
ภาพที่ 1 “Hope” โครงกระดูกวาฬสีน้ำเงินใน Hintze Hall โถงทางเข้าของพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งกรุงลอนดอน (Natural History Museum London) เป็นสถานที่พิเศษในใจผู้เขียนมาตลอด โดยครั้งล่าสุดที่ผู้เขียนไปเยี่ยมชมก็ไม่พลาดซื้อตั๋วเพื่อร่วมกิจกรรมทัวร์ชมเบื้องหลัง (Behind-the-Scenes Tour: Spirit Collection) ของพิพิธภัณฑ์พร้อมคอลเล็กชันตัวอย่างดองที่ได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นคอลเล็กชันที่ทำได้ยอดเยี่ยมมาก มีตัวอย่างรวบรวมไว้มากมายและหลากหลายที่สุดแห่งหนึ่ง
การเก็บตัวอย่างดองเป็นขั้นตอนสำคัญของการอ้างอิงต่องานวิจัยตามหลักอนุกรมวิธาน ซึ่งคุณภาพของตัวอย่างและความถูกต้องของข้อมูลเกี่ยวข้องกับการระบุแหล่งที่มา รวมถึงการจัดลำดับหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิตเพื่อจำแนกชนิด ทำเป็นฐานข้อมูลจำเป็นต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นระบบและถูกต้องในระดับมาตรฐานนานาชาติจึงจะได้รับการยอมรับ แน่นอนว่า ตัวอย่างดองทั้งหลายเหล่านี้เก็บรวบรวมมาจากทั่วโลก รวมทั้งดินแดนที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษด้วย
พิพิธภัณฑ์มีตัวอย่างชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ และอื่นๆ เท่าที่สามารถจินตนาการได้ จำนวนรวมกันมากกว่า 80 ล้านชิ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าตัวอย่างเหล่านี้ไม่สามารถนำมาจัดแสดงให้ชมแบบสาธารณะได้ทั้งหมด อีกทั้งยังมีเรื่องของความปลอดภัยด้วยเพราะตัวอย่างดองบรรจุอยู่ในของเหลว คือ เอทานอลชนิดพิเศษ (ดื่มไม่ได้) ที่อาจระเหยติดไฟได้จำเป็นต้องถูกเก็บรักษาอยู่ในห้องที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ

ภาพที่ 2 ห้องเก็บตัวอย่างดองที่รักษาอุณหภูมิ แบ่งตัวอย่างเก็บในตู้อย่างมีระเบียบ
นอกจากนี้ตัวอย่างดองบางชิ้นมีขนาดใหญ่พิเศษ ไม่สามารถจัดเก็บลงในขวดได้มักถูกนำไปรวมไว้ในแทงค์กระจกขนาดใหญ่ดังที่ตั้งอยู่เรียงรายในภาพ อาทิ หมึกยักษ์ (Architeuthis) ที่มีชื่อเรียกลำลองว่า “อาร์ชี” (Archie) ซึ่งตั้งอยู่กลางห้องก็มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะขนย้ายได้สะดวก รวมถึงบางตัวอย่างมีนักวิจัยมาขออนุญาตเก็บข้อมูลเพื่อศึกษาอยู่เนืองๆ จึงไม่อาจนำไปจัดแสดงให้ชมได้ทั้งหมด

ภาพที่ 3 ห้องสำหรับเก็บตัวอย่างดองที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

ภาพที่ 4 “อาร์ชี” หมึกยักษ์ขนาด 8.62 เมตร ที่เป็นตัวอย่างชิ้นเด่นของพิพิธภัณฑ์
แล้วนักวิจัยมาศึกษาอะไร? บางคนก็มาเพื่อศึกษาผิวหนังของฉลามและนำไปพัฒนาชุดว่ายน้ำให้นักกีฬา บางหน่วยงานอย่างหน่วยนิติเวชก็มาสืบหาเบาะแสชนิดสัตว์ที่มากัดกินศพในคดีต่างๆ ซึ่งตัวอย่างดองบางชิ้นก็มีอายุเก่าแก่นับหลายร้อยปี หรือบางชิ้นเพิ่งดองได้ไม่นาน แต่ตู้ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าน่าสนใจที่สุดเป็นตู้ที่ผู้เก็บตัวอย่าง คือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาคนสำคัญและนักชีววิทยาชาวอังกฤษ ผู้โด่งดังจากทฤษฎีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ซึ่งเป็นตัวอย่างที่เก็บมาระหว่างการเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิลเพื่อสำรวจอเมริกาใต้และมหาสมุทรแปซิฟิก (The Voyage of the Beagle) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19
คอลเล็กชันของดาร์วินหลายชิ้นถูกปิดด้วยฝาสีเหลืองที่หมายถึงตัวอย่างต้นแบบของสิ่งมีชีวิตที่ค้นพบ (type specimen)และถูกจัดเก็บโดยนักวิจัย ซึ่งถูกนำมาใช้บรรยายเพื่อประกาศเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ของโลก โดยตัวอย่างที่อยู่ในตู้ส่วนใหญ่เป็นปลาที่ดาร์วินได้ร่วมกันศึกษากับลีโอนาร์ด เจนินส์ (Leonard Jenyns) ในเวลาต่อมา

ภาพที่ 5 ลายมือของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน
เจ้าหน้าที่นำชมได้เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์มีโครงการถ่ายภาพคอลเล็กชันตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมด (80 ล้านตัวอย่าง) ซึ่งไม่ได้ดำเนินการโดยพนักงานประจำของพิพิธภัณฑ์เท่านั้น แต่มีอาสาสมัครจากทั่วโลกมาช่วยกันถ่ายภาพและอัปโหลดไปเก็บไว้ในระบบจัดเก็บข้อมูลเสมือน (Cloud server) ทำให้นักวิจัยหรือใครก็ตามที่ต้องการใช้ภาพถ่ายสามารถเข้าไปสืบค้นได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่พิพิธภัณฑ์และช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ด้วย
อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพตัวอย่างเพื่อใช้ในการวิจัยค่อนข้างยากและใช้เวลานาน เนื่องจากมีโอกาสทำให้ตัวอย่างชำรุดได้หากไม่ระมัดระวัง ยิ่งไปกว่านั้นการถ่ายภาพสำหรับอ้างอิงทางอนุกรมวิธานจำเป็นต้องถ่ายภาพเพื่อแสดงรายละเอียดในจุดที่สำคัญและหลากหลายมุมมอง เพื่อใช้ประโยชน์ในการนำไปศึกษาเปรียบเทียบ ดังนั้น หากลองคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการถ่ายภาพคอลเล็กชันตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ทุกชิ้นให้หมด อาจต้องใช้เวลานานเกือบ 600 ปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมระยะเวลาในการป้อนข้อมูลรายละเอียดและอัปโหลดไฟล์ต่างๆ ในระบบคลังฐานข้อมูล
เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจมากที่พิพิธภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการสร้างคลังความรู้ เพื่อเผยแพร่และแบ่งปันความรู้ให้กับส่วนรวม (collective knowledge) แม้ว่าโครงการนี้จะไม่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ในชั่วชีวิตคน แต่ก็ยังมุ่งมั่นดำเนินการต่อไป ด้วยเชื่อว่าเมื่อทำสำเร็จแล้วจะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ทั้งที่พิพิธภัณฑ์สามารถสงวนข้อมูลเฉพาะไว้แล้วนำมาใช้สร้างประโยชน์ทางธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลให้กับพิพิธภัณฑ์ได้ นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังเปิดบริการเช่าห้องแล็บสำหรับนักวิจัยภายนอกเพื่อหารายได้เพิ่ม ซึ่งส่วนหนึ่งนำมาใช้เป็นทุนอุดหนุนที่ทำให้ทุกคนสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์ได้ฟรี ซึ่งการบริหารงานลักษณะนี้ค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อยสำหรับพิพิธภัณฑ์ไทยที่เผชิญความท้าทายเรื่องงบประมาณไม่เพียงพออยู่เสมอ โดยเฉพาะกลุ่มพิพิธภัณฑ์อิสระขนาดเล็ก
ผู้เขียนมีความคาดหวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะมีพิพิธภัณฑ์ที่เก็บบันทึกรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศอย่างจริงจัง และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประวัติศาสตร์ธรรมชาติวิทยาของโลก รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น เขื่อน ฝาย เหมือง กำแพงกั้นคลื่น ตลาดคาร์บอนเครดิต ฯลฯ ที่มี
ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นอย่างชัดเจนด้วย
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
รายละเอียดการซื้อตั๋วเข้าชม Behind-the-Scenes Tour: Spirit Collection
https://www.nhm.ac.uk/events/behind-the-scenes-tour-the-spirit-collection.html