ระหว่างที่ผู้เขียนเดินหาร้านหนังสือมือสองในนครหลวงเวียงจันทน์ สายตาพลันมองไปเห็นป้ายสี่เหลี่ยมจตุรัสสีแดงมีหัวกะโหลกตรงกลางและมีข้อความเขียนด้วยตัวอักษรภาษาลาว “ລະວັງລະເບີດ” ความคุ้นเคยกับภาษาและตัวอักษรลาวอยู่บ้างจึงอ่านข้อความด้วยภาษาไทย “ระวังระเบิด ด้านล่างของหัวกะโหลกมีข้อความภาษาอังกฤษ “Danger !! UXO !!” ทำให้ผู้เขียนนึกถึงหนังสือหลายเล่มที่เคยอ่านเกี่ยวกับสงครามลับในลาวช่วงทหารอเมริกันทิ้งระเบิดกระหน่ำในสงครามอินโดจีน ค.ศ.1964-1973 โดยเฉพาะชุดหนังสือผลงานของ สยุมภู ทศพล เช่น สงครามฝิ่นที่ภูหินตั้ง ถล่มเนินสกายไลน์-วัน และงานเขียนเรื่อง พากย์หนังในแนวรบ ของ วสันต์ อัครเดช นักเขียนสองคนที่ถ่ายทอดเรื่องสงครามในลาวและการทิ้งระเบิดของรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านประสบการณ์ชีวิตและนำเสนอความเป็นมนุษย์จากหลากหลายสถานะ ชนชั้น เชื้อชาติ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม
ผู้เขียนยุติการตามหาร้านหนังสือและสอบถามเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่ง ทำให้ทราบว่าสถานที่แห่งนี้เป็นทั้งพิพิธภัณฑ์และศูนย์ข้อมูลแก่ผู้เข้าเยี่ยมชมองค์กร MAG (Mines Advisory Group) ประจำนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งเริ่มปฏิบัติเกี่ยวกับการเก็บกู้ระเบิดในลาวตั้งแต่ ค.ศ.1994 มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร ก่อตั้งโดย เร แม็กเกร็ธ (Rae McGrath) วิศวกรของกองทัพอังกฤษ ขณะที่เขารับราชการในกองทัพและทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนในอัฟกานิสถานได้เห็นว่าทุ่นระเบิดทั้งที่ระเบิดแล้วและยังไม่ระเบิดส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนและความเป็นอยู่ในพื้นที่ จึงต้องการช่วยเหลือประเทศและประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ จากนั้น เมื่อเขากลับมายังสหราชอาณาจักรจึงมุ่งมั่นต่อปณิธานและก่อตั้งองค์กร MAG ในปีค.ศ. 1989 ใกล้เมืองค็อกเคอร์เมาธ์ (Cockermouth) ในเขตเลกดิสตริกต์ (Lake District) ของอังกฤษ

ภาพที่ 1 ด้านหน้าทางเข้าชม MAG UXO Museum
ประวัติศาสตร์ของลาวกับระเบิด
MAG UXO Museum เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดกำลังดี ไม่เล็กไม่ใหญ่ พื้นที่สองชั้นของอาคารพิพิธภัณฑ์จัดทำเป็นนิทรรศการจัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศลาวในช่วงสงครามผ่านระเบิด รวมถึงผลกระทบจากการทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาว่ากระทบต่อผู้คน ความปลอดภัย ความเป็นอยู่ ความยากจน การเกษตร ป่าไม้ ระบบน้ำ การศึกษา การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ ฯลฯ จวบจนถึงปัจจุบัน
เหนือกรอบโค้งทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีข้อความเปิดเรื่องว่า “ลาว ประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลก ระยะเวลา 9 ปี ตลอด 24 ชั่วโมงหรือหนึ่งวัน มีการทิ้งระเบิดทุก 8 นาที” ตั้งแต่ ค.ศ. 1964-1973 มีปริมาณระเบิดมากกว่า 2 ล้านตัน ถูกทิ้งลงในลาว เจ้าหน้าที่นำชมให้ข้อมูลว่าพื้นที่ที่มีการทิ้งระเบิดจำนวนมาก ได้แก่ แขวงเชียงขวาง แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขต โดยเฉพาะแขวงคำม่วนที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการโจมตีเพื่อตัดการเดินทางและการเคลื่อนไหวตามเส้นทางโฮจิมินห์เทรล (Ho Chi Minh Trail) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ เสบียงอาหาร และผู้คนไปยังเวียดนามเหนือ จากข้อมูลในนิทรรศการระบุว่ามีระเบิดลูกหว่าน มากถึง 270 ล้านลูก คงเหลือระเบิดตกค้างที่ยังไม่ระเบิดอีกราว 30% บนพื้นที่ประมาณ 1,800 ตารางกิโลเมตรที่ยังต้องเก็บกู้กันต่อไปแม้สงครามจะจบมานานกว่า 50 ปีแล้วก็ตาม

ภาพที่ 2 ตัวอย่างเครื่องยิงลูกระเบิด (ซ้าย) และลูกระเบิดรุ่น BLU24 (ขวา)
พิพิธภัณฑ์ได้นำระเบิดแต่ละชนิดมาจัดแสดงเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเภทของระเบิด น้ำหนัก ความสูง ลักษณะรูปร่าง การใช้งาน และอานุภาพในการทำลายล้าง ทั้งนี้ ระเบิดที่จัดแสดงเป็นระเบิดที่องค์กร MAGแกะกู้ชนวนระเบิดออกหมดแล้ว อาทิเช่น ระเบิดประเภท BLU ที่มีหลากหลายรุ่น ได้แก่ BLU24 ขนาดเท่าลูกเทนนิสพบได้ทั่วไปและมีระยะทำลายล้างหลายร้อยตารางเมตร รุ่น BLU26 มักใช้บ่อยที่สุดและจะระเบิดทันทีเมื่อกระทบพื้นดิน อานุภาพทำลายล้างในระยะ 10-50 เมตร รวมถึงระเบิดที่คนลาวเรียกชื่อตามลักษณะรูปร่าง เช่น รุ่น BLU42 เรียกว่า ระเบิดแมงแปดตา รุ่น BLU3B ระเบิดสับปะรด รุ่น BLU61 ระเบิดตาควาย เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดแสดงระเบิดที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากอย่าง M117 ที่ต้องใช้เครื่องบิน B-52 ในการปฏิบัติการทิ้งระเบิด หรือระเบิดรุ่น M18, M26, M33, MK2, MK82 และ MK88 เป็นต้น

ภาพที่ 3 ตัวอย่างระเบิด BLU3B หรือระเบิดสับปะรด
ชีวิตประจำวันกับระเบิดที่ยังไม่ระเบิด
มากกว่า 50 ปีแล้วที่ประชาชนคนลาวต้องดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่ยังคงมีระเบิดฝังอยู่ใต้ดินในอาณาบริเวณต่างๆ ที่อาจเป็นเรือกสวนไร่นา ป่าเขา หมู่บ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ฯลฯ โดยเจ้าหน้าที่นำชมได้เล่าว่า แม้จะเติบโตมาในพื้นที่มีระเบิดแต่ไม่ได้มีความกังวลมากนัก หากพบระเบิดก็แจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบเพื่อแจ้งให้หน่วยงานมากู้เก็บระเบิดต่อไป ซึ่งการทำงานขององค์กร MAG นอกจากเก็บกู้ระเบิดแล้วยังให้ความรู้เรื่องระเบิดและการเก็บกู้แก่คนในชุมชนด้วยเพื่อลดความเสี่ยง สร้างความปลอดภัยควบคู่กัน การรู้ขั้นตอนปฏิบัติเมื่อพบระเบิดช่วยคลายความกังวลใจได้เพราะระเบิดแต่ละลูกมีรอบระยะเวลา หากยังไม่ถึงกำหนดก็จะไม่ระเบิด หรือบางลูกจะระเบิดเมื่อถูกกระทบอย่างรุนแรงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ระเบิดยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญในการดำรงชีวิตของผู้คน บริเวณพื้นที่ที่ยังมีระเบิดอยู่ไม่สามารถเข้าไปพัฒนาเพื่อเพาะปลูกและทำการเกษตรได้อย่างเต็มที่

ภาพที่ 4 ป้ายเตือน “ระวังระเบิด”
ระหว่างการเดินชมนิทรรศการ เจ้าหน้าที่ฯ ให้ข้อมูลว่าองค์กร MAG สามารถเก็บกู้ระเบิดได้ประมาณ 3,000 ลูกต่อเดือน และเจ้าหน้าที่เก็บกู้ระเบิดมากถึง 90% เป็นชาวลาวและมีชาวต่างชาติประมาณ 10 คน โดยรับสมัครชาวลาวอายุตั้งแต่ 25 ปี ขึ้นไป และได้รับการฝึกอบรมเพื่อลงปฏิบัติงานภาคสนาม เพื่อกู้คืนพื้นที่ทำกินให้คนในประเทศ นอกจากระเบิดที่นำมาจัดแสดงแล้ว ยังมีชุดทำงานภาคสนามของเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงภาพถ่ายที่บอกเล่าชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายของเจ้าหน้าที่และวิธีการปฏิบัติงานในขั้นตอนต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่มีการทำงานในพื้นที่ 20 วันและวันหยุด 10 วันต่อเดือน มีการจัดแบ่งงานเป็นทีมชายล้วน ทีมหญิงล้วน และทีมผสม
กระติ๊บข้าวเหนียว กระด้ง หวดนึ่งข้าวเหนียว ครกกับสาก และกระบุงข้าวสารที่จัดวางไว้ตามจุดต่าง ๆ บนชั้นสองของพิพิธภัณฑ์ เป็นสิ่งของจัดแสดงเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงอาหารการกิน ปากท้อง การเพาะปลูก ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดแคลน หรือทำได้ไม่เต็มที่เมื่อใต้พื้นที่นั้นยังคงมีระเบิดอีกหลายสิบล้านลูกฝังอยู่
ผู้หญิงกับการกู้ระเบิด
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง คือ การได้เห็นภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้หญิงลาวในฐานะเจ้าหน้าที่กู้ระเบิดขององค์กร MAG ทั้งการทำงานภาคสนาม การฝึกอบรมให้ความรู้ประชาชนเรื่องระเบิด ภาพรอยยิ้มและแววตาแห่งความหวัง ภาพชีวิตความเป็นอยู่ในค่ายทำงาน ซึ่งภาพถ่ายเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของผู้หญิงในการทำงานเสี่ยงภัย โดยเจ้าหน้าที่บางคนเล่าว่าครั้งแรกที่ทำงานลงพื้นที่เก็บกู้ระเบิดก็มีความกลัว แต่เมื่อทำสำเร็จก็เท่ากับได้คืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับชุมชน และรู้สึกว่าตัวเองเป็น “ยอดหญิง” (Superwoman) การทำงานกู้ระเบิดได้สร้างความภาคภูมิใจและกลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเสมอภาคทางเพศ

ภาพที่ 5 ภาพถ่ายแสดงการทำงานของผู้หญิงในการกู้ระเบิด
การกู้ระเบิดเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนได้ออกมาทำงานนอกบ้าน มีรายได้เลี้ยงตัวเองและดูแลครอบครัว ส่งต่อการศึกษาให้กับลูก ผู้หญิงบางคนเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีภาระต้องรับผิดชอบหลายด้าน ซึ่งการได้ทำงานนี้ช่วยให้สามารถดูแลด้านการเงินของครอบครัวได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนรอบข้าง นอกจากนี้ในค่ายมีผู้หญิงที่มีหลากหลายวัย อายุแตกต่างกันนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่สนิทสนมใกล้ชิดแบบเครือญาติ หรือแม่และลูกสาว
อย่างไรก็ตาม การทำงานของกลุ่มผู้หญิงภายใต้องค์กร MAG ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้หญิงที่สามารถทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ในพื้นที่ทำงานได้เช่นเดียวกับผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้ชาติลาวให้กลับคืนให้ฟื้นจากกับระเบิด
การนำเสนอประวัติศาสตร์ของประเทศลาวผ่านเสียงของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดที่ยังไม่ระเบิด การเล่าผ่านเสียงของเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติงานขององค์กร MAGภายในพิพิธภัณฑ์ สะท้อนให้เห็นว่าสงครามและสิ่งที่ตกค้างจากสงครามอย่างระเบิดจำนวนหลายสิบล้านลูกสร้างผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในหลายด้าน ระเบิดที่ยังตกค้างมานานกว่า 50 ปีได้ทำลายทั้งโอกาสในการพัฒนาประโยชน์จากทรัพยากรแหล่งดิน สร้างความอันตรายต่อการสูญเสียอวัยวะและชีวิตอย่างต่อเนื่อง ผู้คนยังต้องเฝ้า “ລະວັງລະເບີດ” สำหรับผู้เขียนหลังชมนิทรรศการจบ แม้จะพยายามไม่รู้สึกหดหู่แต่ก็ต้องนั่งพักฟื้นปรับความรู้สึก ด้วยเรื่องราวที่จัดแสดงผลพวงจากสงครามนั้นกระทบต่อความรู้สึกของผู้ชมมากพอสมควร
ข้อมูลของพิพิธภัณฑ์
MAG UXO Museum
ตั้งอยู่ที่ Chao Anou Road, Chantabouly District. Vientiane. Laos PDR, Vientiane, Laos
เปิดบริการ วันอังคาร-วันเสาร์ เวลา 10.00 – 18.00 น.