Museum Core
การสะท้อนการเรียนรู้จากนิทรรศการ “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม”: แผนที่ ภาษา การสร้างชาติ
Museum Core
28 พ.ค. 67 768
ประเทศไทย

ผู้เขียน : Koh Jun Ming

               ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นบัณฑิตสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มีความสนใจในประวัติศาสตร์สังคมไทย เมื่อได้ข่าวจากโซเซียลมีเดียว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครจัดนิทรรศการพิเศษ เรื่อง “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” เนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย พ.ศ.​ 2567 ผู้เขียนจึงรีบจองตั๋วเครื่องบินเดินทางจากสิงคโปร์ ไปยังกรุงเทพ ฯ เพื่อไม่พลาดโอกาสในการชมสิ่งของสะสมของกรมศิลปากรที่เพิ่งเปิดให้สาธารณชนได้ชมเป็นครั้งแรก

               เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว ผู้เขียนได้ทำความรู้จักกับสังคมไทยอย่างลึกซึ้งในหลายมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมือง ศิลปะ ภาษา ฯลฯ ผ่านงานวิจัยของบรรดานักวิชาการชั้นนำด้านไทยศึกษาอย่างเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) และ ธงชัย วินิจจะกุล ที่ช่วยกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของผู้เขียนเกี่ยวกับการเสริมสร้างมุมมองใหม่ในการวิเคราะห์และตีความสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องกำเนิดของสยามภายใต้บริบทการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของสยาม จากราชอาณาจักรเดิมที่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบระบบบรรณาการอย่างไม่เป็นทางการกับประเทศเพื่อนบ้าน สู่สยามประเทศที่มีการกำหนดขอบเขตการปกครองอันชัดเจน ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือด้วยเหตุบังเอิญ หากแต่เป็นโครงการทางการเมือง (political project) ของชนชั้นนำสยามเพื่อสร้างชาติตามกรอบแนวคิด​ “ทันสมัย” และบรรทัดฐานของ “อารยะ” ในโลกทัศน์ใหม่แบบตะวันตก

               เครื่องมือสำคัญในการเร่งรัดให้โครงการสร้างชาติมีความคืบหน้าก็ไม่ใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นสิ่งแสนธรรมดาที่คุ้นเคยและขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวัน นั่นคือ แผนที่และภาษา สองสิ่งนี้เป็นหัวใจของนิทรรศการ “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” ที่เล่าเรื่องกระบวนการสร้างชาติของประเทศไทยผ่านวัตถุทางประวัติศาสตร์     

               ภายในนิทรรศการแบ่งออกเป็น 6 โซน เริ่มต้นด้วยการจัดแสดงวรรณกรรมไทยและวัตถุโบราณ แผนที่ เอกสารฉบับสำคัญทางการเมือง สื่อสิ่งพิมพ์ แบบพิมพ์เขียวของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ และปิดท้ายด้วยของที่ระลึกและของสะสม สำหรับผู้ชมทั่วไปการเดินชมวัตถุโบราณนับเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากการศึกษาแบบดั้งเดิมในห้องเรียนผ่านการอ่านตำรา แบบเรียน หรือฟังคำบรรยายจากครู ผู้ชมสามารถใช้เวลานานเท่าใดก็ได้ในการเพ่งพิศดูวัตถุโบราณเหล่านั้นอย่างใกล้ชิดตามใจต้องการ หรืออาจสัมผัสส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยผ่านจินตนาการที่วัตถุโบราณชิ้นนั้นสะท้อนให้เห็น ทว่า สำหรับผู้เขียนแล้วสิ่งที่ประทับใจมากที่สุดเป็นความพิถีพิถันของกลุ่มภัณฑารักษ์ที่รับผิดชอบในการออกแบบเส้นทางเดินชมนิทรรศการ (route) ซึ่งทำหน้าที่บันทึกและอธิบายความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยตั้งแต่สมัยราชกาลที่  4 ได้อย่างลงตัว

               ตั้งแต่โซนแรก สิ่งที่สะดุดตาผู้ชมเป็นศิลาจารึกหลักที่  1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงที่ตั้งอยู่ตรงกลาง
อย่างสง่างามอวดความภาคภูมิใจว่านี่คือจุดกำเนิดของอารยธรรมไทย พร้อมตอกย้ำถึงรากเหง้าของสังคมไทยที่แข็งแกร่งดั่งศิลา อีกทั้งรอบตัวศิลาจารึกไม่มีกล่องใสครอบป้องกันวัตถุ มีเพียงป้าย “ห้ามจับ” ติดไว้เท่านั้น ผู้ชมจึงสามารถเข้าไปชมระยะใกล้ได้เพื่อซึมซับความสวยงามของตัวอักษรลายสือไทย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของตัวอักษรภาษาไทยที่ใช้ในปัจจุบัน ขณะที่ความรู้สึกนึกคิดยังจมอยู่กับช่วงก่อนการล่าอาณานิคมในแถบเอเชียอาคเนย์

               โซนที่สองของนิทรรศการเต็มไปด้วยต้นฉบับแผนที่สมัยโบราณหลายฉบับที่เอื้อประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และภูมิศาสตร์แก่ผู้ใช้ แสดงให้เห็นว่าแผนที่สมัยโบราณนั้นแยกมิติความเป็นชาติออกจากขอบเขตของแผนที่ (domain) สมัยใหม่ที่ถูกแทรกแซงด้วยแนวความคิดชาตินิยมที่ท่วมท้นอยู่ในความรับรู้ของผู้คนมากมายในปัจจุบัน

 

ภาพที่ 1 ศิลาจารึกหลักที่  1 พ่อขุนรามคำแหง ณ โซนแรกของนิทรรศการ

 

               ในโซนที่สามนับเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทย เมื่อชนชั้นนำไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามของนักล่าอาณานิคมชาติตะวันตกทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม แสดงให้เห็นผ่านต้นฉบับสนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring Treaty) ไปจนถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 ได้สร้างจินตภาพของสังคมไทยในระยะแรกที่วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มลุกล้ำเข้ามาทีละน้อย ทว่า กระบวนการถ่ายทอดอิทธิพลของจักรวรรดินิยมตะวันตกนั้นไม่ได้เป็นไปในทางเดียว (one-way) โดยฝั่งชาติตะวันตกเป็น
ผู้ส่งสารและชนชั้นนำสยามเป็นผู้รับสารอย่างตรงไปตรงมา

 

ภาพที่ 2 ต้นฉบับสนธิเบาว์ริง (Bowring Treaty) 

 

               อีกสามโซนที่เหลือของนิทรรศการพยายามแสดงจินตภาพอย่างต่อเนื่องและซับซ้อนลึกซึ้งขึ้น เพื่อให้ผู้ชมได้เข้าใจสภาพการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างชาติตะวันตกและชนชั้นนำสยามที่ได้เกิดขึ้นในขณะนั้นอย่างครบถ้วน แม้ว่าวัฒนธรรมชาติตะวันตกจะส่งอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของชาวสยามและสร้างค่านิยมแปลกใหม่ให้กับสังคมสยามบ้าง แต่ก็ไม่อาจแทนที่รากเหง้าเดิมที่แน่นแฟ้นของสังคมไทยอย่างที่เห็นในโซนแรก วัตถุโบราณที่จัดแสดงทำให้ได้เห็นว่าเทคโนโลยีแบบตะวันตกได้เผยแพร่วัฒนธรรมของสังคมไทยสู่สังคมวงกว้างได้อย่างทั่วถึง และกลายเป็นกลไกสำคัญที่ชนชั้นนำสยามใช้เป็นเครื่องมือการสร้างชาติในขณะนั้น เช่น ความเฟื่องฟูของสิ่งสื่อพิมพ์ไทยต่าง ๆ อย่างหนังสือเล่ม หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร ตำราเรียน ป้ายบอกทาง เอกสารทางราชการ ฯลฯ อันเป็นผลผลิตจากเทคโนโลยีการพิมพ์ไม่เพียงแค่เพิ่มอัตราการรู้หนังสือของประชากร แต่ยังทำให้พลเมือง
ทั้งหลายที่อยู่ภายใต้อาณาเขตแผนดินสยามมีจิตสำนึกในประเทศชาติ และสิ่งสำคัญที่สุด นิทรรศการนี้ยังชี้เห็นถึงความไม่ตายตัวของวัฒนธรรม(ไทย)ที่วิวัฒน์ตามความเปลี่ยนแปลงทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ดังสะท้อนให้เห็นจากศิลาจารึกหลักที่ 1 ตัวลายสือไทยในอดีตจนถึงตัวพิมพ์หนังสือไทยบนกระดาษอย่างปัจจุบัน

 

ภาพที่ 3 เครื่องพิมพ์ดีดภาษาไทย

 

 

 

ภาพที่ 4  หนังสือพิมพ์ดรุโณวาท

 

 

                 ในมุมมองผู้เขียนที่เป็นชาวต่างชาติคนหนึ่งที่มีความรู้พื้นฐานด้านประวัติศาสตร์ไทย นิทรรศการ “เอกสารล้ำค่าจารึกสยาม” ได้จุดประกายความสนใจต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ไทยเชิงลึกไปอีกขั้น ผู้เขียนเชื่อว่านิทรรศการนี้จะเป็นแรงบันดาลใจในการกระตุ้นความนึกคิดของผู้คนอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ รวมถึงผู้ที่สนใจทั้งในหรือนอกแวดวงวิชาการก็ตาม

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ