอินโดจีนฝรั่งเศส (French Indochina ประกอบด้วย เวียดนาม ลาว เขมร) โดยมีไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวง ฝรั่งเศสเริ่มลงทุนในโครงสร้างต่างๆ เพื่อตักตวงทรัพยากร แต่รายได้ก็ยังไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ในปี ค.ศ.1897 ฝรั่งเศสส่งปอล ดูแมร์ (Paul Doumer 1857-1932 ภายหลังได้เป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส) มาเป็นผู้ว่าการแห่งอินโดจีนฝรั่งเศส ดูแมร์ย้ายเมืองหลวงมาที่ฮานอย (และฮานอยจะเป็นเมืองหลวงของอินโดจีนฝรั่งเศสไปอีก 43 ปี จนถึงปีค.ศ. 1945) เขาวางระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการเพื่อขนส่งทรัพยากรและกระจายสินค้า วางระบบจัดเก็บภาษีที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากสูญเสียที่ดินและตกไปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่อยู่ในมือนายทุนฝรั่งเศส แรงงานชาวเวียดนามมีค่าจ้างแรงงานเพียงน้อยนิดจนไม่พอยังชีพ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมดั้งเดิมก็ค่อยๆ ถูกทำลายไป การต่อต้านหยั่งรากลึกและแผ่กระจายไปเป็นอย่างมาก ประมาณการกันว่าชาวเวียดนามในชนบทถึงร้อยละ 90 ที่ต่อต้านฝรั่งเศส ในขณะที่มีชาวเวียดนามเพียงส่วนน้อยที่ได้รับผลประโยชน์จากความเจริญที่ฝรั่งเศสลงทุน
ในระยะเวลาใกล้กันนั้นเองที่มีการสร้างเรือนจำหว่าลอขึ้น จากเอกสารหลักฐานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ระบุว่ามีการจัดหาที่ดินและออกแบบก่อสร้างในปี ค.ศ.1896 เรือนจำตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับศูนย์ราชการของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสตั้งชื่อว่า Maison Centrale ผู้มาชมพิพิธภัณฑ์จะเห็นชื่อนี้ที่ประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ซึ่งยังคงรูปพรรณสัณฐานของประตูเรือนจำดั้งเดิมไว้ คำว่า Maison Centrale แปลว่า บ้านกลาง เขาว่ากันว่าเป็นการตั้งชื่อให้ฟังดูซอฟต์ลง แต่ฟังก์ชันการใช้งานภายในก็ไม่ผิดไปจากคุกที่โหดร้ายตามมาตรฐานฝรั่งเศสที่เที่ยวไปสร้างไว้ตามอาณานิคมต่างๆ ทั่วโลก พิพิธภัณฑ์ได้จัดแบ่งพื้นที่เพื่อจำลองให้เห็นลักษณะการจำขังประเภทต่างๆ มีตู้จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้และอุปกรณ์ที่ใช้จองจำทรมานนักโทษ

ภาพที่ 1 ห้องขังรวมนักโทษชาย แท่นที่ท้ายห้องคือส้วม
เรือนจำนี้สร้างขึ้นเพื่อขังพวกที่ต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศส ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสในช่วงแรกมักนำโดยราชวงศ์หรือข้าราชสำนักเพื่อจะรื้อฟื้นอำนาจของราชวงศ์เหงียน แต่เมื่อเวลาผ่านมาถึงช่วงต้นศตววรรษที่ 1900 ผู้ต่อต้านรุ่นใหม่ที่เกิดในยุคหลังเริ่มลืมเลือนผู้ปกครองบ้านเมืองในยุคเก่า แต่ความรู้สึกร่วมที่แผ่กระจายไปทั้งในหมู่ชาวนา แรงงาน พ่อค้ารายย่อย ช่างฝีมือ นักวิชาการและชนชั้นสูงบางกลุ่ม คือความตระหนักถึงหายนะที่อยู่ไม่ไกลตรงหน้า นั่นคือการสิ้นชาติ
ขบวนการต่อต้านระลอกใหม่นำโดยผู้นำชาตินิยมที่ไม่ปฏิเสธวิทยาการ แนวคิด และกลยุทธ์ใหม่ๆ ของชาติตะวันตก เยาวชนเวียดนามที่ลักลอบออกไปศึกษาสิ่งเหล่านี้ในต่างประเทศกลับเข้ามาทำให้เวียดนามตอนเหนือกลายเป็นศูนย์กลางการต่อต้านฝรั่งเศส เมื่อการต่อต้านมีมากขึ้นจำนวนนักโทษในเรือนจำหว่าลอก็เพิ่มขึ้น ในปี ค.ศ.1913 มีการปรับปรุงเพื่อขยายพื้นที่คุมขังให้มากขึ้นจาก 460 คน เป็น 600 คน แต่จำนวนการคุมขังจริงๆมากกว่านั้นหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงต้นทศวรรษที่ 1930 ซึ่งการต่อต้านรุนแรงและการปราบปรามก็เป็นไปอย่างเข้มข้น นักรบและนักคิดของฝ่ายต่อต้านที่ถูกคุมขังที่หว่าลอในช่วงนี้หลายคนที่มีชีวิตรอดไป ในเวลาต่อมาได้เป็นแกนนำคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

ภาพที่ 2: กิโยติน ไม่ได้มีต้นกำเนิดที่ฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสเป็นผู้พัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีโดยมีแนวคิดเพื่อให้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตที่มีมนุษยธรรมที่สุด รวดเร็วและทรมานน้อยที่สุด แต่การใช้กิโยตินประหารคนในที่กลางแจ้ง สภาพศพที่ดูน่าสยดสยอง (ซึ่งคาดหวังว่าเขาจะไม่ทรมาน) รวมทั้งรูปร่างที่น่าเกรงขามของมัน ทำให้กิโยตินกลายเป็นภาพลักษณ์ที่น่ากลัวที่สุดอันหนึ่งของระบบยุติธรรม ฝรั่งเศสใช้กิโยตินประหารชีวิตมาจนมีการยกเลิกโทษประหารเมื่อปี ค.ศ.1981 โดยปี ค.ศ.1977 เป็นปีสุดท้ายที่มีการประหารด้วยกิโยติน
ถัดจากห้องกิโยติน จัดแสดงห้องขังนักโทษที่ได้รับโทษประหาร นักโทษอาจต้องอยู่ในห้องขังแคบๆ นี้นานหลายเดือนกว่าจะถึงกำหนด นับเป็นโชคดีสำหรับหลายคนที่เมื่อมาถึงกลางทศวรรษที่ 1930 การเมืองในฝรั่งเศสเปลี่ยนกระแส ทำให้ความกดดันต่อนักโทษการเมืองในเวียดนามลดลง ฝรั่งเศสเริ่มขยายเสรีภาพทางการเมืองบางส่วน และในที่สุดก็มาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสกลายเป็นผู้ถูกยึดครองโดยฝ่ายอักษะและต้องดูแลอาณานิคมภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่น ในตอนนี้เรือนจำหว่าลอกลายเป็นห้องเรียนทางการเมืองเพื่อให้ผู้ต้องขังเข้าใจแนวทางการต่อสู้และพัฒนาเป็นแกนนำรุ่นใหม่ๆ ด้านนอกเรือนจำ พรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ซึ่งมีโฮจิมินห์เป็นแกนนำ ได้รวบรวมเครือข่ายต่างๆขึ้นเป็นพันธมิตรเพื่อเอกราชเวียดนาม (League for the Independence of Vietnam) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เวียดมินห์ (มาจาก Việt Nam Độc lập Đồng minh = พันธมิตรเอกราชเวียดนาม) ซึ่งจัดตั้งอย่างเป็นระบบกว่าขบวนการกู้ชาติที่แล้วๆ มา

ภาพที่ 3 : แม้ว่าเรือนจำหว่าลอจะได้ชื่อว่าเป็นเรือนจำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอินโดจีน
แต่ไม่ได้มีการรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพที่สุด เพราะมีหลายครั้งที่กลุ่มนักโทษ
พากันหลบหนีออกไปได้ นี่คือส่วนของท่อระบายน้ำที่นักโทษใช้หลบหนี
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ฝรั่งเศสพยายามกลับมามีอำนาจอีกครั้งทำให้เกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเวียดมินห์ เรียกว่า สงครามเวียดนามครั้งที่ 1 โดยฝ่ายเวียดมินห์รบด้วยวิธีกองโจร และในที่สุดได้รับชัยชนะที่เดียนเบียนฟู ในปี ค.ศ.1954 อนุสัญญาเจนีวาแบ่งประเทศออกเป็นสองที่เส้นขนานที่ 17 ทางด้านบนเป็นสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม หรือเวียดนามเหนือ
เรือนจำหว่าลอที่อยู่ภายใต้การบริหารของเวียดนามเหนือใช้เป็นที่คุมขังนักโทษทั่วไปอยู่ระยะหนึ่ง จนกระทั่งเกิดสงครามเวียดนามครั้งที่ 2 ระหว่างเวียดนามเหนือกับสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1964-1973 เรือนจำหว่าลอกลายเป็นที่คุมขังเชลยศึกชาวอเมริกัน
กิโยตินไม่ได้ถูกนำมาใช้แล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าอาจเป็นสิ่งพันธนาการ สภาพความเป็นอยู่ และที่น่ากลัวสุดคือสารพัดวิธีในการทรมานนักโทษ เรือนจำหว่าลอหรือที่เชลยศึกอเมริกันเรียกอย่างประชดประชันว่าฮานอยฮิลตัน (Hanoi Hilton) สืบทอดมรดกในการทรมานนักโทษมาจากสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส การทรมานมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บอกความลับทางการทหาร หรือเพื่อให้ยอมเป็นเครื่องมือหรือเป็นปากเสียงให้ฝ่ายตน ฯลฯ วัตถุประสงค์เหล่านี้ก็คล้ายคลึงกับในสมัยอาณานิคม เชลยศึกชาวอเมริกันที่ผ่านพ้นการจองจำมาได้ ก็เช่นเดียวกับชาวเวียดนามฝ่ายต่อต้านในครั้งก่อนที่บอบช้ำทั้งกายและใจ บางคนอยู่ต่อมาได้ไม่นานก็เสียชีวิต แต่หลายคนก็พยายามต่อสู้เพื่อก้าวต่อไปมีชีวิตตามหนทางของตน
จบจากสงครามรวมชาติเวียดนาม เรือนจำหว่าลอก็ยังทำหน้าที่ต่อไป คราวนี้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองที่คิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลเวียดนาม จนกระทั่งราวกลางทศวรรษที่ 1980 รัฐจึงย้ายนักโทษออกไปยังเรือนจำที่ใหม่และทันสมัยกว่า แล้วรื้อถอนส่วนใหญ่ของเรือนจำหว่าลอลง
ในปี ค.ศ. 2023 เป็นวาระครบ 50 ปีของการยุติสงครามระหว่างเวียดนามและสหรัฐอเมริกา ในพื้นที่นอกอาคารมีนิทรรศการชั่วคราวที่เล่าถึงเหตุการณ์คริสต์มาสบอมบ์ในปี ค.ศ.1972 เป็นการทิ้งระเบิดปูพรมครั้งใหญ่ที่สุดและเป็นครั้งสุดท้ายของสงคราม เล่าถึงสภาพชีวิตท่ามกลางสงครามและห่าระเบิดของชาวเมืองและนักรบ รวมถึงนักโทษที่อยู่ในเรือนจำหว่าลอที่เหมือนร่วมชะตากรรมเดียวกัน และเล่าถึงการกลับมาของเชลยศึกชาวอเมริกันเพื่อมาพบกับคนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศัตรู กลับมาเดินร่วมกันในสนามรบที่เคยเดินอีกครั้ง

ภาพที่ 4 : หลายด้านของความจริง สมุดคำศัพท์ที่นักโทษอเมริกันใช้สอนภาษาอังกฤษให้เจ้าหน้าที่เรือนจำ
วางจัดแสดงอยู่ข้างๆ เหรียญเชิดชูเกียรตินักบินชาวเวียดนามที่สามารถยิงเครื่องบินอเมริกันตกได้มากที่สุด
นิทรรศการนี้อยากจะชวนให้โอบรับความรู้สึกที่ดีของการมีสันติเพื่อที่จะได้ก้าวไปข้างหน้า มีคนคอมเมนท์เหมือนกันว่าสร้างภาพหรือเปล่า แต่หากตามไปดูชีวิตของเชลยศึกแต่ละคนแล้วเขาใช้เวลาหลายสิบปีต่อสู้กับตนเองเพื่อมายืนตรงจุดนี้ และโดยรวมแล้วพิพิธภัณฑ์นี้ไม่ได้บอกให้ลืมเลือนความเจ็บปวดและความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันซึ่งได้เกิดขึ้นจริง และในวันเวลานั้นมันเป็นไปเพื่อจุดมุ่งหมายที่ต่างฝ่ายต่างคิดว่ายิ่งใหญ่กว่าชีวิต แต่ในหนทางกลับมาหาตัวเอง ในวันที่เขาสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายก็เป็นคนเหมือนกัน สูญเสียและเจ็บปวดได้เช่นเดียวกัน ในที่สุดก็เป็นเรื่องของคนแต่ละคนแท้ๆ ที่จะได้รับอานิสงฆ์และสัมผัสกับสันติของจิตวิญญาณจากการเอ่ยปากขอโทษและให้อภัย