Museum Core
เรือรบหลวงโพสามต้น ตั้งชื่อตามสมรภูมิรบของพระเจ้าตากสิน แต่ไม่ได้ต่อขึ้นอู่ต่อเรือพระเจ้าตากสิน
Museum Core
18 พ.ย. 68 344

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

* ภาพปกจากฐานข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี 

      

               เรือรบหลวงโพสามต้นถูกต่อขึ้นที่อู่ต่อเรือเรดเฟิร์น คอนสตรัคชั่น ในเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยขึ้นระวางประจำการในกองทัพเรือ ประเทศไทย เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 มีเกียรติประวัติที่สำคัญ คือ การได้เข้าร่วมสวนสนามทางเรือที่น่านน้ำสปลิทเฮด (Spithead) ประเทศสหราชอาณาจักร เนื่องในพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2 เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2496

               พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในครั้งนั้นมีเรือต่างๆ ที่เข้าร่วมจำแนกได้เป็นเรือรบอังกฤษ และเรือรบในเครือจักรภพจำนวนรวม 250 ลำ เรือสินค้า 20 ลำ และเรือรบจากต่างประเทศที่ได้รับเชิญจำนวน 16 ลำ ได้แก่ เบลเยี่ยม บราซิล เดนมาร์ค โดมินิกันรีพับลิค กรีซ ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ ฝรั่งเศส โปรตุเกส สเปน สวีเดน ตุรกี สหรัฐอเมริกา และไทย ซึ่งนับเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญของเรือรบหลวงลำนี้ สำหรับกองทัพเรือไทย

               มีเกร็ดที่เล่าต่อกันมาว่า เรือรบหลวงโพสามต้นเป็นเรือที่มีขนาดเล็กที่สุด และเดินทางมาไกลที่สุด ในบรรดาเรือนานาชาติที่เข้าร่วมการสวนสนามทางเรือ ลูกเรือที่ร่วมเดินทางครั้งนั้นยังเป็นนักเรียนนายเรือรุ่น 2496 ซึ่งเมื่อเรียนจบแล้วยังได้รับสมญาพิเศษว่ารุ่น โคโรเนชั่น (Coronation) หรือพิธีบรมราชาภิเษกอีกด้วย

 

ภาพที่ 1: เรือรบหลวงโพสามต้น เมื่อครั้งก่อนปลดประจำการ

แหล่งที่มาภาพจาก: https://thaiseafarer.com/naval-museum/mso611/

 

 

ภาพที่ 2: การสวนสนามทางเรือ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 2

มีเรือรบหลวงโพสามต้น เป็นเรือจากชาติในทวีปเอเชียเพียงลำเดียวที่ได้รับเกียรติเข้าร่วม

แหล่งที่มาภาพจาก: https://www.tnews.co.th/variety/321478

 

               อย่างไรก็ตาม หากศึกษาเรื่องธรรมเนียมการตั้งชื่อของกองทัพเรือซึ่งมีหลักการตั้งชื่อที่แตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของเรือ ได้แก่ เรือพิฆาต (Destroyer) ตั้งชื่อตามชื่อตัว ตั้งตามชื่อบรรดาศักดิ์ หรือชื่อสกุลของของบุคคลที่เป็นวีรบุรุษของชาติ อาทิ เรือหลวงพระร่วง (ปลดประจำการแล้ว) หรือเรือฟริเกต (Frigate) มักตั้งตามชื่อแม่น้ำสำคัญอย่างเรือหลวงเจ้าพระยา เรือหลวงท่าจีน ในขณะที่เรือกวาดทุ่นระเบิด (Minesweeper) ตั้งตามชื่อสมรภูมิที่สำคัญ เช่น เรือหลวงลาดหญ้า หรือเรือหลวงดอนเจดีย์ เป็นต้น

               แน่นอนว่าชื่อ “โพสามต้น” ที่เป็นเรือประเภทกวาดทุ่นระเบิดไกลฝั่งก็มาจากสมรภูมิ “โพธิ์สามต้น” ซึ่งเป็นสถานที่สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพเรือจากจันทบุรีมาทำศึกกับทัพอังวะ (หรือเรียกตามชื่อของรัฐชาติสมัยใหม่ในยุคหลังว่า ทัพพม่า) ที่มีสุกี้พระนายกองรับผิดชอบดูแลพื้นที่บริเวณกรุงศรีอยุธยา หลังถูกตีแตกเมื่อ พ.ศ. 2310

               ในปี พ.ศ. 2555 มีผู้ศรัทธาในพระบารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินบริจาคเงินเป็นจำนวน 5.6 ล้านบาท สำหรับการลากเรือรบหลวงลำนี้หลังถูกปลดระวางประจำการ และใช้งานในการเดินสมุทรไม่ได้แล้ว โดยอัญเชิญมาจากอู่กรมทหารเรือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ มาประดิษฐานที่อู่ต่อเรือบ้านเสม็ดงาม อ.เมือง จ.จันทบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ให้กับนักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจ ซึ่งคนทั่วไปมักเรียก ‘อู่ต่อเรือบ้านเสม็ดงาม’ ว่า ‘อู่ต่อเรือพระเจ้าตากสินมหาราช’ โดยการอ้างอิงถึงพระนามของ ‘สมเด็จพระเจ้าตากสิน’ นั้นก็ด้วยเหตุที่มีการค้นพบอู่เรือโบราณอยู่ในบริเวณนี้ด้วย

               ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ระบุว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ยกทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาก่อนที่กรุงจะแตกแล้วมุ่งหน้าไปทิศตะวันออก ตั้งทัพอยู่ที่ระยองยกทัพเข้าตีเมืองจันทบุรี จากนั้นแต่งทัพเรือจำนวนนับร้อยลำที่ได้มาจากเมืองจันทบุรีเลาะทะเลอ่าวไทยเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาจนถึงกรุงศรีอยุธยา ทำให้ผู้คนเชื่อกันว่าพื้นที่บริเวณอู่ต่อเรือบ้านเสด็จงามเป็นบริเวณที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงต่อเรือขึ้นใหม่เพื่อใช้ไปตีค่ายของพวกอังวะในกรุงศรีอยุธยาจนแตกพ่าย

               ด้วยเหตุที่พวกอังวะถูกทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินขับไล่ออกไปอย่างเบ็ดเสร็จที่ค่ายโพธิ์สามต้น จึงเป็นเหตุผลให้มีการนำเรือรบหลวงที่ชื่อ ‘โพสามต้น’ ซึ่งตั้งตามสมรภูมิสำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินในครั้งนั้นมาประดิษฐานอยู่ที่อู่ต่อเรือโบราณที่เชื่อกันว่าเป็นอู่ต่อเรือของสมเด็จพระเจ้าตากสิน แม้ว่าเรือรบดังกล่าวจะไม่ได้มีประวัติที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตากสินและอู่ต่อเรือโบราณเลยก็ตาม นอกจากความบังเอิญเรื่องชื่อที่ถูกตั้งขึ้นให้พ้องกับชื่อสมรภูมิตามธรรมเนียมการตั้งชื่อเรือหลวงของกองทัพเรือเท่านั้น

 

ภาพที่ 3: การขุดค้นอู่ต่อเรือเสม็ดงาม หรืออู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยกรมศิลปากร

แหล่งที่มาภาพจาก: https://www.silpa-mag.com/history/article_92560

 

               นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมาต่อเรือเพื่อนำไปใช้ในสงครามกับฝ่ายอังวะที่จันทบุรีจริงหรือไม่? ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมศิลปากรระบุว่า พบร่องรอยของอุตสาหกรรมการต่อเรือทั้งสองฟากของแม่น้ำจันทบุรีเป็นระยะทางยาวติดต่อกันถึง 6 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณปากน้ำแหลมสิงห์ที่เป็นจุดปลายแม่น้ำจันทบุรีก่อนไหลลงอ่าวไทยจนถึงตัวเมืองจันทบุรีเลยทีเดียว ซึ่งจันทบุรีมีศักยภาพเหมาะสมในการเป็นแหล่ง ‘ต่อเรือ’ ได้ ด้วยมีแหล่งไม้เนื้อแข็ง มีเวิ้งอ่าวหลบพายุ มีน้ำจืด และมีเส้นทางการค้าทางบกลึกเข้าไปในแผ่นดิน

               โดยเฉพาะการมีเวิ้งอ่าวหลบพายุที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้จันทบุรีมีทั้งอู่ต่อเรือ และอู่ซ่อมเรือ เพราะปากแม่น้ำจันทบุรีก่อนไหลลงทะเลมีลักษณะพื้นที่แผ่กว้างเป็นอ่าว คล้ายเป็น ‘ทะเลสาปในแผ่นดิน’ ซึ่งเหมาะแก่การเป็นสถานที่หลบลมมรสุมเป็นอย่างยิ่ง

               แต่กรณีอู่เรือเสม็ดงาม หรือ ‘อู่ต่อเรือพระเจ้าตากสินมหาราช’ เป็นอู่ประเภทที่ใช้ซ่อมเรือเสียมากกว่า เพราะปกติอู่ที่ใช้ในการต่อ หรือสร้างเรือขึ้นทำกันบนบก สถานที่ใกล้แม่น้ำ ขณะที่อู่เรือเสม็ดงามนั้นอยู่ในอ่าวที่หลบเข้ามาในแผ่นดินที่สามารถนำเรือเข้ามาได้ในเฉพาะช่วงน้ำขึ้น

               ช่วงเดือนมกราคมปี พ.ศ. 2309 (ตรงกับเดือนมกราคม พ.ศ. 2310 หากนับตามศักราชแบบปัจจุบัน) ก่อนเสียกรุงราว 3 เดือน พระยาตากได้นำสมัครพรรคพวกตีฝ่าวงล้อมของอังวะมุ่งสู่จันทบุรี จนกระทั่งสามารถนำทัพเรือจากจันทบุรีล่องเลียบชายฝั่งอ่าวไทยเข้าสู่ลำน้ำเจ้าพระยาผ่านเมืองบางกอก ขึ้นไปทิศเหนือเพื่อขับไล่ทัพของอังวะที่ค่ายโพธิ์สามต้นนอกเกาะเมืองอยุธยา รวมถึงสามารถคุมอำนาจลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ทั้งหมดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310

               ทั้งนี้ เมื่อรวมเวลาที่พระยาตากนำทัพฝ่าวงล้อมออกไปจากกรุงศรีอยุธยาจนกลับมาขับไล่ทัพของอังวะออกไปจนหมดสิ้นนั้นใช้เวลาเพียงราว 10 เดือนเศษ ดังนั้นเรือที่พระยาตากนำมาใช้จึงไม่ใช่เรือที่ต่อขึ้นใหม่เพราะไม่มีเวลามากพอ แต่เป็นเรือที่ถูกจอดอยู่ในอู่เพื่อหลบลมมรสุม หรือจอดซ่อมแซมอยู่เสียมากกว่า โดยสันนิษฐานว่าพระยาตากรู้จักลักษณะภูมิศาสตร์ของเมืองจันทบุรีเป็นอย่างดีว่าเป็นเมืองท่าชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกที่พิเศษกว่าเมืองอื่นๆ จึงเลือกเมืองจันทบุรี

               สรุปสั้นๆ ได้ว่า ‘เรือรบหลวงโพสามต้น’ ตั้งชื่อตามสมรภูมิรบของสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงขับไล่ทัพอังวะออกไปจากกรุงศรีอยุธยาได้ แต่เรือลำนี้ถูกต่อขึ้นที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดาดังที่กล่าวไว้ข้างต้นบทความไม่ได้ต่อที่อู่ต่อเรือเสม็ดงาม หรืออู่ต่อเรือแห่งอื่นใดในประเทศไทย

 

ภาพที่ 4: เรือรบหลวงโพสามต้น ปัจจุบันจอดเทียบท่าอยู่ที่อู่ต่อเรือเสม็ดงาม

หรืออู่ต่อเรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ. จันทบุรี

แหล่งที่มาภาพจาก: https://eculture.rbru.ac.th/img-uploads/top-22-2015-10-01-15-07-04.jpg

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ