Museum Core
แนวคิดในการเปลี่ยนแปลงธงชาติในสมัยรัชกาลที่ 7
Museum Core
13 พ.ย. 68 125

ผู้เขียน : เจริญรัตน์ ธนกานต์พิชญกูล

               หากย้อนศึกษาประวัติศาสตร์ธงชาติสยาม มีการค้นพบหลักฐานการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสยามที่เก่าแก่ที่สุดบนงานพิมพ์แผนผังธงโลกโบราณ (Pavillons Et Cocardes Des Principales Puissances Du Globe) โดย อ็องไดรโว-กูฌง (Andriveau- Goujon) ตีพิมพ์ในปีค.ศ.1837 ซึ่งตรงปีพ.ศ. 2380 ในสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 จึงมีการตราพระราชบัญญัติเกี่ยวกับธงชาติเป็นครั้งแรกมีชื่อว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามรัตนโกสินทร์ ศก๑๑๐" ซึ่งได้ระบุในข้อ 13 ความว่า

               “ธงชาติสยามเป็นรูปช้างเผือกเปล่าพื้นสีแดง ใช้ในเรือกำปั่นแลเรือทั้งหลายของพ่อค้าเรือกำปั่นแลเรือต่างๆ ของไปรเวตทั่วไปในชาวสยาม“

               ต่อมาในปีพ.ศ. 2459 สมัยรัชกาลที่ 6 ทรงเล็งเห็นว่ารูปช้างเผือกบนธงชาติที่จัดทำโดยประชาชนทั่วไปมีความหลากหลาย ไม่สง่างามสมเกียรติ จึงยกเลิกการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงแดงขาวห้าริ้ว หรือเรียกกันว่า “ธงค้าขาย” สำหรับประชาชนทั่วไป และใช้ธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นสำหรับหน่วยงานราชการ ซึ่งธงทั้งสองชนิดนี้มีการประกาศใช้พร้อมกันในวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459

               จนกระทั่งสยามเข้าร่วมรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2460 รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชประสงค์ให้ปรับรูปแบบของธงสยามใหม่อีกครั้ง โดยเปลี่ยนแถบสีตรงกลางให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีขาบ ดังข้อความว่า "ธงสำหรับชาติสยาม ซึ่งได้ประดิษฐานขึ้นตามพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ นั้นยังไม่เป็นสง่างามพอสําหรับประเทศ สมควรจะเพิ่มสีน้ำเงินแก่เข้าอีกสีหนึ่งให้เปนสามสีเพื่อให้เปนเครื่องหมายให้ปรากฏว่าประเทศสยามได้เข้าร่วมสุขทุกข์ แลเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับสัมพันธมิตรหมู่ใหญ่ อีกประการหนึ่งสีน้ำเงินนี้เปนสีอันเปนศิริแก่พระชนมวาร นับว่าเป็นสีเครื่องหมายเฉพาะพระองค์ด้วย จึงเปนสีที่สมควรจะประกอบไว้ในธงสําหรับชาติด้วยประการทั้งปวง"  จึงมีการประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติครั้งแรกในพระราชบัญญัติประกาศแก้ไขพระราชบัญญัติธงครั้งที่สอง ลงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2460 นับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ภาพที่ 1 (ซ้าย) ผู้หญิงถือธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น และ (ขวา) ภาพธงแดงขาวห้าริ้วในการ์ดเกมส์
(ถ่ายจาก Trade card ของสะสมของผู้เขียน)

 

               ในปี พ.ศ. 2470 รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระบรมราชโองการให้กรมราชเลขาธิการออก  “ บรรทึกเรื่องธงชาติ ” ซึ่งได้กล่าวถึงปัญหาการใช้ธงไตรรงค์ว่ามีลักษณะคล้ายกับธงของบริษัทบางแห่ง ในขณะเดียวกันชาวต่างชาติไม่ค่อยรู้จักธงไตรรงค์ แตกต่างจากธงช้างที่มีลักษณะโดดเด่น ไม่เหมือนประเทศใดและเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 7 ทรงมีพระราชประสงค์ฟังความเห็นขององคมนตรีด้วยเพื่อไม่ให้มีการเปลี่ยนธงชาติบ่อย จึงให้มีข้อควรพิจารณาให้องคมนตรีเลือก 5 ข้อ ดังนี้

      1. เลิกใช้ธงไตรรงค์และให้กลับมาใช้ธงช้างแทน
      2. ใช้ธงช้างเป็นธงราชการ และใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ
      3. ใช้ธงช้างเป็นธงราชการและธงชาติ ใช้ธงไตรรงค์เป็นธงสีสำหรับประเทศในการตกแต่งสถานที่ในวันรื่นเริง
      4. ใช้ธงไตรรงค์ผสมกับธงช้างพื้นแดงบนผืนธงเดียวกัน
      5. คงไว้ตามรูปเดิม

 

               ทั้งนี้ จากข้อมูลที่รวบรวมไว้โดยกรมราชเลขาธิการมีสรุปความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

               กลุ่มสนับสนุนการใช้ธงไตรรงค์ มีความเห็นว่า ธงไตรรงค์ได้เข้าร่วมกับสัมพันธมิตรในสงครามโลก และเป็น “ธงชัยที่นำความชำนะมาสู่ประเทศสยามเมื่อครั้งมหาสงครามที่แล้วมา” ทำให้ชาวต่างชาติรู้จักธงไตรรงค์ว่าเป็นธงชาติไทยแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แม้ลักษณะธงดูคล้ายกับบางประเทศ แต่ก็มีกรณีธงบางประเทศที่ใช้ธงคล้ายกันอย่างเนเธอร์แลนด์กับฝรั่งเศส เป็นต้น อีกทั้งธงไตรรงค์สามารถวาดและระบายสีได้ง่าย ชาวบ้านสามารถทำได้เองที่บ้าน โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากร้าน ทำให้ทุกคนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมในการชักธงชาติได้ และธงไตรรงค์ยังมีความหมายถึงชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

               กลุ่มสนับสนุนการกลับไปใช้ธงช้าง หลวงนรราชภักดีได้แสดงความเห็นไว้ในบทความ “ ความเห็นเอกชน เรื่องปัญหาการดำริห์จะเปลี่ยนธงใหม่” ในหนังสือพิมพ์ไทย แสดงให้เห็นถึงความดี ความงาม สมควรใช้ธงช้างเป็นธงชาติไทยไว้หลายข้อ ได้แก่ 1) ธงช้างเป็นเครื่องหมายหมายถึงสัตว์มงคลของไทยมาตั้งแต่โบราณแล้ว 2) แผ่นดินสยามได้รับนามว่าแผ่นดินช้างเผือกมาตั้งแต่โบราณ และชาวต่างชาติเรียกประเทศสยามว่า The kingdom of white elephant อีกด้วย 3) ธงช้างเคยถูกชักขึ้นที่สถานทูตสยามในนานาประเทศ และมีปรากฏอยู่ในพจนานุกรมของอเมริกันว่าธงช้างเป็นธงสำหรับประเทศสยาม 4) ธงช้างได้เคยนำออกทัพทำศึกทำสงครามกับชาติพม่าและญวนในสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 และ 5) ธงช้างเป็นที่นับถือของชาติไทย ตั้งแต่พระเจ้าแผ่นดินจนถึงราษฎรพลเมืองมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว

               กลุ่มสนับสนุนให้ผสมกันและเสนอแบบอื่น รวมเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบที่ 1 ใช้ธงช้างและธงไตรรงค์ผสมอยู่ในผืนเดียว รูปแบบที่ 2 ใช้ธงไตรรงค์ต่อไปตามเดิมแต่ให้เพิ่มรูปรวงข้าวหนึ่งมัดไว้ตรงกลางเพื่อแสดงถึงประเทศสยามเป็นประเทศที่มีข้าวเป็นอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ และ รูปแบบที่ 3 ใช้ธงไตรรงค์ผูกเข้ารูปช้างถือรวงข้าว

 

ภาพที่ 2 รูปจำลองธงทั้ง 3 รูปแบบตามจินตนาการของผู้เขียน

 

               ในท้ายที่สุดประเด็นเรื่องการเปลี่ยนธงชาติได้มีผู้แสดงความเห็นทั้งสิ้น 212 คน แบ่งออกเป็น 5 แนวคิด ได้แก่ มีผู้เห็นด้วยกับการเลิกใช้ธงไตรรงค์และกลับมาใช้ธงช้างจำนวนมากถึง 79 คน รองลงมามีผู้เห็นว่าควรใช้ธงช้างเป็นธงราชการและธงชาติ ส่วนธงไตรรงค์ใช้เป็นธงประดับตกแต่งในวันสำคัญของประเทศ จำนวน 58 คน ขณะที่มีจำนวนผู้เห็นด้วยกับการใช้ธงไตรรงค์ผสมกับธงช้างพื้นแดงบนผืนเดียวกัน จำนวน 45 คน มีผู้เห็นว่าควรใช้ธงไตรรงค์ตามเดิมจำนวน 21 คน และมีเพียง 3 คน เท่านั้นที่มีความเห็นว่าควรใช้ธงช้างเป็นธงราชการและธงไตรรงค์เป็นธงชาติ

               อนึ่ง หากยึดถือจำนวนเสียงความเห็นข้างมากแล้วเห็นได้ว่าการเลิกใช้ธงไตรรงค์และกลับมาใช้ธงช้างมีจำนวนมากที่สุด แต่ก็ยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนองคมนตรี ดังนั้น รัชกาลที่7 ทรงมี “พระราชวินิจฉัยเรื่องธงชาติ” ออกมาในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2470 ว่าความเห็นเรื่องธงชาตินั้นแตกต่างกันมาก ไม่มีน้ำหนักไปทางใดชัดเจน และโปรดเกล้าฯ ให้คงใช้ธงไตรรงค์เช่นเดิมมาตราบจนทุกวันนี้

 

แหล่งที่มาข้อมูล

ชนิดา พรหมพยัคฆ์ เผือกผสม. การเมืองในประวัติศาสตร์ธงชาติไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มติชน, 2546.

สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี. ธงไตรรงค์ธำรงไทย. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://www.gad.moi.go.th/all%20file/NationalFlag/E-bookNationalFlag.pdf. เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2567.

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ