Museum Core
สืบรากค้นรอย “เยาวราช” ชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช
Museum Core
30 ม.ค. 67 485
ประเทศไทย

ผู้เขียน : ณัฏฐพล เขียวเสน

               เมื่อเอ่ยถึง “เยาวราช” หรือไชน่าทาวน์ หลายคนคงนึกถึงภาพนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากหน้าหลายตาเดินตระเวนชิมอาหารยามค่ำคืน ร้านขายทองที่มีคนรอต่อแถว ภัตตาคารชื่อดัง ผู้คนเดินเข้าวัดมังกรกมลาวาสเพื่อไหว้บูชาองค์เทพไท่ส่วยเอี๊ยเพื่อขอพรและแก้ปีชงตามความเชื่อ หรือได้กลิ่นสมุนไพรจีนที่ฟุ้งอบอวลเคล้าไปควันจากท่อไอเสียของรถราที่วิ่งขวักไขว่บนถนนสายมังกร

               ภาพจำเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีชาวจีนกลุ่มแรก ๆ ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนไทย และผู้เขียนอยากชวนไปค้นหาที่มาของชุมชนชาวจีนที่ใหญ่ที่สุดในไทยที่ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร

กว่าสำเภา...จะถึงสำเพ็ง

              ในวันที่อากาศค่อนข้างร้อนอบอ้าวของเดือนกรกฎาคม ผู้เขียนก้าวเท้าเดินขึ้นอาคารพระมหามณฑปที่ชั้นบนสุดประดิษฐานพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร (หลวงพ่อทองคำ) ของวัดไตรมิตรฯ และชั้นที่ 2 เป็นที่ตั้งของ “ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช” (Yaowarat Chinatown Heritage Center) ซึ่งมีห้องจัดแสดงทั้งหมด 6 ห้อง ได้แก่ ห้องเติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี ห้องกำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ.2325-2394) ห้องเส้นทางยุคทอง (พ.ศ.2394-2500) ห้องตำนานชีวิต ห้องพระบารมีปกเกล้าฯ และห้องเยาวราชวันนี้

               เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป บรรยากาศการจัดแสดงทำให้รู้สึกเหมือนกำลังนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปยุคแรกเริ่มที่มีคนจีนโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนไทยช่วงสมัยธนบุรี และสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ทรงตั้งกรุงเทพฯ ขึ้นเป็นราชธานีแล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนย้ายมาอยู่ทิศใต้ของพระนคร  ริมแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ระหว่างคลองวัดสามปลื้มและวัดสามเพ็ง จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกชุมชนชาวจีนว่า “สามเพ็ง” (ปัจจุบันกร่อนเสียงเป็น สำเพ็ง) นอกจากนี้ นิทรรศการยังอธิบายเพิ่มความรู้ความเข้าใจว่าชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในไทยช่วงสมัยใดบ้าง เหตุการณ์การเมืองใดบ้างที่มีผลต่อชาวจีน จนท้ายสุดก็ผสมกลมกลืนกันเป็นชาวไทยเชื้อสายจีนอย่างในปัจจุบัน

               จากนั้น เสียงลมฝนพายุกระหน่ำ แทรกไปกับเสียงคนพูดภาษาจีนก็ดังแว่วมาจากห้องถัดไป

 

เสื่อผืนหมอนใบ...เรือกลไฟ สู่ชีวิตใหม่ที่สยามประเทศ

               หลังเดินตามเสียงลมฝนเข้ามาโซนใหม่ก็รู้สึกราวกับว่ากำลังอยู่ในท้องเรือสำเภาที่มืดสลัว รอบตัวมีไหวางเรียงราย หีบใส่ผ้าแพรเปิดแง้มอยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นจอฉายวิดีโอแสดงภาพคนจีนจำนวนมากอยู่ในเรือ ยิ่งช่วยให้จินตนาการไปถึงความยากลำบากในการเดินข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรในอดีต กว่าจะถึงแผ่นดินใหม่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งเสี่ยงความเป็น-ความตาย และมีความหวังมาตั้งถิ่นฐาน สร้างชีวิตใหม่กัน สภาพความเป็นอยู่ในเรือสำเภาที่ต้องใช้เวลาแรมเดือนทำให้ผู้เขียนนึกถึงเพลง “วิหคพลัดถิ่น” ของวงคาราบาว (คำร้องของชนะ เสวิกุล และยืนยง โอภากุล) ที่มีเนื้อร้องว่า  “เมื่อเดินดินแม่กันดาร จิตวิญญาณของก๋งล่องลอย เก็บเสื่อหมอนของใช้นิดหน่อย เจ้านกน้อยโผบินจากรัง ฝ่าคลื่นลม ภูเขา ทะเล ขึ้นสำเภาที่ใกล้จะพัง สร้างชีวิตใหม่โพ้นฟากฝั่ง คือความหวังของจีนสยาม...”

               พ้นจากเรือจำลอง บรรยากาศเปลี่ยนสภาพเป็นชุมชนจีนที่จัดแสดงหุ่นจำลองคนจีนต่างอิริยาบถในหลากหลายอาชีพ ทั้งร้านขายเครื่องเทศ ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขายข้าวต้ม ชวนให้ผู้เขียนนึกอยากไปตระเวนหาร้านก๋วยเตี๋ยวอร่อย ๆ หรือข้าวต้มรอบดึกแถวเยาวราชเลยทีเดียว

               ชาวจีนอพยพระลอกใหม่เข้ามาไทยในช่วงรัชกาลที่ 3 เมื่อเรือกลไฟที่มีกำลังขับเคลื่อนได้รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 7-10 วันก็สามารถนำชาวจีนจากหลากหลายเมืองชายฝั่งทะเลตอนใต้ของจีนมาสู่สยาม เกิดเป็นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะโรงสีข้าวที่ชาวจีนยุคนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก แล้วจึงขยายธุรกิจไปยังธุรกิจส่งออก การเงิน ประกันภัย เดินเรือ เป็นต้น นับเป็นช่วงเวลาที่มีชาวจีนจำนวนมหาศาลอพยพเข้ามาไทยด้วยเรือกลไฟ

 

ภาพที่ 1 ชุดหุ่นจำลองอาชีพของชาวจีนหลังเดินทางเข้ามาสู่สยาม

 

“เยาวราช” ถนนสายมังกร: ความเจริญที่ไม่หยุดยั้ง

               เมื่อปีพ.ศ.2434 กระทรวงโยธาธิการกราบบังคมทูลเสนอต่อรัชกาลที่ 5 ให้มีการตัดถนน 18 สายในพื้นที่อำเภอสำเพ็งเพื่อขยายให้การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น และถนนเยาวราชเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น แต่เดิมเป็นชุมชนแออัดของชาวจีน เต็มไปด้วยตรอกซอกซอยสกปรกรุงรัง ในการตัดถนนเยาวราชที่มีความยาวเพียง 1.532 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะสร้างสำเร็จ เนื่องจากอุปสรรคเรื่องการเวรคืนที่ดิน

               โดยครั้งแรกรัชกาลที่ 5  ทรงพระราชทานชื่อถนนว่า ยุพราช ต่อมาจึงพระราชทานนามใหม่ว่า เยาวราช เพื่อสื่อความหมายถึงพระราชโอรสในพระองค์ เมื่อตัดถนนเสร็จได้โปรดเกล้าฯ ให้ปลูกตึกแถวสมัยใหม่สองข้างถนนให้เช่าทำการค้าขาย เปิดโอกาสให้ชาวจีนจำนวนมากได้เริ่มกิจการของตัวเองโดยมีห้างร้านถาวรทันสมัย เกิดเป็นย่านการค้าใหม่ที่ส่งเริมความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอสำเพ็ง จนกลายอำเภอที่เก็บภาษีโรงร้านได้มากที่สุดในประเทศ

               ถนนเส้นนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความเจริญครั้งใหม่ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ดังเห็นได้จากโมเดลในนิทรรศการที่มีทั้งรถราง ห้างร้าน ภัตตาคาร โรงแรม ตลาด วัด ศาลเจ้า และอาคารบ้านเรือนที่จำลองบรรยากาศแห่งอดีตได้สมจริงและน่าสนใจ ทำให้สามารถเชื่อมโยงกลับมายังภาพเยาวราชในยุคปัจจุบัน และพอสืบต้นเค้าอดีตของธุรกิจห้างร้านต่างๆ ได้ดี

 

ภาพที่ 2 โมเดลจำลอง บริเวณสำเพ็งและเยาวราช ย่านการค้าสำคัญของกรุงเทพฯ

 

เมื่อมังกรผงาด...แรงบันดาลใจสู่คนยุคใหม่

               ไฮไลท์หนึ่งของศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชแห่งนี้เป็นห้อง “ตำนานชีวิต” ที่จัดแสดงรูปและประวัติย่อ ๆ ของบุคคลสำคัญลูกหลานมังกร หลายท่านเปรียบเป็นตัวแทนของคนไทยเชื้อสายจีนทั้งหลายที่ได้สร้างประโยชน์แก่สังคมในหลากหลายสาขา อาทิ พระศรีทรงยศ (เจ้าสัวเนียม) ที่มีคำโปรยนำว่า “จากคนปลูกผักสู่เจ้าสัวใหญ่แห่งสำเพ็ง”  ป๋วย อึ้งภากรณ์ “นักเศรษฐศาสตร์หัวใจสาธารณะ ครูผู้ใฝ่ในวิถีประชาธรรม”

               แม้ว่าข้อความบรรยายรูปภาพบุคคลแต่ละท่านมีเพียงไม่กี่บรรทัด แต่หากศึกษาเรื่องราวชีวิตของท่านเหล่านั้นให้ครบทุกช่วงเหตุการณ์ในชีวิตแล้วจะเห็นว่าแต่ละท่านนั้นเป็น “มังกรผงาด” ที่เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจแก่คนปัจจุบันได้

 

ภาพที่ 3 บอร์ดนิทรรศการให้ข้อมูลตัวแทนลูกหลานคนไทยเชื้อสายจีนที่เป็นบุคคลสำคัญ

 

“ย้อนอดีต มองปัจจุบัน” ไทม์ไลน์เยาวราช...ที่ยังดำเนินต่อ

               ศูนย์ประวัติศาสตร์แห่งนี้แสดงให้เห็นถึงความยากลำบาก ความหวังที่ชาวจีนได้เดินทางหนีความกันดารหรือเภทภัยใด ๆ มาเพื่อก่อร่างสร้างชีวิตใหม่ในดินแดนไทย จากนิทรรศการที่ร้อยเรียงเรื่องราวเป็นยุคสมัยชวนติดตามยิ่งทำให้เห็นภาพในอดีตได้ชัดขึ้น ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อที่ได้เข้าชมเรื่องราวบรรพชนคนไทยเชื้อสายจีนผ่านห้องนิทรรศการแต่ละห้องก็น่าจะมีความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่และความหลากหลายของวัฒนธรรมมากขึ้นไม่มากก็น้อย หรืออาจได้แง่คิดแรงบันดาลใจกลับไปอีกด้วย

               กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าชาวจีนรุ่นเก่าที่ได้ตัดสินใจเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงยังแผ่นดินสยามนี้ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองทางการค้า วัฒนธรรม และคุณูปการอื่น ๆ แก่สังคม จนปัจจุบันความเป็นจีนและความเป็นไทยได้สอดประสานอย่างกลมกลืนแน่นแฟ้นจนเรียกได้ว่า “เป็นเนื้อเดียวกัน”  

                การได้เรียนรู้ “ราก” ของวัฒนธรรมจีนในไทยแล้วก็ย่อมเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของปัจจุบันที่มีวัฒนธรรมหลั่งไหลเข้ามาผสมผสานในวัฒนธรรมไทยในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับที่ได้ค้นหา เรียนรู้และเข้าใจ “อดีต” ของเยาวราชนั่นเอง

 

ข้อมูลการเข้าชมศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช

ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชตั้งอยู่ชั้น 2 ของพระมหามณฑป วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เปิดให้เข้าชมวันอังคาร-วันอาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) เวลา 8.00-15.00 น. คนไทยสามารถเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ