*ภาพปกถูกสร้างขึ้นด้วย AI เพื่อประกอบบทความเท่านั้น
แม้อินโดนีเซียไม่ได้เป็นรัฐอิสลาม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอิทธิพลของศาสนาอิสลามและแนวคิดแบบเอกเทวนิยมมีผลอย่างมากต่อการกำหนดรูปแบบศาสนาที่รัฐให้การรับรอง ซึ่งอชิน ชินรักขิตะ (Ashin Jinarakkhita) นับเป็นพระภิกษุที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยตีความและทำให้ศาสนาพุทธคงอยู่ได้ในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การเปิดกว้างรับความหลากหลายของชินรักขิตะได้กลายเป็นจุดอ่อนให้ถูกโจมตีว่าเป็นพุทธนอกรีต บทความนี้
ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลสำรวจกระเเสฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ภายใต้อิทธิพลของการเมืองและศาสนาในช่วงปี ค.ศ. 1950-1990 ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการช่วงหลังประกาศเอกราช

ภาพที่ 1: อชิน ชินรักขิตะ ภาพที่มักประดับตามวัดพุทธยานทั่วอินโดนีเซีย (ถ่ายเมื่อกรกฎาคม ค.ศ.2024)
ชินรักขิตะ: พระรูปแรกของอินโดนีเซียกับประสบการณ์ทางศาสนาที่หลากหลาย
อชิน ชินรักขิตะ (ค.ศ.1923-2002) เดิมชื่อ ที โบอัน-อัน (Tee Boan-an) เกิดที่เมืองบอกอร์ (Bogor City) เกาะชวาตะวันตก (West Java) เขามีความคุ้นเคยกับศาลเจ้า “ตรีธรรมะ” (Tridharma) ซึ่งผสานรวมระหว่างความเชื่อจีนแบบลัทธิเต๋า ขงจื้อ และพุทธมหายานเข้ากับความเชื่อท้องถิ่น อีกทั้งยังสนใจการฝึกฝนด้านจิตวิญญาณอย่างการทำสมาธิแบบชวา รวมถึงเรียนรู้ศาสนาหลักในแบบวิชาการจากสมาคมเทวปรัชญา (Theosophical Society)
ในปีค.ศ. 1946 เขามีโอกาสได้ไปศึกษาต่อวิชาเคมีที่ประเทศเนเธอร์เเลนด์ ซึ่งการเดินทางสู่โลกตะวันตกครั้งนี้ นอกจากทำให้เขาได้เรียนรู้วิชาการทางโลกแล้วยังใช้เวลาว่างในการศึกษาศาสนาต่างๆ จากนักวิชาการคนสำคัญ อาทิ การเรียนภาษาบาลีและสันสกฤตกับเจอร์ราร์ด แวน เดอร์ ลิว (Gerard Van Der Leeuw)
นักประวัติศาสตร์และนักเทววิทยาชาวดัชต์ และการเข้าฟังบรรยายของชิททู กฤษณมูรติ (Jiddu Krishnamurti)
นักปรัชญาชาวอินเดียที่ฝรั่งเศส เป็นต้น ทั้งนี้ ในปีค.ศ. 1951 เขาเดินทางกลับสู่อินโดนีเซีย ทำหน้าที่เป็นครูในโรงเรียนมัธยม และดำรงสถานะเป็น "อนาคาริก" (Anagarika) ผู้ไม่เป็นทั้งพระและฆราวาส แต่ใส่ชุดขาวและมีข้อปฏิบัติบางอย่าง โดยมีข้อสันนิษฐานว่าชินรักขิตะอาจได้รับอิทธิพลจาก "อนาคาริกะ ธรรมปาละ" (Anagarika Dhammapala) ชาวพุทธที่มีชื่อของศรีลังกา และการเลือกที่จะไม่เป็นพระอาจตีความได้ว่า ชินรักขิตอาจไม่พึงพอใจกับพระมหายานในอินโดนีเซียที่มักพิธีกรรมเพื่อบริการคนจีน ไม่ค่อยสอนหลักธรรม
ชินรักขิตะมีทัศนคติที่ดีต่อศาสนาอื่นๆ โดยเชื่อว่า "อรหันต์ (orang suci) มีอยู่ในทุกศาสนา แต่ละศาสนาก็มีคำสอนและหลักปฏิบัติที่มีลักษณะเฉพาะ บางศาสนาก็เหมาะกับคนบางคน" ทั้งนี้ เขาเคยบอกลูกศิษย์ว่า เหตุผลที่เขาตัดสินใจเป็นพระเพราะในอินโดนีเซียมีอิหม่ามและบาทหลวงจำนวนมาก แม้ว่าเขาจะชื่นชอบศาสนาคริสต์ และมีรูปพระเยซูวางอยู่ในห้องตลอด ซึ่งปัจจุบันลูกศิษย์ยังคงรักษารูปนั้นไว้
หลังจากได้สนทนาธรรมกับอาจารย์เพน ชิง (Pen Ching) พระชาวจีนที่เดินทางมาเผยเเพร่ศาสนาในอินโดนีเซีย ในปีค.ศ. 1953 เขาก็บวชเป็นเณรพุทธมหายานนิกายเซ็น (Chan) แต่ยังมีความสนใจพุทธศาสนาเถรวาท โดยในปีค.ศ.1954 เขาตั้งใจไปบวชพระที่ศรีลังกาแต่มีปัญหาเรื่องวีซ่า จนสุดท้ายก็ไปพม่าแทนเพราะชื่อเสียงของมหาสีสยาดอ (Mahasi Sayadaw) เขาได้บวชและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอยู่นานหนึ่งปี และทำให้ได้รู้จักกับพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) พระไทยจากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีมากจนชินรักขิตะสร้างวัดขึ้นที่เมืองบันดุงในปีค.ศ. 1958 และตั้งชื่อวัดตามชื่อของกัลยาณมิตรว่า วัดวิมละธรรมะ (Vimala Dharma) เมืองบันดุงเพื่อเป็นเกียรติแก่พระพิมลธรรม
การบวชเพียง 2 ปี ทำให้ชินรักขิตะมีโอกาสฝึกปฏิบัติภาวนาทั้งแบบเซ็น (มหายาน) และวิปัสสนาแบบเถรวาท เเม้จะบวชแบบเณรเถรวาทในพม่า เเต่ก็ไม่เคยตัดขาดความสัมพันธ์กับอาจารย์และมหายาน เขายังไม่กินเนื้อสัตว์และสวดมนต์บางบทของมหายาน ขณะที่ห่มจีวรและสอนหลักธรรมของเถรวาท ด้วยมีความเห็นว่าการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซีย ซึ่งมีชาวพุทธเป็นคนส่วนน้อย ไม่ควรแบ่งแยกนิกาย แต่ละคนมีอิสระในการเลือกวิธีปฏิบัติไม่ว่าแบบใดก็อยู่ร่วมกันได้ จึงกลายเป็นที่มาของการเกิดพุทธศาสนาแบบอินโดนีเซีย (Indonesian Buddhism) หรือที่เรียกว่า พุทธยาน (Buddhayana) ซึ่งพระทั้งเถรวาท มหายานและวัชรยานอยู่ในวัดเดียวกันได้ โดยอินโดนีเซียเป็นแห่งเเรกที่ทำเช่นนี้ได้สำเร็จตั้งเเต่ปีค.ศ. 1960
พระเจ้าในศาสนาพุทธและการลดอัตลักษณ์ความเป็นจีน
หลักการหนึ่งในปัญจสีละ (Pancasila) ของอินโดนีเซีย คือ การเชื่อถือพระเจ้าสูงสุด (Ketuhanan yang Maha Esa) เป็นการวางหลักเกณฑ์แบบศาสนาเอกเทวนิยม ชินรักขิตะเป็นหนึ่งในผู้ที่ช่วยตีความ "อาทิพุทธะ” (Sang Hyang Adibuddha) ให้เป็นพระเจ้าสูงสุด ซึ่งมีในคำสอนของมหายาน และเสนอให้พระพุทธเจ้าศักยมุนีเป็นศาสดา มีไตรปิฎกและคัมภีร์ซังฮยังอาดีบุดดา (Sang Hyang Kamahayanikan) ซึ่งเป็นพุทธแบบชวา/ตันตระ เป็นคัมภีร์ทางศาสนาของพุทธ อย่างไรก็ดี การตีความให้ศาสนาพุทธเชื่อพระเจ้าได้รับการโต้เเย้งจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะพระนารทะ (Narada Maha Thera) ชาวศรีลังกา ทั้งนี้ ชินรักขิตะอธิบายว่าเป็นการต้องปรับตัวเพื่อให้ศาสนาพุทธดำรงอยู่ได้
การเมืองภายใต้รัฐบาลซูฮาร์โต (Suharto) กว่า 30 ปีส่งผลกระทบต่อพุทธศาสนาอย่างมาก ความเป็นจีนถูกมองว่าเชื่อมโยงกับคอมมิวนิสต์ ในปีค.ศ. 1966 คนจีนได้ถูกจำกัดสิทธิ โรงเรียนสอนภาษาจีนถูกปิด คนจีนต้องเปลี่ยนชื่อให้เป็นภาษาอินโดนีเซีย วัดและสถาปัตยกรรมไม่ควรมีสัญลักษณ์ความเป็นจีน ดังนั้นวัดที่สร้างในยุคนั้นจึงมีรูปแบบศิลปะชวา อาทิ วิหาร ธัมมะจักกะชยา (Vihara Dhammacakka Jaya) เมืองจาการ์ต้า ชื่อศาลเจ้าถูกแทนที่ด้วยภาษาบาลีสันสกฤตเป็นวิหารพุทฺธ ปฺรภา (Vihara Buddha Prabha) เมืองยอกยาการ์ต้า ซึ่งแต่เดิมรู้จักกันในชื่อฟุกหลิงเมี่ยว (Fuk Ling Miao) พุทธยานก็ต้องปรับตัวอย่างมากเช่นเดียวกัน มีการพิมพ์นิตยสารเผยแพร่ในชื่อ ธรรมะ ปฺรภา (Dharma Prabha, 1987-2007) เนื้อหาจำนวนมากเป็นหลักคำสอนของเถรวาทที่เขียนโดยหลวงพ่อวิริยานาทิ (Viriyanadi)
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวพุทธจีนต้องสวดมนต์ภาษาบาลีแบบเถรวาทแทนภาษาจีน ซึ่งหนังสือสวดมนต์พระปริตร (Paritta Suci) ได้ถูกจัดพิมพ์อย่างมากจนกลายเป็นกระเเสหลัก แต่พิธีกรรมในวัดหรือบ้านในพื้นที่ปิดก็ยังคงทำแบบเดิมได้ การจัดวางตำแหน่งรูปเคารพต่างๆ ในวัด (ศาลเจ้าเดิม) ก็ใช้วิธีการจัดวางแบบเหลื่อมระนาบกัน เพื่อตอบสนองตามกฎเกณฑ์ของรัฐเรื่อง "เอกเทวนิยม" โดยให้ความสำคัญกับรูปเคารพแบบจีนมหายานอย่างพระโพธิสัตว์กวนอิม และอื่นๆ ที่ตั้งเด่นชัดอยู่ตรงกลางแถวหน้า ขณะที่แถวหลังตรงกลางตั้งรูปเคารพของพุทธเจ้าศักยมุนี และเจดีย์ที่ทำจากโลหะสีกลมกลืนกันอยู่ในตำแหน่งประธานและตำแหน่งอยู่สูงสุด

ภาพที่ 2 : โต๊ะวางรูปปั้นในวัดพุทฺธ ปฺรภา (ถ่ายเมื่อกรกฎาคม ค.ศ.2024)
กระเเสพุทธเเท้หลังกึ่งพุทธกาล
ในปีค.ศ. 1966 มีการนิมนต์พระไทยไปช่วยสอนศาสนา ทำให้คนอินโดนีเซียบวชเป็นพระเถรวาทได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้การยึดโยงกับวัดบวรนิเวศวิหาร (นิกายธรรมยุต) อาจช่วยสร้างความรู้สึกถึง "พุทธศาสนาที่แท้จริง หรือบริสุทธิ์" ให้เพิ่มมากขึ้น ต่อมาในปีค.ศ. 1976 มีการเเยกตัวออกจากพุทธยานไปตั้งองค์กรใหม่ชื่อ "คณะสงฆ์เถรวาทอินโดนีเซีย (STI)” โดยมีเหตุผลหลักเรื่องไม่สามารถยอมรับการต้องอยู่ร่วมกับพระนิกายอื่นๆ ที่มีวัตรปฏิบัติที่แตกต่างกันและมองว่าเป็นไม่ใช่พุทธแท้ที่บริสุทธิ์
ทั้งนี้ กระเเสพุทธเเท้ที่บริสุทธิ์ไม่ข้ามสายปฏิบัติเป็นกระเเสโลกที่อาจเริ่มมาตั้งเเต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยชาวพุทธเชื่อว่าศาสนาพุทธจะอยู่ได้ 5,000 ปี เมื่อผ่านพุทธกาลมากึ่งหนึ่งจึงมีการจัดงานยิ่งใหญ่ขึ้นในปีค.ศ.1956 (ในไทยจัดปี พ.ศ. 2500) และมีความตั้งใจเผยเเพร่เพื่อสืบศาสนาให้อยู่ได้นานขึ้น จึงมีการใช้เหตุผลมาอธิบายคำสอนพุทธและโจมตีความเชื่อท้องถิ่น พร้อมกับมองว่าพระที่ไม่เคร่งครัดในพระวินัยแบบเดิม หรือปฏิบัติแบบข้ามสายไม่ใช่พุทธแท้
ถัดมาในปีค.ศ. 1978 มีพระมหายานจำนวนหนึ่งได้แยกตัวออกไปตั้งองค์กร "คณะสงฆ์มหายานอินโดนีเซีย (SMI)” และพยายามเป็นมหายานที่บริสุทธิ์ (ไม่ทำพิธีกรรมของเถรวาทและวัชรยาน) จนกระทั่งในปีค.ศ. 1995 พุทธยานได้ถูกขับออกจากสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งอินโดนีเซีย (Walubi) ด้วยเหตุว่าเป็นพุทธแบบนอกรีต เเละยึดคำสอนของศาสนาอื่น เช่น ไส บาบา ฯลฯ
ชินรักขิตะเป็นเถรวาทหรือมหายาน?
แจ็ค เม็ง ทัต เชีย (Jack Meng-Tat Chia) นักวิชาการชาวสิงคโปร์เสนอว่า ชินรักขิตะไม่ได้เป็นพระแบบเถรวาทหรือมหายาน เพราะไม่ยึดติดในนิกายใด และนิยามตนเอง "เป็นเพียงผู้รับใช้ของพระพุทธเจ้า" ตามที่ได้กล่าวตอบคำถามของดาไลลามะเมื่อครั้งที่มาเยือนอินโดนีเซียในปีค.ศ. 1976 ในขณะที่
หลวงพ่อธรรมวิมละ ลูกศิษย์ของชินรักขิตะ กล่าวยืนยันว่า "ชินรักขิตะเป็นเถรวาท" พยายามห่มจีวรแบบเถรวาทจนมรณภาพ ไม่ปรับเปลี่ยนเครื่องแบบให้เข้ากับสังคม อย่างตอนไปการร่วมงานบวชแบบมหายานของธรรมาสาคโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ฮ่องกงในปีค.ศ. 1972
อันที่จริง ชินรักขิตะมีความชอบสวดมนต์หรือแต่งกายแบบมหายานด้วย เพราะเคยบวชเป็นเณรมหายานอีกทั้งยังเคยได้รับศีลโพธิสัตว์ที่ไต้หวันเมื่อปีค.ศ. 1976 ทว่าการรับศีลนี้เป็นความตั้งใจจะไม่กินเนื้อสัตว์และฝึกฝนตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่การแปลงเป็นมหายาน ซึ่งการห่มจีวรมหายานของชินรักขิตะก็เพียงเพื่อให้ลูกศิษย์ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้น แต่ในชีวิตประจำวันก็นุ่งห่มแบบเถรวาท การไว้หนวดเครายาวก็เป็นอัตลักษณ์อย่างจีนที่ทำตามครูอาจารย์ แม้ว่าพระมหายานจำนวนมากโกนหนวดเครา

ภาพที่ 3 : งานบวชแบบมหายานของธรรมาสาคโรที่วัดโพลิน ฮ่องกง ปี ค.ศ. 1972
(ถ่ายจากพิพิธภัณฑ์ปรศัทธา ชินรักขิตะ (Prasadha Jinarakkhita) เมืองจาร์กาตา มิถุนายน ค.ศ.2023)

ภาพที่ 4 : ชินรักขิตะในชุดมหายาน พบเห็นได้ตามวัดพุทธยานทั่วไป
ถ่ายที่วัดศาสนาสันติ (Sasana Santi) เมืองเซมารัง (Semarang) เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2024
นอกจากนี้ พระสายมหายานในองค์กรพุทธยานของอินโดนีเซียเมื่อจำพรรษาครบ 20 ปีแล้ว นิยมใช้คำว่า "มหาสถวีระ (Mahasthavira)” ขณะที่พระฝ่ายเถรวาทจะใช้คำว่า "มหาเถระ (Mahathera)” ทว่า ชินรักขิตะเลือกใช้คำว่า มหาสถวีระ ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่มีใช้บ้างในพุทธเถรวาทบางประเทศ เช่น ในศรีลังกา พระเสวียนจ้าง (Xuanzang) ใช้คำว่า “มหายาน สถวีระนิกาย” (Mahayanasthavira-nikaya) เพื่อหมายถึงพระเถรวาทฝ่ายอภัยคีรีของศรีลังกา หรือกลุ่มเถรวาทที่ชื่นชอบวิถีโพธิสัตว์ (แบบมหายาน) ในขณะที่พระฝ่ายมหาวิหารจะปฏิเสธแนวทางโพธิสัตว์และพยายามเป็นพุทธเถรวาทที่บริสุทธิ์กว่า
จากมูลเหตุที่อธิบายไว้ข้างต้นจะเห็นได้ว่า การฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินโดนีเซียภายใต้การประกาศเป็นรัฐเอกเทวนิยม ทำให้ชาวพุทธต้องตีความพุทธศาสนาใหม่ให้มีพระเจ้าเพื่อให้สามารถดำรงคงอยู่ได้ อีกทั้งผสานรวมกับพุทธเเบบเถรวาทเพื่อช่วยหลอมให้เข้ากับอัตลักษณ์ของคนจีน ขณะที่การปรับตัวด้วยการปฏิบัติแบบข้ามนิกายทั้งพุทธเถรวาทและแบบมหายานตามแนวทางที่พระชินรักขิตะและพระธรรมวิมละถือปฏิบัติถูกตัดสินด้วยสายตาของชาวพุทธสมัยใหม่ที่มองว่าเป็นพุทธนอกรีต ความเป็นพุทธที่แท้และบริสุทธิ์ต้องมีอัตลักษณ์เดียวเท่านั้น
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Chia, J. M. T. (2018). Neither Mahayana nor Theravada: Ashin Jinarakkhita and the Indonesian Buddhayana movement. History of Religions, 58(1), 24-63.
Deeg, M. (2012). Sthavira, Thera and ‘Sthaviravada’ in Chinese Buddhist Sources. In Skilling, P. et al. (Eds). How Theravada is Theravada? : Exploring Buddhist Identities. Chaing Mai: Silkworm Books.
Dharma Prabha. (1987). Buletin dharma prabha. Cetya Buddha Prabha.
Humphreys, C. (2005). A Popular Dictionary of Buddhism. London: Routledge.
Juangari, E. (2016). Menabur benih Dharma di Nusantara: Riwayat singkat Y.A.MNS Ashin Jinarakkhita [Sow the seed of Dharma in Nusantara: A short biography of Ven. Ashin Jinarakkhita]. Jakarta: Karaniya.
Kimura, B. (2003). Present Situation of Indonesian Buddhism: In Memory of Bhikkhu Ashin Jinarakkhita Mahasthavira. Sambhasa: Nagoya Studies in Indian Culture and Buddhism, 23(1), 53-72.
Suryadinata, L. (2014). State and ‘Chinese religions’ in Indonesia: Confucianism, Tridharma and Buddhism during the Suharto rule and after. In Tan, C. B. (Ed.), After migration and religious affiliation: Religions, Chinese identities and transnational networks. World Scientific.