เมื่อก้าวเท้าเข้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ภาพสะท้อนเรื่องราวประวัติศาสตร์การลงทัณฑ์ในอดีตก็ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง การลงทัณฑ์อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แท้จริงแล้วอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่จัดแสดงวัตถุหรือเผยแพร่เรื่องราวต่าง ๆ ในอดีตเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดประตูสู่การตั้งคำถามและค้นหาคำตอบเกี่ยวกับงานราชทัณฑ์ในโลกปัจจุบัน มีเรื่องราวอะไรบ้างที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังลูกกรงเหล็กนี้
ในพิพิธภัณฑ์จัดแบ่งพื้นที่การจัดแสดงประวัติศาสตร์การลงทัณฑ์ของประเทศไทยออกเป็น 3 ยุคสมัยตามวิวัฒนาการ ได้แก่ ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 และยุคปัจจุบัน (เริ่มตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475) โดยผู้เขียนขอนำเสนอเรื่องราวการลงทัณฑ์ทั้ง 3 ยุคสมัย โดยอ้างอิงเนื้อหาจากการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์เป็นหลัก
อาคาร 2 ชั้น 1 เป็นจุดเริ่มต้นการเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์การลงทัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “การลงทัณฑ์...กับกาลเวลาที่เปลี่ยนผ่าน” เริ่มจากยุคสมัยก่อนรัชกาลที่ 5 โดยย้อนเวลากลับไปสมัยอยุธยาเป็นราชธานีมี ปรากฏหลักฐานการลงทัณฑ์ ในกฎหมายตราสามดวง โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตในพระอัยการขบถศึก อันว่าด้วยโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ 32 ประการ ซึ่งได้กำหนดรูปแบบการประหารชีวิตด้วยวิธีการต่าง ๆ อันน่าสยดสยอง ตัวอย่างเช่น สถานหนึ่ง การต่อยกะโหลกให้ศีรษะเลิกออกแล้วเอาคีมคีบเหล็กเผาไฟจนแดงใส่ลงบนมันสมอง หรือจะเป็น สถานหนึ่ง การจับเชือดเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ ทอดน้ำมัน แล้วให้กินเนื้อของตัวเอง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ 32 ประการ ถูกนำมาใช้จนถึงยุคสมัยใด
ยุคแรกของการลงทัณฑ์ ค่อนข้างมีความโหดร้ายทารุณ ด้วยมีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้แค้น ตอบแทนให้สาสม ข่มขู่ ยับยั้งให้เกิดความเกรงกลัวและเข็ดหลาบต่อการกระทำความผิด อีกทั้งรูปแบบในการลงโทษมีทั้งการลงโทษด้วยการทรมาน การประหารชีวิตด้วยดาบ การปรับ ริบทรัพย์ การคุมขังไว้ในเรือนจำ และการประจานให้อับอาย ซึ่งหากอ่านแต่คำบรรยายอาจยังจินตนาการได้ไม่ชัดเจนนัก ผู้เขียนจึงอยากนำเสนอตัวอย่างเครื่องมือ และเครื่องพันธนาการบางส่วนที่ใช้ในการลงทัณฑ์มาอธิบาย
ตัวอย่างเครื่องพันธนาการ
สมอบก ทำด้วยไม้เนื้อแข็งที่มีน้ำหนักมาก ตรึงด้วยโซ่ ปลายโซ่มีวงแหวนเดียวไว้สวมข้อเท้าผู้ต้องโทษที่ทำผิดวินัยในคุก หรือผู้ที่มีนิสัยดื้อด้าน ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก ต้องยกขอนไม้ที่หนาหนักไปด้วย ผู้ต้องโทษที่ถูกใส่สมอบกต้องทนตากแดดตากลมอยู่กับที่
ตะโหงก ทำด้วยไม้ มีลักษณะคล้ายขื่อ แตกต่างกันตรงที่สวมที่คอและมีความยาวกว่าขื่อราว 3 เท่า แม้ว่ามีน้ำหนักไม่มาก ผู้ต้องโทษสามารถแบกเดินไปไหนมาไหนได้ ใช้มือทำงานได้ แต่ขนาดความยาวของตะโหงกทำให้เกะกะ หลบหนีได้ยาก มักใช้กับผู้ต้องโทษที่มีโทษหนักหรือผู้ร้ายสำคัญที่ถูกส่งไปยังที่คุมขังเพื่อป้องกันการหลบหนีระหว่างทาง
ตัวอย่างเครื่องลงทัณฑ์และเครื่องมือทรมาน
ตะกร้อลงโทษ (ตะกร้อช้างเตะ) เป็นเครื่องมือลงทัณฑ์ทำด้วยหวายเส้นแผงละ 13 เส้น สานกันห่าง ๆ มีลักษณะทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 80 เซนติเมตร มีช่องขัดเสียบเหล็กแหลมลงไปช่องละ 6-9 ตัว เมื่อลงทัณฑ์ผู้ต้องโทษจะถูกจับใส่เข้าไปในตะกร้อแล้วให้ช้างเตะตะกร้อกลิ้งไปมา ผู้ต้องโทษจะเจ็บปวดจากการถูกเหล็กแหลมตำ
เบ็ดเหล็ก ทำด้วยเหล็กท่อนเส้นขนาด 4 หุน (1 หุน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.175 มม.) ส่วนปลายแหลมคมเหมือนเบ็ดตกปลา (ยาวประมาณ 16 นิ้ว) ใช้ลงทัณฑ์ผู้ต้องโทษโดยการเกี่ยวเบ็ดเหล็กที่ใต้คางผู้ต้องโทษ แล้วชักรอกให้เท้าลอยพ้นพื้นดินไม่ให้คางหลุดจากเบ็ดเหล็ก
จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการลงทัณฑ์ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 มีความโหดร้ายทารุณ อีกทั้งใช้วิธีการประหารชีวิตด้วยดาบ หรือสมัยโบราณเรียกว่า “กุดหัว” ที่ใช้เรื่อยมาจนถึง พ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นการลงทัณฑ์ที่รุนแรงและเก่าแก่ที่สุด โดยคนทั่วไปอาจเคยเห็นวิธีการประหารชีวิตด้วยดาบผ่านสื่อต่างๆ ในหลายรูปแบบทั้งหนังสือ ภาพยนตร์ และละคร

ภาพที่ 1 การลงทัณฑ์ด้วยเบ็ดเหล็ก
ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 นับว่าเป็นยุคสมัยที่งานราชทัณฑ์ไทยมีความเจริญก้าวหน้า มีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น ทั้งมีการจัดระเบียบการคุกการตะรางใหม่ ยกเลิกจารีตการลงทัณฑ์ที่โหดร้ายทารุณแต่ยังคงลงทัณฑ์วิธีการประหารชีวิตด้วยดาบไว้เช่นเดิม
ยุคสมัยใหม่ถึงปัจจุบัน (เริ่มตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475) ในปีพ.ศ.2477 มีการแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ว่าด้วยเรื่องการประหารชีวิตจากการประหารชีวิตด้วยดาบเป็นการประหารชีวิตด้วยปืนกลมือ โดยมีการแก้ไขกฎหมายลักษณะอาญาในปีพ.ศ.2477 ให้เปลี่ยนวิธีการประหารชีวิตด้วยการใช้ดาบตัดศีรษะเป็นการประหารชีวิตด้วยอาวุธปืน หรือโดยทั่วไปเรียกว่า “ยิงเป้า” และเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2478 มีการประหารชีวิตด้วยปืนกลมือแบบเบิร์กมันน์ (Bergmann) เป็นครั้งแรก

ภาพที่ 2 การประหารชีวิตด้วยอาวุธปืน (ยิงเป้า)
ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประหารชีวิตอีกครั้ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 ประกอบมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยา หรือ “ฉีดสารพิษให้ตาย” โดยมีผู้ต้องโทษถูกประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษเป็นรายแรกในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2546 และปัจจุบันการประหารชีวิตด้วยวิธีนี้ก็ยังคงมีบังคับใช้

ภาพที่ 3 การประหารชีวิตด้วยการฉีดสารพิษ
จากการเยี่ยมชมนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์ ทำให้เห็นวิวัฒนาการของงานราชทัณฑ์ผ่านการจัดแสดงหุ่นจำลองรูปแบบการลงทัณฑ์ของไทยทั้ง 3 ยุคสมัยที่มีความเปลี่ยนแปลงไปกาลเวลา นอกจากนี้ยังมีการให้ข้อมูลเรื่องแนวทางการฟื้นฟู อบรม และแก้ไขให้ผู้พ้นโทษกลับไปเป็นพลเมืองดีของสังคม รวมทั้งป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนางานราชทัณฑ์ไทยสู่ยุคสมัยใหม่อย่างแท้จริง
การศึกษาประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้เข้าใจอดีต แต่ยังช่วยให้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาและปรับปรุงระบบยุติธรรมในปัจจุบัน เพื่อสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมและมีมนุษยธรรมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอเป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของเนื้อหาภายในนิทรรศการยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับการราชทัณฑ์อีกมากที่น่าสนใจ ใครอยากศึกษาขอเชิญให้มาเยี่ยมชมด้วยตนเองที่พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ จังหวัดนนทบุรี
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กรมราชทัณฑ์. (2565). พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ ฉบับพิเศษ. วารสารราชทัณฑ์, 70(3), 5-72.
กรมราชทัณฑ์. (ม.ป.ป). พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์ [แผ่นพับ].