ภาพปก โบสถ์ที่อยู่ใต้โบสถ์
อาสนวิหารแห่งฟลอเรนซ์เป็นจุดหมายที่พลาดไม่ได้ในการถ่ายรูป สวยทุกมุมและสร้างความประทับใจเสมอไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือมองจากที่ไกล อย่างไรก็ตามในอาณาบริเวณที่อาสนวิหารดูแลมีสถานหลายแห่งที่ผู้เขียนขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเมื่อมาเยือนแล้ว แค่เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยก็เข้าไปท่องอดีตกับกลุ่มอาคารใต้โบสถ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจสำหรับทำความรู้จักกับเมืองที่มีเรื่องเล่ามากมายนี้
อาสนวิหารฟลอเรนซ์เข้าชมได้ฟรี หากมีเวลาและการต่อแถวไม่ยาวมากนักก็ควรเข้าไปอย่างยิ่ง อย่างการแหงนหน้าดูภาพวาดใต้โดมที่แม้จะอยู่สูงมากจนแทบไม่เห็นรายละเอียดแต่ก็งดงามน่าทึ่ง มองเห็นภาพวาดดันเต้ที่ถูกกล่าวถึงในนิยายอินเฟอร์โนของแดนบราวน์ หรือยืนสังเกตนาฬิกาหัวกลับ (upside-down clock) ที่ยังเดินอยู่เพียงเรือนเดียวในโลกว่าดูเวลายังไง ตัวนาฬิกาและภาพวาดตกแต่งโดยรอบก็สวยงามเช่นกัน และอื่นๆ อีกมากมาย
โบสถ์เก่าซานตาเรปาราตา (Ancient Church of Santa Reparata) ที่หลงเหลือในปัจจุบันอยู่ข้างใต้อาสนวิหารฟลอเรนซ์ ในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงกลางของวิหารโดยประมาณ ไปตามความยาวจนถึงลานด้านหน้าวิหาร ซึ่งเป็นที่ตั้งของแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่มีอายุตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 1 ถึง 14 และไม่ได้มีเฉพาะแค่โบสถ์เท่านั้น การขุดค้นบริเวณนี้มีมาเป็นระยะตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และดำเนินการอย่างเข้มข้นในช่วงปี ค.ศ.1965-1973 หลังจากนั้นก็ยังมีการขุดค้นสืบเนื่องมาเรื่อย ๆ

ภาพที่ 1 (ซ้าย) ผังจำลองโบสถ์ซานตาเรปาราตาเทียบกับอาสนวิหารฟลอเรนซ์
(ขวา) ภาพตัดของโบสถ์ในยุคสุดท้าย (สันนิษฐานขึ้นจากหลักฐานที่ปรากฎเท่านั้น)
พื้นที่ค่อนข้างกว้าง ผู้เขียนเดินดูไปแล้วหนึ่งรอบก็กลับมายืนงงที่จุดเริ่มต้นอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกกับกองอิฐหินลักษณะต่างๆ ที่ทับซ้อนกันหลายชั้น แม้มีคำอธิบายก็ตาม ผู้จัดแสดงเข้าใจถึงความสลับซับซ้อนของข้อมูลที่ยากจะเข้าใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากความพยายามหากลวิธีต่างๆ มาอธิบาย ทั้งใช้แบบแผนผัง ภาพสองมิติ ภาพสามมิติ โมเดล และคลิปวีดิโอ จัดวางอยู่ทั่วบริเวณเพื่อให้ข้อมูลผู้ชม สำหรับผู้เขียนแล้วการดูโมเดลสองชิ้นที่อธิบายภาพรวมของพื้นที่ช่วยให้เริ่มเข้าใจ และสามารถจินตนาการเห็นโบสถ์ขึ้น ช่วยทำให้รับรู้เรื่องตำแหน่งสถานที่ตั้งว่าผู้เขียนกำลังยืนอยู่ที่ส่วนใด และกำลังมองอะไรอยู่


ภาพที่ 3 พื้นโมเสกเป็นลวดลายในสมัยโรมัน และรูปนกยูงสัญลักษณ์แห่งชีวิตนิรันดร์อยู่กลางโบสถ์
ด้านประตูทางเข้า
โบราณสถานชั้นถัดมาเป็นพื้นโมเสกของโบสถ์ยุคแรกของศาสนาคริสต์ที่อยู่ในสมัยโรมัน สันนิษฐานอายุจากการเปรียบเทียบหลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลปะ และเหตุการณ์แวดล้อม คาดว่าน่าจะมีอายุเก่าแก่กว่าเหตุการณ์พิชิตราดาไกซุส ซึ่งเป็นที่มาของการนับถือนักบุญเรปาราตาเป็นนักบุญผู้พิทักษ์เมือง และเรียกชื่อโบสถ์นี้ว่า ซานตาเรปาราตา เพื่อระลึกถึงชัยชนะ ทั้งนี้ สันนิษฐานกันว่าอายุของโบสถ์แรกอยู่ระหว่างศตวรรษที่ 4-5 (นักบุญเรปาราตาเป็นหญิง รูปสลักของท่านอยู่ที่ด้านซ้ายของซุ้มประตูหน้าของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ในปัจจุบัน สวยงามมาก) โบสถ์นี้มีลักษณะเป็นโบสถ์คริสต์ยุคต้น กว้างยาวราว 25 x 58 เมตร มีมุขรูปครึ่งวงกลมยื่นออกไปตรงด้านหลังแท่นบูชาหลัก และมีมุขเล็กๆ อยู่สองข้าง
ไม่นานหลังการพิชิตราดาไกซุส โรมันตะวันตกล่มสลาย ตามด้วยร้อยปีของการแย่งชิงอำนาจของขุนศึกชาวเจอร์มานิก (Germanic) กลุ่มต่างๆ และต่อด้วยสงครามกรีก-กอทิกที่จักรพรรดิจัสติเนียนมหาราชแห่งโรมันตะวันออกพยายามรวมแผ่นดินโรมันให้ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม (Gothic War ปี ค.ศ.535-554) สงครามอันยาวนานนี้ตามติดมาด้วยโรคระบาดครั้งใหญ่และภัยธรรมชาติที่ทำให้เกิดความอดอยากล้มตาย เปลี่ยนโฉมหน้าของดินแดนอิตาลีทั้งในเชิงผู้คนและภูมิรัฐศาสตร์ จนกระทั่งพวกลอมบาร์ด (Lombard เจอร์มานิกอีกพวกหนึ่ง) เข้ามาครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของอิตาลีเป็นเวลาสองร้อยปี (ค.ศ.568-774) ต่อด้วยการขยายอาณาจักรของพระเจ้าชาร์เลอมาญ (Charlemagne ครองราชย์ ค.ศ.768-814) ที่ช่วยให้ผู้คนและแผ่นดินค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมา

ภาพที่ 4 (ซ้าย) พื้นโมเสกของโบสถ์ยุคโรมัน
(มุมขวาล่าง) พื้นโบสถ์ในราวศตวรรษที่ 8-10 ที่สูงกว่าประมาณ 20 เซนติเมตร
นักประวัติศาสตร์ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรกับโบสถ์ซานตาเรปาราตาในช่วงเวลาเหล่านั้น จนถึงสมัยของซากโบราณสถานในช่วงที่สามคาดว่ามีอายุในราวคริสต์ศตวรรษที่ 8-10 สันนิษฐานว่าในช่วงนี้มีการปรับปรุงโบสถ์ซานตาเรปาราตาอีกครั้งหนึ่ง มีการขยายมุขทางด้านใต้ สร้างหอระฆังสองด้าน ปูพื้นโบสถ์ใหม่ด้วยกระเบื้องและหินอ่อน (ทับลงไปบนพื้นโมเสกโรมัน) มีการสร้างห้องใต้ดินที่อาจเชื่อมโยงกับกระแสนิยมในการนำร่างของผู้พลีชีพเพื่อศาสนาหรือนักบุญมาฝังไว้ภายในโบสถ์ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าอัฐิธาตุของนักบุญซีโนบิอุส (Saint Zenobius) ถูกเชิญมาจากโบสถ์ซานลอเรนโซในช่วงนี้ และโบสถ์ซานตาเรปาราตาได้สถาปนาเป็นอาสนวิหาร (cathedral) ที่ประทับของบิชอปแห่งฟลอเรนซ์แทนโบสถ์ซานลอเรนโซนับแต่นั้น (นักบุญซีโนบิอุส มีชีวิตอยู่ราว ค.ศ.337-417 เป็นบิชอปหรือสังฆราชองค์แรกของฟลอเรนซ์และเป็นนักบุญผู้พิทักษ์เมือง รูปสลักของท่านอยู่ที่ด้านขวาของซุ้มประตูเดียวกับเซนต์เรปาราตา หลังจากรื้อโบสถ์ซานตาเรปาราตาแล้วอัฐิธาตุของท่านถูกเชิญไปบรรจุไว้ใต้แท่นบูชาหลักของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ.1440)
โบราณสถานในสมัยที่สี่เป็นร่องรอยการปรับปรุงครั้งใหญ่อีกครั้งในคริตส์ศตวรรษที่ 11-12 มีการสร้างยกพื้นขนาดใหญ่ในด้านที่เป็นแท่นบูชาเพื่อเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำพิธี มีบันไดสองข้างซ้ายขวา (ดูโมเดลจากภาพที่ 1 ด้านขวา) สุสานใต้ดินก็ขยายตัวออกไป ในสมัยนี้อาสนวิหารซานตาเรปาราตามีบทบาทสำคัญในเมืองและใช้เป็นที่ประชุมสภาเมืองด้วย
เมื่อถึงศตวรรษที่ 13 เมืองฟลอเรนซ์เจริญขึ้นมาก โบสถ์ซานตาเรปาราตาก็เล็กเกินไปที่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง ไม่สามารถแข่งขันอัตตากับรัฐอิตาลีอื่นได้ ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ.1296 จึงมีการวางศิลาฤกษ์สร้างอาสนวิหารแห่งฟลอเรนซ์เป็นอาสนวิหารหลังใหม่ การก่อสร้างดำเนินไปเรื่อย ๆ ขณะที่โบสถ์ซานตาเรปาราตาก็ยังคงทำหน้าที่เช่นเดิมตลอดเวลากว่า 80 ปี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ยังคงมีความรักผูกพันกับโบสถ์อย่างมาก แม้กระทั่งในกลางศตวรรษที่ 14 ยังคงมีการฝังศพของบุคคลสำคัญของเมืองหลายคนในโบสถ์นี้ และมีการวาดจิตรกรรมฝาผนังเพิ่มเติมในซอกด้านขวาของแท่นบูชา

ภาพที่ 5 (ซ้าย) พบโลงศพหลายโลงจากกลางคริสต์ศตวรรษที่ 14 แม้จะมีการสร้างอาสนวิหารใหม่แล้ว
(ขวา) ภาพการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์วาดในศตวรรษที่ 14 เช่นกัน
การทุบทำลายโบสถ์ซานตาเรปาราตาเริ่มในปี ค.ศ.1375 เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1379 และใช้งานอาสนวิหารฟลอเรนซ์หลังใหม่แทน นับเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสมความตั้งใจ ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้ก่อโดมปิดจนกระทั่งปี ค.ศ.1436
หลุมศพของฟิลิปโป บรูเนลเลสกี (Filippo Brunelleschi เสียชีวิตปี ค.ศ.1446) สถาปนิกผู้ออกแบบและก่อสร้างโดมของอาสนวิหารแห่งฟลอเรนซ์ ถูกค้นพบในการขุดค้นเมื่อปี ค.ศ.1972 เช่นกัน เมื่อชมโบราณสถานเสร็จแล้วเดินขึ้นมาที่ชั้นลอยจะเห็นร้านจำหน่ายหนังสือและของที่ระลึก โดยหลุมศพอยู่ทางขวามือ
การเข้าชมโบสถ์โดยซื้อตั๋วของพิพิธภัณฑ์ในความดูแลของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ สำหรับผู้ที่ไม่ประสงค์เดินขึ้นบันได 400 ขั้นไปชมด้านบนโดมหรือหอระฆัง ผู้เขียนแนะนำให้เลือกซื้อกิแบร์ตี้พาส (Ghirberti Pass) บัตรราคา 15 ยูโร มีอายุใช้งานได้ 3 วัน และเข้าชมสถานที่ได้ 3 แห่ง คือ โบสถ์ซานตาเรปาราตา (แนะนำให้ใช้ที่นี่เป็นที่แรก และเริ่มนับเวลา) ส่วนที่เหลืออีกสองแห่ง คือ หอศีลจุ่มซานจิโอวานนิ และพิพิธภัณฑ์ของอาสนวิหารฟลอเรนซ์ เข้าชมเมื่อใดก็ได้ภายใน 3 วัน สามารุอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ https://tickets.duomo.firenze.it/en/store#/en/buy?skugroup_id=3006
แหล่งที่มาของข้อมูล
Toker Franklin, Archaeological Campaigns below the Florence Duomo and Baptistery, 1895-1980, Turnhout/London, H. Miller publishers, 2013.
คำบรรยายการจัดแสดงในโบสถ์ซานตาเรปาราตา
https://duomo.firenze.it/en/discover/church-of-santa-reparata
https://en.wikipedia.org/wiki/Santa_Reparata,_Florence