ต้นไม้อยู่คู่โลกมาหลายร้อยล้านปี บางต้นมีอายุนับร้อยปี บางต้นล้มตายแล้วแตกหน่อขึ้นมาใหม่ และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าต้นไม้หนึ่งต้นมีประโยชน์เหลือคณา ทั้งคายออกซิเจนตอนกลางวัน ทำให้มนุษย์ได้รับอากาศบริสุทธิ์ ส่งผลให้สุขภาพดี และช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก ส่งผลให้โลกร้อนที่มนุษย์กำลังเผชิญกันอยู่ในยามนี้
นอกจากนี้ ต้นไม้ยังให้ประโยชน์อีกหลายด้าน ให้ร่มเงาบังแสงแดดที่ทวีความแรงขึ้นทุกปียามอยู่ใต้ร่มไม้จึงคลายร้อนและรู้สึกสดชื่นไปพร้อมกัน และผืนป่ายังเป็นแหล่งต้นน้ำ รากใต้ดินจำนวนมหาศาลทั่วผืนป่ายังดูดซับน้ำและแร่ธาตุ ซึ่งเป็นการเก็บกักน้ำไว้บนผิวดิน กลายเป็นต้นน้ำลำธารไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง ต้นไม้ทุกต้นในป่านับเป็นแนวป้องกันน้ำท่วมตามธรรมชาติ โดยช่วยชะลอความรุนแรงของน้ำไหลบ่า รากต้นไม้ช่วยยึดผิวดินช่วยป้องกันดินถล่มได้อีกทาง ขณะเดียวกันต้นไม้ยังเป็นแหล่งอาหารของบรรดาสัตว์ป่าที่ล้วนพึ่งพิงกันตามระบบนิเวศ เมื่อสัตว์ป่ามีอาหารในป่าเพียงพอก็ไม่ออกมาหากินในพื้นที่เกษตร และถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์
ด้วยความสำคัญของต้นไม้ จึงได้ริเริ่มกำหนดให้วันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2415 เป็น “วันต้นไม้” ขึ้นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา กรณีประเทศไทยเริ่มมีวันต้นไม้ครั้งแรกสืบเนื่องมาจากกรมป่าไม้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ในส่วนภูมิภาคร่วมดำเนินการกับคณะกรรมการจังหวัดและอำเภอ จัดให้มีการปลูกต้นไม้ขึ้นใน วันชาติ หรือวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484 ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2503มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 ให้ยกเลิกวันชาติจากเดิมวันที่ 24 มิถุนายน(วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง) เปลี่ยนเป็นวันที่ 5 ธันวาคม (วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9) แทน โดยคณะรัฐมนตรีได้ลงมติในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2503 กำหนดให้วันเข้าพรรษาของทุกปีเป็นวันต้นไม้ประจำปีของชาติแทน
โดยไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างแสตมป์หลายชุดในรอบหลายปีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่เห็นความสำคัญของวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ชุดแรกคือ “แสตมป์ชุดที่ระลึกวันต้นไม้ประจำปี” ภาพต้นสัก ราคาหน้าดวง 75 สตางค์ วันแรกจำหน่าย 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 เป็นแสตมป์ชุดในวาระครบรอบ 15 ปีจากวันต้นไม้ประจำปีของชาติปีแรก

ภาพที่ 1 แสตมป์ชุดที่ระลึกวันต้นไม้ประจำปี
แหล่งที่มาภาพ http://www.stampthailand.com/product/3617/
ต่อมาไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้าง “แสตมป์ชุดที่ระลึกวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ในวาระครบรอบ 20 ปี” ขึ้น ออกแบบภาพหน้าดวงแสตมป์เป็นภาพป่าไม้เขียวชอุ่ม มีชาวบ้านกำลังช่วยกันปลูกต้นไม้ ด้านบนดวงแสตมป์มีคำขวัญรณรงค์การปลูกป่า ว่า “สิ้นป่าวันใด เป็นภัยมหันต์ ปลูกป่าร่วมกัน สุขสันต์ทั่วไทย” ราคาหน้าดวง 75 สตางค์ วันแรกจำหน่าย 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2522 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องการปลูกป่าในเมืองไทยมีมานานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเริ่มเมื่อจำนวนป่าไม้ลดปริมาณลงอย่างทุกวันนี้

ภาพที่ 2 แสตมป์ชุดที่ระลึกวันต้นไม้ประจำปีของชาติ ครบรอบ 20 ปี
แหล่งที่มาภาพ http://www.stampthailand.com/product/3470/
ในระหว่างปี พ.ศ. 2529 – 2531 ไปรษณีย์ไทยได้จัดสร้างแสตมป์ต้นไม้ภายใต้แนวคิดเดียวกัน โดยออกแบบภาพต้นไม้ลดรูปเป็นแนวกราฟิกเพื่อสื่อความหมายรณรงค์ให้ประชาชนปลูกต้นไม้ตามหัวไร่ปลายนา หรือพื้นที่ว่างเปล่า (พ.ศ. 2529) หรือการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ให้ผลตามชุมชนและริมถนน (พ.ศ. 2530) ทั้งยังส่งเสริมให้มีการปลูกต้นไม้ทุกพื้นที่ของประเทศ ไม่ว่าป่าชุมชนหรือป่าในเมืองควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่ในด้านต่าง ๆ (พ.ศ. 2531)

ภาพที่ 3 แสตมป์ชุดที่ระลึกปีต้นไม้แห่งชาติ 2529/ 2530/2531
แหล่งที่มาภาพ http://www.stampthailand.com/product/3727/
สิ่งที่การออกแบบแสตมป์แตกต่างไปจากในชุดก่อนหน้าเป็นการระบุชุดว่า “แสตมป์ชุดที่ระลึกปีต้นไม้แห่งชาติ 2529”, “แสตมป์ชุดที่ระลึกปีต้นไม้แห่งชาติ 2530” และ “แสตมป์ชุดที่ระลึกปีต้นไม้แห่งชาติ 2531” สอดคล้องกับมติของคณะรัฐมนตรีที่ประกาศกำหนดให้ปี พ.ศ. 2528 – 2531 เป็น “ปีต้นไม้แห่งชาติ” นั่นเอง ภาพแสตมป์กราฟิกทั้ง 3 ชุด ทั้งนี้ ผู้เขียนตีความว่ารัฐบาลมุ่งหวังให้ประชาชนปลูกต้นไม้กันให้ทั่วถึง คนชนบทก็ปลูกตามหัวไร่ปลายนา พื้นที่การเกษตร ตามชุมชนเขตเมือง ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ผล ช่วยเสริมภูมิทัศน์ในตัว หรือการมุ่งให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในทุกพื้นที่นั่นเอง โดยไม่แยกว่าในป่าหรือพื้นที่ชุมชนเนื่องจากปริมาณป่าไม้เริ่มลดลงทุกปี
ถัดมาอีกราว 3 ทศวรรษ มีการเปลี่ยนแปลงวันต้นไม้ของชาติอีกครั้งในปี พ.ศ. 2532 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีว่าสภาพฤดูกาลมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ต้นไม้ที่ปลูกในช่วงเข้าพรรษาซึ่งนับเป็นช่วงกลางฤดูฝนเมื่อฝนทิ้งช่วงเกิดสภาวะขาดแคลนน้ำ ต้นไม้ที่ยังไม่สามารถตั้งลำต้นได้ทันก่อนถึงฤดูแล้งได้รับความเสียหาย จึงขอให้อนุมัติเปลี่ยนวันต้นไม้ประจำปีของชาติเป็นวันวิสาขบูชาและเป็นช่วงระยะเริ่มต้นของฤดูฝนแทน คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติตามข้อเสนอวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2532 และประกาศให้วันวิสาขบูชาของทุกปีเป็น “วันต้นไม้ประจำปีของชาติ” นับแต่นั้นเป็นต้นมา
นอกจากวันต้นไม้ วันต้นไม้ประจำปีของชาติ และปีต้นไม้แห่งชาติแล้ว กรมป่าไม้ยังมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการปลูกต้นไม้ขึ้นในส่วนภูมิภาคมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2484 และไปรษณีย์ไทยได้ออกแสตมป์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานแห่งนี้ถึง 2 วาระ ได้แก่ “แสตมป์ชุดที่ระลึกการประชุมป่าไม้ของโลก” ภาพป่าไม้ น้ำตก และช้าง ราคาหน้าดวง 25 สตางค์ วันแรกจำหน่าย 29 สิงหาคม พ.ศ. 2503 และ “แสตมป์ชุดที่ระลึก 100 ปี กรมป่าไม้” ภาพป่าดิบชื้น (ชนิดราคา 3 บาท) ป่าดิบเขา (ชนิดราคา 6 บาท) ป่าพรุ (ชนิดราคา 7 บาท) และป่าชายเลน (ชนิดราคา 9 บาท) วันแรกจำหน่าย 18 กันยายน พ.ศ. 2539 ในวาระวันครบรอบ 100 ปี

ภาพที่ 6 แสตมป์ชุดที่ระลึกการประชุมป่าไม้ของโลก
แหล่งที่มาภาพ http://www.stampthailand.com/product/7063/
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2503 ได้กำหนดให้สงวนป่าไม้ไว้เป็นสมบัติของชาติ จำนวนเนื้อที่ 156 ล้านไร่ (ปัจจุบันเหลือ 101,818,155.76 ไร่ หรือ 101 ล้านไร่เศษ) ตลอดจนระงับการให้สัมปทานทำไม้สัก มอบการทำไม้สักให้แก่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้รายเดียว บริษัทป่าไม้ร่วมทุนจำกัดเลิกกิจการไป
ดังเห็นได้ว่าภาครัฐก็เล็งเห็นว่าต้นไม้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นแหล่งวัตถุดิบของปัจจัย 4 ทั้งอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคซึ่งมนุษย์ขาดไม่ได้ ทว่า แม้จะมีแนวทางตั้งรับและป้องกันหลายรูปแบบ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ปริมาณป่าไม้ไม่เพิ่มขึ้นและไม่มากพอที่จะช่วยลดสภาวะโลกร้อนในปัจจุบันที่มนุษย์เผชิญอยู่ดี
ข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ 130 ปี กิจการไปรษณีย์ไทย
หนังสือ 130 ปี ตราไปรษณียากร เล่ม 1 และ 2
http://www.trironk.net/w0257/6nopasit/new_page_6.htm
https://portal.dnp.go.th/Content/citesdnp?contentld=1230
https://www.forest.go.th/about/history/
https://www.seub.or.th/document/