Museum Core
พลิกตำนานยุคบุกเบิกกับพิพิธภัณฑ์การทำแผนที่และการสำรวจที่ดิน
Museum Core
23 ก.พ. 67 2K
ประเทศออสเตรเลีย

ผู้เขียน : กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ

               ทุกวันนี้เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการใช้ชีวิต หากวันนี้ขับรถเลี้ยวเข้าซอยผิด สิ่งแรกที่คนมักคิดถึงคงเป็นการเปิดแอพกูเกิ้ลแมปบนโทรศัพท์ในมือเพื่อตรวจเช็กเส้นทาง อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมนำทางผ่านเครื่องมือสื่อสารถือเป็นสิ่งใหม่ หลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์พึ่งพาการอ่านแผนที่เพื่อไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจ ศาสตร์ในการสำรวจและการจัดทำแผนที่จึงถูกพัฒนาเพื่อวัตถุประสงค์นั้น แม้วันเวลาหมุนผ่านแต่ความสำคัญของศาสตร์ที่ว่านี้ยังคงอยู่ไม่เลือนหาย และวันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการทำผังและเหล่านักสำรวจชื่อดังในอดีต สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์การทำแผนที่และการสำรวจที่ดิน” (Museum of Lands Mapping and Surveying) ซึ่งมีความน่าสนใจเพียงใดนั้น เราจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน

               พิพิธภัณฑ์การทำแผนที่และการสำรวจที่ดินเป็นพิพิธภัณฑ์ลับตั้งอยู่ใจกลางเมืองบริสเบน (Brisbane) รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อาจไม่ได้ใหญ่โตชวนว้าว แต่เก็บรักษาความทรงจำของชาวควีนส์แลนด์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ในพิพิธภัณฑ์มีนิทรรศการหลักที่จัดแสดงอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการสำรวจและการจัดทำแผนที่ยุคต่างๆ และประวัตินักสำรวจที่น่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงภาพถ่ายโบราณหาดูยากของเมืองบริสเบนและรัฐควีนส์แลนด์ในโอกาสสำคัญต่างๆ ภาพเหล่านี้ถูกคัดเลือกมาจากคลังภาพถ่ายโบราณของหน่วยงานการสำรวจที่มีมากกว่า 6 พันภาพ ตั้งแต่ค.ศ. 1868 ถึงทศวรรษที่ 1990 เรียกได้ว่าถูกใจสายวินเทจไปตามกัน

               ปัจจุบันรัฐควีนส์แลนด์และประเทศออสเตรเลียมีนโยบายส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ พิพิธภัณฑ์จึงแสดงจุดยืนด้วยการนำเสนอเรื่องราวของ “ดอร์ริส เฮเลน เลวารัคก์ (Doris Helen Lavarack)” สตรีมากพรสวรรค์ที่ทำงานให้หน่วยงานการสำรวจรัฐควีนส์แลนด์ระหว่างค.ศ. 1929 - 1937 เลวารัคก์เป็นชาวออสซีแต่กำเนิด เช่นเดียวกับบรรพบุรุษที่รักการสำรวจเป็นชีวิตจิตใจ เลวารัคก์มีวิญญาณนักผจญภัยในตัวอยู่เต็มเปี่ยม เธอเริ่มทำงานกับหน่วยงานการสำรวจเมื่ออายุเพียง 16 ปี นับเป็นเจ้าหน้าที่หญิงคนที่ 14 ตั้งแต่หน่วยงานถูกจัดตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเด็กสาวไม่ได้ถูกโรยด้วยกลีบกุหลาบ ขณะที่เลวารัคก์ทำงานที่นี่ หน่วยงานมีเจ้าหน้าที่สตรีประจำการเพียง 5 คนเท่านั้น ในยุคที่อาชีพนักทำแผนที่ถูกผูกขาดกับบุรุษ ดรุณีจึงถูกคนเอาเปรียบในทุกทาง เลวารัคก์และเพื่อนร่วมงานได้ค่าจ้างต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มิหนำซ้ำยังถูกคนรอบข้างและเพื่อนร่วมงานดูหมิ่นไม่เว้นวัน ท้ายที่สุดเธอก็ถูกกดดันให้ลาออกเมื่อมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น เนื่องจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ออสเตรเลียมีกฎหมายห้ามไม่ให้สตรีที่แต่งงานแล้วเข้ารับราชการ กว่า 4 ทศวรรษที่กฎหมายถูกบังคับใช้ ผู้หญิงมากมายจำใจละทิ้งความฝัน จนกระทั่งกฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกในปีค.ศ. 1966

               พิพิธภัณฑ์เลือกบอกเล่าเรื่องราวของเลวารัคก์ พร้อมจัดแสดงอุปกรณ์ที่เธอเคยใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นดินสอ ปากกาเขียนแบบ ไม้บรรทัด วงเวียน หรือแม้แต่แผนที่ที่เธอเป็นคนร่าง ชวนให้จินตการต่อไปว่า หากวันนั้นเลวารัคก์ได้รับโอกาสเท่าเทียมกับบุรุษแล้วไซร้ เธอคงสร้างผลงานที่น่าจดจำมากมายอย่างแน่นอน

 

ภาพที่ 1 แผนที่วาดโดยเลวารัคก์ นักสำรวจหญิงมากความสามารถ

 

               ถัดจากเรื่องราวของเลวารัคก์ พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงรูปหล่อของ “ออกัสตัส ชาร์ลส์ เกรกอรี (Augustus Charles Gregory)” บิดาผู้บุกเบิกการสำรวจรัฐควีนส์แลนด์และประเทศออสเตรเลีย เกรกอรีเป็นหัวหน้าหน่วยงานการสำรวจรัฐควีนส์แลนด์คนแรกหลังจากที่รัฐควีนส์แลนด์แยกตัวออกจากนิวเซาท์เวลส์ในค.ศ. 1859 ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 2 ทศวรรษ เกรกอรีได้ทำการสำรวจที่ดินไปแล้วกว่า 1 ล้าน 7 แสนตารางกิโลเมตร ทั้งในรัฐควีนส์แลนด์ นิวเซาท์เวลส์ และออสเตรเลียตะวันตก เขาคือผู้ผลักดันให้มีการก่อตั้งสถาบันเพื่ออบรมนักสำรวจรุ่นใหม่ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาที่ดินรกร้างเพื่อทำการเกษตร เรียกได้ว่าเป็นผู้ทรงคุณูปการต่อประเทศออสเตรเลียอย่างแท้จริง

               หลังจากเรียนรู้ประวัตินักสำรวจ คราวนี้มารู้จักกับลักษณะงานกันบ้าง เนื่องจากออสเตรเลียเป็นทวีปที่เพิ่งถูกค้นพบได้ไม่นาน การสำรวจดินแดนใหม่จึงเป็นการท้าทายความสามารถของผู้อพยพยุคแรกเริ่ม คนทำแผนที่ในอดีตจำเป็นต้องมีความเข้าใจในภูมิประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องมีทักษะการเขียนแบบขั้นสูงเพราะต้องใช้มือวาดทุกขั้นตอน มีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย เครื่องมือคำนวณทางคณิตศาสตร์จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุด ในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการทำแผนที่ยุคแรกเริ่ม ได้แก่ ดินสอ ฉากสามเหลี่ยม ไม้บรรทัด ไม้ที บรรทัดโค้ง และวงเวียน และนอกจากเครื่องมือคุ้นตา นิทรรศการหลักยังจัดแสดงอุปกรณ์หาดูยากอย่าง “เครื่องคำนวณแบบกลไก (Mechanical calculator)” ซึ่งนับว่าเป็นอุปกรณ์ทันสมัยมากในยุคนั้น และ “ไม้บรรทัดคำนวณ (Slide Rule)” อุปกรณ์ช่วยคำนวณทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงที่เป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์แบบแอนะล็อก

 

 

ภาพที่ 2 เคอร์ตา เครื่องคำนวณแบบกลไกขนาดพกพา

 

               เครื่องคำนวณแบบกลไกถูกนำมาใช้ในหน่วยงานการสำรวจแห่งควีนส์แลนด์ในทศวรรษที่ 1890 แทนที่ลูกคิดแบบโบราณ แม้มีความทันสมัยแต่ก็มีข้อจำกัดด้วยขนาดที่ใหญ่โตเทอะทะ เครื่องคำนวณแบบกลไกจึงใช้งานได้แค่ในสำนักงาน ไม่เหมาะกับการพกพาของนักสำรวจภาคสนาม ปัญหานี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงทศวรรษที่ 1960 เมื่อหน่วยงานการสำรวจนำ “เคอร์ตา (Curta)” เครื่องคำนวณแบบกลไกขนาดพกพามาให้เหล่านักสำรวจได้ใช้ การสำรวจพื้นที่ที่ห่างไกลจึงทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อน เคอร์ตาถูกใช้เรื่อยมาจนกระทั่งทศวรรษที่ 1970 เมื่อถึงยุคคอมพิวเตอร์ครองเมือง อุปกรณ์ในการคำนวณยุคเก่าจึงถูกแทนที่ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเป็นเช่นนั้นจวบจนปัจจุบัน

               นอกจากอุปกรณ์การคำนวณทางคณิตศาสตร์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในงานสำรวจคือกล้องถ่ายรูปที่ถูกนำมาใช้ในหน่วยงานการสำรวจรัฐควีนส์แลนด์ครั้งแรกในปีค.ศ. 1880 การถ่ายรูปสภาพภูมิประเทศช่วยประหยัดแรงนักเขียนแบบเป็นอย่างมากจึงเป็นอุปกรณ์สำคัญที่นักสำรวจภาคสนามพกติดตัว ซึ่งพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงกล้องถ่ายรูปโบราณรุ่นต่างๆ โดนใจช่างภาพสมัครเล่นไม่ใช่น้อย

 

ภาพที่ 3 อุปกรณ์ที่ใช้ในงานทำผัง

 

               แม้ว่าพันธกิจหลักของหน่วยงานการสำรวจเป็นการจัดทำแผนที่ภูมิประเทศของแผ่นดินควีนส์แลนด์ แต่เหล่าเจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ นั่นคือการบันทึกประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ทำการสำรวจ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 หัวหน้าหน่วยงานได้มอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชาสืบค้นชื่อสถานที่และที่มาในภาษาพื้นเมือง และในปีค.ศ. 1883 รัฐควีนส์แลนด์มีมติให้นำชื่อพื้นเมืองของสถานที่ต่างๆ ในรัฐกลับมาใช้ โดยให้คงคำอ่านแบบดั้งเดิมไว้ให้ใกล้เคียงที่สุด ตัวอย่างชื่อถูกใช้มาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ คูร์ปารู (Coorparoo) อินดูรูปิลลี (Indooroopilly) บูรันดา (Buranda) และวูลลูงกับบา (Woolloongabba) ย่านที่พักอาศัยยอดฮิตชานเมืองบริสเบนนั่นเอง

               นอกจากชื่อสถานที่ในภาษาพื้นเมืองแล้ว หน่วยงานการสำรวจยังมีหน้าที่ศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชื่อสถานที่อื่นๆ ที่ถูกตั้งภายหลังการอพยพเข้ามาของชาวยุโรปให้ประชาชนได้รับทราบ นามสถานที่บางแห่งถูกตั้งตามบ้านเกิดของผู้อพยพ เช่น เซนต์ลูเซีย (Saint Lucia) มาจากชื่อของไร่เซนต์ลูเซียในหมู่เกาะเวสต์อินดีส์ บ้านเกิดของเจ้าของที่ดินยุคบุกเบิก บ้างก็ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นรำลึกถึงเหตุการณ์หรือบุคคลสำคัญ เช่น อาเมียงส์ (Amiens) และโปซิแยรส์ (Pozières) สมรภูมิรบในฝรั่งเศสที่ทหารออสซีมากมายได้หลั่งเลือด เกาะเฮย์แมน (Hayman Island) ที่ตั้งตามชื่อนักสำรวจชายฝั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และบามากา (Bamaga) ซึ่งเป็นชื่อที่มาจากนามของ “บามากา กิเนา (Bamaga Ginau)” ผู้อาวุโสเผ่าไซไบ (Saibai) ที่ได้รับความเคารพในชุมชน เป็นต้น

               พิพิธภัณฑ์ที่ดิน การจัดทำแผนที่ และการสำรวจอาจเป็นพิพิธภัณฑ์เฉพาะทางที่ไม่ได้โดดเด่นสำหรับใครต่อใคร แต่เก็บรักษาประวัติศาสตร์รัฐควีนส์แลนด์เอาไว้ตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน ควรค่าแก่การศึกษาเพื่อส่งต่อความรู้สู่คนรุ่นหลัง พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่เก็บค่าเข้าชม เหมาะแก่การย้อนเวลาสู่วันวานที่ชวนให้คิดถึงอดีตหวานปนขมของนครบริสเบนได้เป็นอย่างดี

 

แหล่งค้นคว้าอ้างอิง

Evans, Raymond. A History of Queensland. Cambridge: Cambridge University Press, 2009.

Queensland Government. History of mapping and surveying of land in Queensland. (2023). [Online]. Accessed 2023 July 12. Available from: https://www.qld.gov.au/recreation/arts/heritage/museum-of-lands/surveying

Queensland Government. Museum of Lands, Mapping and Surveying. (2023). [Online]. Accessed

2023 July 12. Available from: https://www.qld.gov.au/recreation/arts/heritage/museum-of-lands

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ