Museum Core
จากความไร้ประสบการณ์สู่ความเข้าใจ: สงครามใน South Sudan ผ่านสายตาของผู้ปฏิบัติการสันติภาพ
Museum Core
25 ส.ค. 68 396

ผู้เขียน : พ.ต.ท.หญิง เพรียบพร้อม เมฆิยานนท์

*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น    

 

“Dulce bellum inexpertis” (War is sweet for those who haven't experienced)
วลีภาษาละตินนี้แปลว่า สงครามช่างหอมหวานสำหรับผู้ที่ไม่เคยสัมผัส

               ผู้เขียนเคยได้ยินคำนี้มาเนิ่นนานก่อนเดินทางไปเข้าร่วมปฏิบัติการที่ประเทศซูดานใต้ และนึกขำขันว่าคนไร้ประสบการณ์อย่างผู้เขียนก็ไม่คิดว่าสงครามเป็นสิ่งที่หอมหวาน ยิ่งในวันที่ผู้เขียนอยู่ในประเทศซูดานใต้ และต้องนอนราบบนพื้นห้องในแคมป์ของยูเอ็นเป็นเวลานานกว่าสี่วันเต็ม พร้อมกับฟังเสียงทั้งลูกระเบิด ปืนกล และปืนอาร์พีจีลอยข้ามไปมา พลางลุ้นว่าตนเองจะโดนลูกหลงจากอาวุธเหล่านี้หรือไม่

               ในแวดวงทหารและตำรวจ การเข้าร่วมปฏิบัติการเพื่อรักษาสันติภาพของสหประชาชาตินับเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ ซึ่งผองเพื่อนนอกวงการมักแปลกใจและถามแบบเดียวกันว่าผู้เขียนไปร่วมภารกิจนี้ได้อย่างไร แท้จริงแล้ว เรื่องราวไม่มีอะไรซับซ้อนเนื่องจากประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ การส่งบุคลากรตำรวจ หรือทหาร เข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (peacekeeping) นับเป็นหน้าที่หนึ่งของประเทศสมาชิก

               ภารกิจ หรือนิยมเรียกง่ายๆ ว่า มิชชั่น สำหรับประเทศซูดานใต้มีชื่อมิชชั่นว่า United Nations Mission in South Sudan (UNMISS) เป็นมิชชั่นที่สองสำหรับผู้เขียน มีความแตกต่างจากมิชชั่นแรก ณ ประเทศเฮติ ซึ่งภารกิจไม่สมบุกสมบันนัก เพียงตื่นนอนแต่เช้า อาบน้ำ ฉีดสเปรย์น้ำหอม แล้วเดินส่งเสียงบงชูร์ทักทายกันและไปนั่งทำงานในห้องแอร์  

               ทว่ามิชชั่นซูดานใต้เป็นภารกิจด้านสงครามที่มีหน้าที่หลักเป็นการคุ้มครองพลเรือนที่อพยพลี้ภัยจากการสู้รบกันระหว่างกลุ่มรัฐบาลและกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่ต้องกำจัดฝ่ายตรงข้ามแบบถอนรากถอนโคนเฉกเช่น
กฎหมายฮัมมูราบีที่ใช้หลักการ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

               แน่นอนว่า ท้ายที่สุดผู้นำฝ่ายไหนมีชัยชนะก็หมายถึงชนเผ่านั้นทั้งหมดมีชัยเช่นเดียวกัน ขณะที่ผู้แพ้ก็เป็นการพ่ายแพ้ทั้งชนเผ่าและจำเป็นต้องระเห็จระเหินออกจากถิ่นฐานตัวเองมาพึ่งพาค่ายผู้อพยพโดยยูเอ็น
มิฉะนั้นแล้วผู้หญิงและเด็กหญิงจะตกเป็นเหยื่อทารุณกรรมทางเพศ หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายจิตใต (weapon of war) เช่น ข่มขืนภริยาต่อหน้าสามี หรือลูกสาวต่อหน้าคนในครอบครัวเพื่อเป็นการเยาะเย้ย
ฝ่ายตรงข้าม

               ด้วยเหตุนี้จำนวนผู้ลี้ภัยภายในประเทศ (Internal Displaced Persons) ที่เข้ามาอาศัยหลบภัยในค่ายคุ้มครองพลเรือน (Protection of Civilian) โดยเฉพาะในเมืองจูบาที่เป็นเมืองหลวงมีจำนวนมากกว่า 80,000 คน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็ก ชายวัยหนุ่มฉกรรจ์ออกไปรบในสงครามและล้มหายตายไป

 

ภาพที่ 1 พื้นที่ของค่ายคุ้มครองพลเรือน

 

               ในสามเดือนแรก ผู้เขียนและตำรวจไทยทุกคนถูกบังคับให้เข้าไปทำงานเป็นสายตรวจในค่ายลี้ภัย โดยปฏิบัติหน้าที่ยืนประจำจุด คอยตรวจตราและรายงานสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างหนักสำหรับผู้เขียน ด้วยสภาพภายในค่ายลี้ภัยนั้นทั้งร้อน มีกลิ่นเหม็น สกปรก เต็มไปด้วยฝุ่นและวัณโรค ขณะที่ทำหน้าที่คอยตรวจประตูทางเข้าที่มีคนเดินเข้าออกนับร้อยนับพันคนต่อวัน ช่วงแรกผู้เขียนยังปรับตัวให้เข้ากับการทำงานในค่ายได้ไม่ดีนัก มีอาการหงุดหงิด แสดงอาการไม่พอใจและนึกตัดพ้อในใจว่า งานลักษณะนี้ไม่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของตนเองเอาเสียเลย ผู้เขียนน่าจะได้ทำงานในกลุ่มระดมสมอง เสนอความคิดกับโครงการเพื่อสันติภาพมากกว่านี้

               หลังผ่านไประยะหนึ่ง ผู้เขียนเริ่มปรับตัวและทัศนคติของตนเอง หันมาให้ความสนใจสังเกตชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัย ในทุกวันพวกผู้หญิงมีหน้าที่ที่ทำเป็นกิจวัตร คือ ออกไปจ่ายตลาด หาซื้อฟืนและข้าวของมาประกอบอาหาร ซึ่งผู้หญิงเหล่านี้มีความสามารถพิเศษในการทูนข้าวของไว้บนศีรษะแล้วเดินได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าการออกไปนอกค่ายก็มีความเสี่ยงที่อาจถูกฝ่ายตรงข้ามลักพาตัวไปข่มขืนในพงหญ้า ดังนั้นหลังจ่ายตลาดเสร็จแล้วทุกคนต้องรีบกลับเข้าค่ายก่อนเวลา 17.00 นาฬิกา

               ภาพที่ผู้เขียนเห็นจนชินตา ณ ประตูทางเข้าค่าย มีเด็กชายตัวเล็กหลายคน อายุเฉลี่ย 6 – 15 ปี เดินเท้าเปล่ากับรถเข็นคันเล็ก มายืนรอเรียกหาลูกค้าที่กลับจากไปจ่ายตลาด เพื่อรับจ้างเข็นขนข้าวของไปส่งยังที่พัก  ธุรกิจขนาดเล็กแบบง่าย ๆ นี้เรียกเป็นภาษาพื้นถิ่นว่า Boda-Boda ทั้งนี้ เด็ก ๆ ไม่มีโอกาสได้ออกไปเรียนหนังสือนอกค่ายจึงผันตัวเองมาทำงานรับจ้างเข็นรถส่งของแทน อย่างไรก็ตาม ค่ายแห่งนี้มีขนาดใหญ่ใช้พื้นที่นับพันไร่ มีเต็นท์นับหมื่นเรียงรายทอดตัวต่อกันเป็นทางยาว ระยะทางในการเดินจากประตูทางเข้าไปยังเต็นท์ค่อนข้างใช้เวลานานทีเดียว

               ผู้เขียนสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์เห็นว่าเด็ก ๆ เหล่านั้น บนเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผลตามแขนขา หรือศีรษะ บาดแผลบางแห่งอักเสบมากจนเป็นหนอง มีแมลงวันนับสิบตัวมาตอมและพยามยามวางไข่บนปากแผล ซึ่งเป็นภาพที่ชวนให้รู้สึกขนลุกอยู่ไม่น้อย บาดแผลเหล่านั้นอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ไม่สลักสำคัญเท่าใดนักเมื่อเทียบกับปากท้อง เด็กๆ จึงปล่อยปะละเลย หรืออาจไม่ทราบว่าพวกเขาสามารถเดินไปขอให้คลีนิคที่ตั้งอยู่ภายในค่ายช่วยจัดการทำแผลและรักษาให้ได้ ผู้เขียนสามารถช่วยเหลือได้เพียงช่วยปัดแมลงวันและให้คำแนะนำเรื่องการรักษาแผลเท่านั้น

               จนกระทั่งวันหนึ่งที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนมุมองของผู้เขียน เริ่มมองเห็นคุณค่าเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากการมาทำงานเป็นสายตรวจในค่ายลี้ภัย วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนจัดจนรู้สึกได้ถึงไอร้อนที่พื้นผิว มีฝุ่นละอองฟุ้งขึ้นตามกระแสลมที่พัดโชยมาเป็นระยะ ๆ ขณะที่ผู้เขียนยืนหลบแดดด้วยอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ใกล้กับกลุ่มเด็ก ๆ รับจ้างเข็นของ มีเด็กชายตัวน้อย เนื้อตัวมอมแมม ไม่สวมรองเท้า เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางที่อิดโรย และชี้มือส่งสัญญาณขอขวดน้ำในมือของผู้เขียน

               นาทีนั้นเป็นห้วงเวลาที่ผู้เขียนต้องชั่งใจตัวเองว่าควรทำอย่างไรดี เนื่องจากผู้เขียนมีน้ำดื่มเพียงขวดเดียว และมีอาการกระหายน้ำบ่อยจึงพยายามจิบน้ำอย่างประหยัด และยังต้องปฏิบัติหน้าที่อีกนานหลายชั่วโมง แม้ว่า
ผู้เขียนจะรู้สึกสงสารและเวทนาเด็กน้อยคนนั้นอยู่มาก แต่ก็อดคิดถึงตนเองไม่ได้หากต้องเสียสละยกขวดน้ำในมือให้ไป ความรู้สึกนี้โต้แย้งกันในจิตใจของผู้เขียนระยะหนึ่ง

               ท้ายที่สุดผู้เขียนตัดสินใจมอบขวดน้ำให้ เด็กน้อยแสดงความรู้สึกดีใจผ่านสีหน้าอย่างชัดเจน พร้อมยกขวดน้ำขึ้นดื่ม และแบ่งปันให้เด็กเล็กอีกสามถึงสี่คนที่อยู่บริเวณนั้นด้วย วินาทีนั้นผู้เขียนรู้สึกได้ถึงความปิติสุข พูดอะไรไม่ออกด้วยไม่เคยคิดมาก่อนว่า การแบ่งปัน หรือการเสียสละอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ จะมีคุณค่าและสร้างคุณประโยชน์ให้ผู้อื่นได้เช่นกัน โดยไม่จำเป็นต้องวางแผนทำโครงการขนาดใหญ่อลังการพลิกโลก

 

ภาพที่ 2 ผู้เขียนกับเด็กๆ ที่พักในอยู่ในค่ายลี้ภัย

 

               นับจากวันนั้น ผู้เขียนมายืนปฏิบัติหน้าที่บริเวณจุดตรวจทางเข้าออกของค่ายลี้ภัยเช่นเคย ทว่าการเฝ้ามองชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขานั้นต่างไปจากเดิม ในแต่ละวันผู้เขียนเจียดเงินรายได้ส่วนหนึ่งราว 10-15 ดอลลาร์เพื่อซื้อขนมใส่กระเป๋าไว้แจกให้เด็กๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนเป็นที่รู้จัก โดยเด็กๆ มักเรียกผู้เขียนด้วยภาษาท้องถิ่นว่า คาวาจา (แปลว่าคนต่างชาติ) และไทยแลนด์

                ในกลุ่มเด็กๆ ผู้เขียนรู้จักและคุ้นเคยกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุ 14 ปี เขามีความเฉลียวฉลาด ขยัน และสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว โดยเขาเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังด้วยว่า เขาและน้าสองคนลี้ภัยสงครามมาจากเมืองเบนติอู (Bentiu) โดยยังไม่รู้เกี่ยวกับชะตากรรมของพ่อและแม่เลย เมื่อย้อนคิดแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว เรื่องราวของเด็กชายผู้นี้ค่อนข้างสะเทือนใจและเจ็บปวดที่ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักโดยไม่ได้ข่าวคราวใดๆ  แน่นอนว่ายังมีเด็ก ๆ นับพันในค่ายลี้ภัยแห่งนี้ที่ต้องพลัดพรากจากครอบครัวอันเป็นที่รักของตน

                สิ่งที่ผู้เขียนกระทำได้ดีที่สุดเป็นการพูดกระตุ้นให้คิดอย่างมีความหวังและให้กำลังใจว่าโลกข้างนอกยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เขาต้องกลับไปเรียนหนังสือ

                ''เธอเป็นเด็กฉลาด เธอคือความหวังของประเทศนี้ เมื่อเธอเรียนจบ เธอจะต้องเป็นผู้นำและนำพาสันติสุขมาให้แก่ประเทศของเธอนะ และเมื่อถึงตอนนั้นเธอจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัวเธออีก''...

                 เขารับฟังคำสอนของผู้เขียนอย่างว่าง่าย และกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือตามที่ให้คำสัญญาไว้ โดยเขามาพบผู้เขียนเป็นครั้งคราวพร้อมหนังสือเรียนและเล่าให้ฟังว่าเขากลับไปเรียนต่อ (ในค่าย) แล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่
ผู้เขียนรู้สึกยินดีมาก และคาดหวังว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นความหวังของผู้คนในประเทศนี้ต่อไป

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ