ในเวลาหนึ่งร้อยกว่าปีนี้ ความฝันและจินตนาการของมนุษย์หลายอย่างถูกเนรมิตให้ปรากฏขึ้นจริงด้วยความรู้และเทคโนโลยี พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมมิตซูบิชิ (Mitsubishi Minatomirai Industrial Museum) ที่โยโกฮามะ ประเทศญี่ปุ่น เปรียบเสมือนโชว์รูมที่ละลานตาไปด้วยยานยนต์ที่ขับเคลื่อนอยู่ทั้งบนผืนดิน เหนือท้องฟ้า และในมหาสมุทร รออวดโฉมแก่ผู้ชมว่ามนุษย์ใช้ปัญญาก่อร่างภาพฝันในจินตนาการได้อย่างน่าอัศจรรย์เพียงใด
จากสถานีรถไฟฟ้ามินาโตะมิไร (Minatomirai) เดินมาไม่ไกลนักก็พบอาคารที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ และต้อนรับผู้มาเยือนด้วยโมเดลจรวด H-II A สูงใหญ่ที่ถูกส่งขึ้นไปสำรวจอวกาศ ซึ่งผลิตโดยบริษัท “มิตซูบิชิ” ที่
นายอิวะซะกิ ยะทะโระ (Iwasaki Yatarō) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1870 และมีจุดเริ่มต้นจากการทำธุรกิจขนส่งทางทะเล ต่อมาได้ทำธุรกิจอีกหลายสาขาทั้งในญี่ปุ่นและทั่วโลก ส่วนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ บริษัทอุตสาหกรรมมิตซูบิชิสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1994 โดยคาดหวังให้เป็นพื้นที่สำหรับเยาวชนได้เข้าถึงและสัมผัสกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต

ภาพที่ 1 โมเดลจรวด H-II A
ห้องสีขาวโพลนทางซ้ายมือเป็นห้องแล็บทางประวัติศาสตร์ที่พาผู้ชมไปทำความรู้จักกับมิตซูบิชิและเทคโนโลยีของบริษัทผ่านวิดีโอการ์ตูน แต่พิพิธภัณฑ์ไม่ได้คาดหวังให้ผู้ชมเป็นเพียงนักสังเกตการณ์อย่างเดียว มีภารกิจให้ผู้ชมร่วมกิจกรรมหยิบเสื้อกาวน์ที่แขวนไว้มาสวม และสมมติบทบาทเป็นนักวิจัยในห้องทดลองด้วยการใช้โทรศัพท์สมาร์ตโฟนถ่ายภาพ ซึ่งมีลูกเล่นสำคัญเมื่อเปิดแฟลชแล้วตัวละครลับจึงจะปรากฏขึ้นในจอภาพ สร้างความตื่นตัวให้ผู้ชมก่อนเข้าไปตื่นตากับนวัตกรรมยานยนต์ด้านใน
พื้นที่ขนาดสามในสี่ส่วนของห้องโถงจัดเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้เทคโนโลยีเกี่ยวกับท้องฟ้า อวกาศ ทะเล และเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยตกแต่งด้วยโทนสีดำจำลองบรรยากาศเสมือนอยู่ในห้วงอวกาศอันลึกลับ แน่นอนว่ามีหุ่นมนุษย์อวกาศสีขาวขนาดใหญ่เทอะทะให้เข้าไปชมได้ในระยะใกล้ ซึ่งชุดมนุษย์อวกาศนี้เปรียบเหมือนยานอวกาศขนาดย่อม ทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์จากพลังงานความร้อนและฝุ่นอวกาศ รักษาระดับอุณหภูมิและความชื้น ให้ออกซิเจน กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจ และยังใช้สื่อสารกับมนุษย์อวกาศคนอื่นและภาคพื้นดิน

ภาพที่ 2 หุ่นมนุษย์อวกาศ
จากความฝันแรกเริ่มที่มนุษย์พาตัวเองขึ้นไปโบยบินในท้องฟ้า สู่วันที่เครื่องบินทำการบินอยู่เหนือระดับพื้นดิน 10 กิโลเมตร ปัจจุบันมนุษย์ได้สร้างสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) ซึ่งโคจรอยู่สูงกว่าเครื่องบินถึง 40 เท่า หรือโคจรที่ระดับความสูง 400 กิโลเมตรจากพื้นดิน เพื่อเป็นห้องทดลองขนาดใหญ่ที่โคจรรอบโลก มีภารกิจทำการทดลองและวิจัยเพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรม ปัจจุบันมี 15 ประเทศที่ทำโครงการทดลองอยู่บนสถานีอวกาศ และพิพิธภัณฑ์ได้จำลองพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็น “โมดูลคิโบ” (Module Kibo) ซึ่งเป็นห้องทดลองของญี่ปุ่นที่อยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติมาจัดแสดงไว้ มีตู้ปลอดเชื้อทำหน้าที่กำจัดสิ่งสกปรกและแบคทีเรียที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งผู้ทดลองสามารถมองวัตถุตัวอย่างผ่านกล้องจุลทรรศน์ได้โดยไม่ต้องนำวัตถุนั้นออกมาจากภาชนะ

ภาพที่ 3 โมดูลคิโบจำลองในสถานีอวกาศนานาชาติ
ใครที่ชื่นชอบเรื่องอวกาศน่าจะใช้เวลาที่นี่อย่างเพลิดเพลินแน่นอน ห้องที่อยู่ติดกันกับโมดูลคิโบเป็นห้องฉายภาพยนตร์ (Frontier Theater) ภายในห้องมีภาพฉายทั้งบนจอและบนพื้นทำให้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในภาพนั้นที่กำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับยานอวกาศ แล้วค่อย ๆ ออกห่างจากโลกไปทีละน้อย อีกโซนหนึ่งที่เด็กสนใจพากันมุงดูเป็นการทดสอบความพร้อมของนักบินอวกาศ ซึ่งผู้เล่นต้องทำตามโจทย์ให้ถูกต้องภายในเวลาจำกัด มีทั้งการทดสอบเรื่องการคะเนรูปร่าง การรับรู้เกี่ยวกับขนาดและความสามารถในการสื่อสาร การวาดภาพ การตกแต่งในพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีเกี่ยวกับอวกาศมีทั้งโมเดลจำลองและภาพวาด โมเดลอีกชิ้นหนึ่งเป็นยานอวกาศขนถ่ายสัมภาระไร้คนขับ (Kounotori HTV Space Station) ซึ่งยานขนาดจริงสามารถบรรทุกสิ่งของได้ถึง 6 ตัน ทั้งอาหาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์เกี่ยวกับการทดลอง จากนั้นเมื่อเดินต่อไปเรื่อย ๆ มีภาพวาดขนาดใหญ่บนผนังที่มีลายเส้นและสีสันที่งดงามเล่าเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเกี่ยวกับท้องฟ้าและอวกาศของมนุษย์ให้ดูง่ายอีกด้วย

ภาพที่ 4 ห้องฉายภาพยนตร์ที่พาไปตะลุยอวกาศ

ภาพที่ 5 โจทย์ทดสอบมนุษย์อวกาศ
ถัดมามีวัตถุขนาดใหญ่ 2 ชิ้น ตั้งอยู่กลางห้องเป็นเครื่องยนต์ LE-7 ความยาวกว่า 3 เมตร ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้ในการทดสอบระบบการเผาไหม้ 2 ขั้นตอน (2 stage combustion cycle method) เพื่อให้เกิดแรงขับดันมหาศาลโดยไม่สูญเสียพลังงาน และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ประเภทนี้ที่ดีที่สุดในโลก

ภาพที่ 6 เครื่องยนต์ LE-7
จุดเด่นที่น่าสนใจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือ การใช้ภาพวาดและแผนผังช่วยเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี อาทิ ภาพแสดงแผนผังอธิบายกลไกของเครื่องบินอย่างชัดเจนว่าเครื่องบินมีชิ้นส่วนประกอบมากถึง 1-3 ล้านชิ้น และให้ความรู้ความเข้าใจว่าหางเครื่องบินมีไว้เพื่อรักษาสมดุลไม่ให้แกว่ง เครื่องยนต์ตรงปีกมีพัดลมติดอยู่ที่ส่วนปลายซึ่งหมุนด้วยความเร็วสูง ปีกเครื่องบินมีถังเชื้อเพลิงและมีหน้าที่พยุงให้เครื่องบินลอยขึ้น การบินต่อครั้งใช้น้ำมันมากกว่า 1 แสนลิตร รวมถึงมีแผนผังแสดงให้เห็นว่าบริษัทมิตซูบิชิได้ผลิตส่วนประกอบใดให้แก่สายการบินใดบ้าง

ภาพที่ 7 เรือดำน้ำ SHINKAI 6500
ถัดจากเรื่องท้องฟ้าและอวกาศเป็นการลงไปสำรวจความลับภาคพื้นสมุทร บริเวณทางเข้าพื้นที่ส่วนนี้มีจัดแสดงโมเดลเรือดำน้ำหลายลำพร้อมป้ายตัวเลขระบุระดับความลึกสูงสุดที่เรือสามารถดำลงไปได้ ตัวอย่างเช่น Kuroshio No.II สร้างในปี ค.ศ. 1960 ดำน้ำลึก 200 เมตร จนถึงรุ่นทันสมัยล่าสุดอย่าง SHINKAI 6500 ซึ่งเป็นโมเดลขนาดเท่าของจริง เมื่อปีค.ศ. 2012 เรือลำนี้เป็นหนึ่งในพาหนะสำรวจวิจัยทางทะเลลึกที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก สามารถดำน้ำได้ลึกถึง 6,500 เมตร เริ่มปฏิบัติภารกิจประจำวันตั้งแต่ 7 นาฬิกา ใช้เวลา 2 ชั่วโมงครึ่งในการเดินทางถึงก้นทะเล ทำการสำรวจพื้นผิว และขึ้นจากน้ำเวลา 17 นาฬิกา ภายในเรือมีผู้ควบคุม 2 คน และนักวิจัยอีก 1 คน
ในห้องนี้มีโมเดลเรือขุดเจาะใต้ทะเลลึก (CHIKYU Deep Sea Drilling Vessel) ซึ่งเป็นบริเวณน้ำที่ลึกกว่า 200 เมตร และแสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง ภารกิจของเรือดำน้ำเป็นการวิจัยการขุดเจาะน้ำมันในทะเล และสำรวจเกี่ยวกับแผ่นเปลือกโลกและแผ่นดินไหว รวมถึงสำรวจวิจัยสัตว์น้ำในทะเลลึกด้วย ผู้เขียนสังเกตเห็นเด็ก ๆ ไปยืนเพ่งมองขวดที่บรรจุตัวอย่างสัตว์น้ำใต้ท้องทะเลลึกรูปร่างแปลกตากันอย่างสนอกสนใจ และมีเกมเกี่ยวกับเรือดำน้ำให้เล่นอยู่ใกล้กัน
นอกเหนือจากโซนยานยนต์ในท้องทะเล พิพิธภัณฑ์ยังมีพื้นที่จัดแสดงโมเดลเรือและรถไฟหลากหลายรุ่น และโมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต พื้นที่อีกส่วนหนึ่งที่ชั้น 2 นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ใช้บนโลก (Land) เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังงานความร้อนจากน้ำมัน ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติที่มีการใช้ปริมาณมากกว่าครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในโลกเพราะเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ง่าย ขณะที่พลังงานไฟฟ้าก็มีแนวโน้มความต้องการเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน

ภาพที่ 8 โมเดลเครื่องบิน และยานพาหนะอีกหลายชนิด
จุดสิ้นสุดเส้นทางการชมพิพิธภัณฑ์เป็นขบวนยานยนต์นานาชนิดที่เข้าแถวรอส่งผู้มาเยือน ซึ่งผู้เขียนก็อดไม่ได้ที่ต้องหยุดดูเครื่องบิน เรือ รวมทั้งรถไฟขนาดจิ๋วหลายแบบหลายรุ่น และถ่ายรูปกับป้ายมาสคอตประจำพิพิธภัณฑ์ที่ชื่อ “เทคโนคุง” (Techno kun) เป็นที่ระลึกส่งท้าย แน่นอนว่านอกจากผู้เขียนรู้สึกสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังได้แง่คิดเป็นแรงบันดาลใจจากเทคโนโลยีเหล่านี้ว่า “อะไรที่เคยทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่มีความเชื่อมั่นและความพยายาม ต้องมีวันที่ฝันเป็นจริง”