Museum Core
ประวัติศาสตร์การใช้ประโยชน์จากปัสสาวะ
Museum Core
20 ก.ย. 67 657

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

               ตามปกติ คนถ่ายปัสสาวะวันละ 5-8 ครั้ง รวมประมาณ 1-2 ลิตรแล้วแต่ปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไป ในปัสสาวะมีส่วนประกอบหลักคือ น้ำ และยูเรีย (Urea) ซึ่งเป็นสารอินทรีย์ที่เหลือจากกระบวนการสันดาปโปรตีนของร่างกายและถูกกำจัดออกผ่านไต ยูเรียนี้มีธาตุที่สำคัญคือ ไนโตรเจน (Nitrogen) หากทิ้งไว้นานจะแตกตัวเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และแอมโมเนีย (Ammonia) ทำให้ปัสสาวะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่กระนั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอารยธรรมต่าง ๆ ก็มีการใช้ประโยชน์จากปัสสาวะมาตลอด และเกิดการค้นพบทางเคมีที่สำคัญด้วย บทความนี้จึงขอชวนทุกท่านอุดจมูกไปย้อนดูกันว่าคนเคยใช้ประโยชน์จากปัสสาวะอย่างไรบ้าง

               การเก็บรวบรวมปัสสาวะเพื่อใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบเกิดขึ้นในสังคมโรมัน สมัยประมาณ 200 ปีก่อนคริสตกาล ตามตรอกซอกซอยมีกระโถนหรือถังรองใต้ส้วมไว้สำหรับเก็บปัสสาวะ เมื่อเต็มแล้วก็นำส่งไปยังโรงซักผ้าที่เรียกว่า ฟุลโลนิกา (fullonica) คนงานจะตั้งปัสสาวะทิ้งไว้เพื่อให้ได้แอมโมเนียเข้มข้น ก่อนเทผสมน้ำใส่อ่างบรรจุดินเหนียวชนิดที่มีอะลูมิเนียมซิลิเกตสามารถดูดซับสารต่าง ๆ ได้ดี แล้วนำผ้าของลูกค้าลงไปย่ำด้วยเท้า แอมโมเนียจะสลายคราบไขมันสกปรกออกจากเนื้อผ้า ส่วนอะลูมิเนียมซิลิเกตก็ดูดซับไขมันไว้ไม่ให้กลับไปติดผ้าอีก ดังเห็นได้ในเมืองปอมเปอี (Pompeii) ประเทศอิตาลี มีฟุลโลนิกาชื่อ สเตฟานุส (Stephanus) ที่ค้นพบในสภาพเกือบสมบูรณ์ รวมถึงภาพจิตรกรรมเฟรสโกแสดงการซักผ้าของคนงานด้วยเท้าเปล่า นอกจากนี้ ปัสสาวะยังใช้แช่หนังสัตว์เพื่อกัดให้อ่อนนุ่ม เลาะขนและเนื้อออกได้ง่ายก่อนนำไปผลิตเป็นเครื่องหนัง

               ไม่เพียงทำให้ผ้าและหนังสะอาดเท่านั้น แอมโมเนียในปัสสาวะยังทำให้ฟันขาวสะอาดได้เช่นกัน นักเขียนและกวีชาวโรมัน คาตุลลุส (Catullus) สมัยประมาณ 54 - 84 ปีก่อนคริสตกาล ได้บันทึกไว้ว่า ชาวโรมันจากดินแดนสเปนนิยมบ้วนปากหรือแปรงฟันด้วยปัสสาวะ โดยเขาวิจารณ์คนที่ชอบยิ้มอวดฟันว่าเป็นกิริยาที่โง่งมและน่าดูถูกอย่างยิ่ง “ในสเปนเมื่อคนถ่ายปัสสาวะออกมาก็ใช้แปรงฟันและเหงือกทุกเช้า ดังนั้น ยิ่งเห็นฟันสวยก็ยิ่งแสดงว่าเจ้าน่ะเต็มไปด้วยปัสสาวะ”

 

ภาพที่ 1: ฟุลโลนิกา สเตฟานุส ในเมืองปอมเปอี

แหล่งที่มาภาพ: Archaeological Park of Pompeii. “Fullery of Stephanus.” Pompeii Sites, 2024, https://pompeiisites.org/en/archaeological-site/fullery-of-stephanus/.

 

               ในสมัยศตวรรษที่ 16 ประเทศอังกฤษมีอุตสาหกรรมสิ่งทอเฟื่องฟูแต่มีปัญหาว่าผ้าที่ย้อมสีจากธรรมชาติ เช่น ดอกไม้ ผลไม้ แมลง และเปลือกหอยมักสีตกหรือซีดจางได้ง่าย ในเวลานั้นตัวช่วยที่นิยมใช้จึงหนีไม่พ้นแอมโมเนียจากปัสสาวะ เพราะแอมโมเนียสามารถสร้างตาข่ายห่อหุ้มโมเลกุลของเม็ดสีเอาไว้ ก่อนเกาะกับเนื้อผ้า โมเลกุลของเม็ดสีจึงไม่ได้สัมผัสกับเนื้อผ้าและกับสภาพแวดล้อมภายนอกเองโดยตรง ทว่าได้รับการปกป้องอยู่ตรงกลาง ทำให้สีคงอยู่แจ่มชัดทนนานมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้น อังกฤษจึงมีการรวบรวมปัสสาวะจากแหล่งต่าง ๆ ประเมินรวมแล้วเทียบได้กับปัสสาวะของคน 1,000 คนตลอดทั้งปี บรรจุในถังไม้ขนส่งไปยังมณฑลยอร์กเชอร์ (Yorkshire) เพื่อผสมกับสารส้ม (Alum) เสริมประสิทธิภาพของแอมโมเนียในฐานะสารช่วยติดสีย้อม แล้วนำไปใช้ในโรงงานย้อมผ้าต่อไป

               เศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นและความเชื่อในวิธีการทางวิทยาศาสตร์แทนปาฏิหาริย์ทางศาสนาทำให้เกิดความนิยมเล่นแร่แปรธาตุในโลกตะวันตกและตะวันออกกลาง เนื่องจากยังไม่มีใครทราบความเชื่อมโยงทางเคมีของธาตุต่าง ๆ จึงเริ่มต้นด้วยการตั้งทฤษฎีว่า สารที่มีสีสันคล้ายกันน่าจะประกอบด้วยธาตุเดียวกัน แน่นอนว่าธาตุที่เป็นสุดยอดปรารถนาก็คือ ทองคำ มีสีเหลืองเหมือนกับปัสสาวะ ผู้คนจึงให้ความสนใจทดลองเป็นพิเศษโดยเฉพาะปัสสาวะของราชวงศ์ซึ่งเชื่อว่ามีค่ากว่าสามัญชน ในปี ค.ศ. 1669 เฮนนิก บรันด์ (Hennig Brand) นักเล่นแร่แปรธาตุชาวเยอรมัน ต้มปัสสาวะและแยกส่วนน้ำมันกับตะกอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นออกมาทดลองจนบังเอิญค้นพบฟอสฟอรัส (Phosphorus) ถือเป็นธาตุลำดับที่ 13 ที่ได้รับการค้นพบในโลก นำไปสู่ความเข้าใจด้านชีวเคมีที่ใช้ประโยชน์ในการเกษตร การผลิตยารักษาโรค พลาสติก และพลังงานเชื้อเพลิงในปัจจุบัน

 

ภาพที่ 2: เฮนนิก บรันด์ ค้นพบธาตุฟอสฟอรัส

แหล่งที่มาภาพ: Wright, Joseph. “The Alchemist Discovering Phosphorus (1771).” Wikipedia, 12 Nov 2021, https://en.wikipedia.org/wiki/Hennig_Brand#/media/File:Joseph_Wright_of_Derby_The_Alchemist.jpg.

 

               ครั้นเมื่อถึงช่วงศตวรรษที่ 17-20 ปัสสาวะมีบทบาทสำคัญการผลิตดินปืนในสงคราม ด้วยมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ดินปืนเกิดแรงระเบิดได้ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้นว่าปัสสาวะมียูเรีย โดยโยเซฟ เลอคอนต์ (Joseph LeConte) แพทย์ นักธรณีวิทยา และอาจารย์มหาวิทยาลัยชาวอเมริกันภาคใต้ ได้บันทึกไว้ในคู่มือการผลิตดินประสิว (Instructions for the Manufacture of Saltpetre) เมื่อปี ค.ศ. 1862 ว่าต้องใช้ปุ๋ยคอกมากองไว้ให้เน่า “แล้วรดด้วยน้ำของเสียเข้มข้น เช่น ปัสสาวะ น้ำล้างมูลสัตว์ น้ำส้วมกลางแจ้ง น้ำส้วมซึม น้ำจากท่อระบายน้ำ ฯลฯ ทุกสัปดาห์ ปริมาณของของเหลวที่รดควรทำให้กองปุ๋ยคอกชุ่มชื้นอยู่เสมอเท่านั้น ไม่ใช่เปียกนอง... ขณะที่กองนี้ได้รับการหมัก ไนโตรเจนจะระเหยขึ้นมาบนพื้นผิว และปรากฏเป็นดอกผลึกสีขาว”

               ในปีต่อมา โจนาธาน ฮาร์เรลสัน (Jonathan Harrelson) นักเคมีชาวอเมริกันภาคใต้ก็หาวิธีผลิตดินปืนโดยสังเคราะห์ไนโตรเจนจากปัสสาวะได้เช่นเดียวกันและลงมือทำอย่างเป็นระบบ ระหว่างที่พวกผู้ชายภาคใต้ไปรบในสงครามกลางเมืองอเมริกา พวกผู้หญิงจึงร่วมแรงร่วมใจกันเก็บรวบรวมปัสสาวะจากกระโถนในบ้านนำไปเทใส่รถบรรทุกเทียมม้าขนาดใหญ่เพื่อขนส่งไปทำดินปืน ยุคนั้นจึงมีประกาศตามที่ต่าง ๆ อย่างการลงข้อความในหนังสือพิมพ์เซลมา แอละบามา (Selma Alabama) ว่า “เมื่อสุภาพสตรีเปิดกระโปรง เธอก็ได้ยิงแยงกี้น่าชังไปหนึ่งคน” (หมายเหตุ Yankee เป็นคำเรียกเหยียดหยามชาวอเมริกันภาคเหนือ) เรียกว่าขอให้ ‘ฉี่เพื่อชาติ’ กันเลยทีเดียว วิธีการผลิตดินปืนแบบนี้ทำต่อเนื่องกันมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 19 แล้วเสื่อมความนิยมเนื่องจากมีการพัฒนาระเบิดชนิดใหม่ เช่น ไนโตรกลีเซอรีน (nitroglycerin) ไนโตรเซลลูโลส (nitrocellulose) เป็นต้น

 

ภาพที่ 3: ขวดดินปืนสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกา

แหล่งที่มาภาพ: Ricce. “Powder flasks 2.” Wikipedia, 19 Aug 2008, https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Powder_flasks_2.jpg.

 

               ทุกวันนี้ ปัสสาวะของผู้คนในสังคมที่มีความเจริญในโลกล้วนได้รับการบำบัดเป็นน้ำเสีย ไม่ได้มีการเก็บรวบรวมเพื่อใช้ประโยชน์ในชุมชนอีกด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัยและการป้องกันโรคติดต่อ สารที่ใช้ในอุตสาหกรรมหนัง สิ่งทอ และอาวุธยุทโธปกรณ์ก็เปลี่ยนมาผลิตจากสิ่งสังเคราะห์ทางเคมี แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งคนเคยใช้ประโยชน์และทดลองกับปัสสาวะมาเป็นเวลานาน นำมาซึ่งองค์ความรู้ที่ทรงคุณค่า ทำให้มีการค้นพบและพัฒนาอยู่เรื่อย ๆ  อาทิ การวิจัยใช้แบคทีเรียในปัสสาวะเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในโทรศัพท์มือถือ การเพาะสเต็มเซลล์จากปัสสาวะเพื่อทำให้ฟันงอกขึ้นใหม่ได้ การใช้ฮอร์โมนส์ในปัสสาวะทำยารักษาภาวะมีบุตรยาก และยาสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น เมื่อมองย้อนกลับไปก็น่าอัศจรรย์ใจไม่น้อยเลยที่ของเสียจากร่างกายจะพามนุษย์มาไกลถึงเพียงนี้ และในอนาคตก็คงมีองค์ความรู้ที่น่าตื่นเต้นรออยู่อีกมากมาย

 

แหล่งข้อมูล

Gentleman, Darcy, and the American Chemical Society. “How urine led to significant discoveries in chemistry.” Britanica, 5 Oct 2015, https://www.britannica.com/video/186993/history-urine-alchemy-experiments.

Kumar, Mohi. “From Gunpowder to Teeth Whitener: The Science Behind Historic Uses of Urine.” Smithsonian Magazine, 20 Aug 2013, https://www.smithsonianmag.com/science-nature/from-gunpowder-to-teeth-whitener-the-science-behind-historic-uses-of-urine-442390/.

NICE CXone Expert. “Urine Composition and Function.” The LibreTexts. 2024, https://chem.libretexts.org/Bookshelves/Introductory_Chemistry/Fundamentals_of_General_Organic_and_Biological_Chemistry_(LibreTexts)/29%3A_Body_Fluids/29.08%3A_Urine_Composition_and_Function.

Rugendorff, Erwin W. “Urology on War: Manufacturing Gunpowder From Urine.” The William P. Didusch Center for Urologic History. 2024, https://urologichistory.museum/exhibit/digital-stories/battlefield-urology/urology-on-war.html.

Schwarcz, Joe. “The Right Chemistry: Laundry secrets of the ancient Romans.” Montreal Gazette. 02 Jun 2017, https://montrealgazette.com/opinion/columnists/the-right-chemistry-laundry-secrets-of-the-ancient-romans.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ