ในโลกปัจจุบัน “ฟันขาวสะอาด” กลายเป็นมาตรฐานความงามสากลที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อ โฆษณา และวัฒนธรรมสมัยนิยม หากย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ในหลายสังคมจะพบว่าความงามไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว และครั้งหนึ่ง “ฟันสีดำ” เคยเป็นสัญลักษณ์ของความงาม วุฒิภาวะ เกียรติยศ ตลอดจนสถานะทางสังคม บทความนี้จะพาไปสำรวจค่านิยมเรื่องฟันดำในบริบททางประวัติศาสตร์ผ่านภาพสะท้อนจากหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก
สังคมไทยในอดีตเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เคยมีค่านิยมฟันดำ การมีฟันดำไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด ทว่าในทางตรงกันข้าม ฟันสีดำจัดเป็นความงามตามคติของสังคมยุคนั้น ทั้งนี้ มีหลักฐานจากบันทึกชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในสยามหลายฉบับต่างกล่าวถึงลักษณะเด่นประการหนึ่งของชาวสยาม คือความนิยมในการทำฟันให้ดำ
การทำฟันดำมีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการเคี้ยวหมากที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย การเคี้ยวหมากที่มีเครื่องประกอบด้วยหมาก พลู ปูนขาว หรือปูนแดง เมื่อเคี้ยวเป็นเวลานานจะทำให้ฟันมีสีแดงเข้มจนเกือบดำ ฟันที่ผ่านการเคี้ยวหมากจนมีคลาบสีดำเคลือบอยู่กลายเป็นเครื่องหมายของความงามและความเป็นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในหมู่สตรี

ภาพที่ 1 หมากพลู
แหล่งที่มา: https://health.kapook.com/view100415.html
ภาพสะท้อนค่านิยมดังกล่าวยังปรากฏในวรรณคดีไทย ดังตัวอย่างหนึ่งในบทชมโฉมนางสีดาในเรื่อง “รามเกียรติ์” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 มีถ้อยพรรณนาว่า “พิศเนตรดั่งเนตรมฤคิน พิศทนต์ดั่งนิลอันเรียบราย” ถ้อยคำดังกล่าวใช้คำอุปมาอุปไมยเปรียบสีฟันที่ดำสนิทและเงางามเช่นเดียวกับนิล ซึ่งเป็นอัญมณีมีค่า สื่อความหมายว่าฟันสีดำเป็นหนึ่งในลักษณะความงามของหญิงสาวในอุดมคติ ยิ่งไปกว่านั้น มีวรรณคดีไทยอีกหลายเรื่องที่กล่าวถึงฟันสีดำในลักษณะชื่นชมตัวละครทั้งชายและหญิง
อย่างไรก็ตาม เมื่อสยามเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และรับอิทธิพลแนวคิดตะวันตกด้านสุขาภิบาลและวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาตรฐานความงามเกี่ยวกับฟันก็เปลี่ยนแปลงไป ฟันขาวสะอาดเริ่มถูกเชื่อมโยงกับความเจริญและความทันสมัย ขณะที่ฟันดำค่อย ๆ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความล้าสมัย
ค่านิยมเรื่องฟันดำยังปรากฏอย่างแพร่หลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีการปฏิบัติธรรมเนียมนี้มาอย่างยาวนานและหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะเวียดนามมีหลักฐานทางโบราณคดีบ่งชี้ว่ามีการย้อมฟันดำตั้งแต่เมื่อ 2,000 ปีก่อน โดยมีการค้นพบคราบสารประกอบเหล็กและแทนนิน (Tannin) บนผิวฟันที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ฟันมีสีดำ นอกจากนี้เอกสารทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์วิทยายังระบุว่าการย้อมฟันดำเป็นค่านิยมด้านความงาม และเป็นเครื่องหมายของ “ความเป็นอารยะ” ทั้งนี้ มีความเชื่อว่าฟันขาวเป็นลักษณะของสัตว์หรือผู้ที่ยังไม่ผ่านการขัดเกลาทางสังคม

ภาพที่ 2 หญิงชราชาวเวียดนามและฟันที่ย้อมสีดำ
แหล่งที่มา: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Vietnamese_old_woman_with_black_teeth.jpg
ในขณะที่บางพื้นที่อย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย การทำฟันดำสัมพันธ์กับการตกแต่งฟันในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การฝังทอง การลับฟัน หรือการย้อมสีร่วมกับการเคี้ยวหมาก ซึ่งทำให้ฟันมีสีคล้ำหรือดำโดยธรรมชาติ วัฒนธรรมเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า “ฟัน” เป็นพื้นที่สำคัญในการแสดงตัวตน ความงาม และสถานะทางสังคมของมนุษย์ในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตาม ค่านิยมดังกล่าวค่อย ๆ ลดความนิยมลงเมื่อรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกในช่วงอาณานิคมและยุคสมัยใหม่
ด้านประเทศญี่ปุ่นก็มีธรรมเนียมการย้อมฟันให้ดำที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน รู้จักกันในชื่อ “โอฮากุโระ” (お歯黒) ปรากฏหลักฐานมาตั้งแต่สมัยเฮอัน (Heian ระหว่าง ค.ศ. 794 - 1185) และแพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง แล้วขยายสู่ชนชั้นซามูไรและประชาชนทั่วไป จนกระทั่งยุคเอโดะ (Edo ค.ศ. 1603-1868) การย้อมฟันใช้น้ำยาที่ทำจากสารประกอบเหล็ก ผสมกับแทนนินจากพืชและน้ำส้มสายชู เกิดปฏิกิริยาทางเคมีทำให้ฟันมีสีดำเงา

ภาพที่ 3 โอฮากุโระ
แหล่งที่มาภาพ: https://kiryoku.it/en/ohaguro-teeth-blackening/
สมัยแรกเริ่ม โอฮากุโระเป็นธรรมเนียมเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงแห่งราชสำนัก ต่อมาเมื่อแพร่หลายสู่ชนชั้นซามูไรและประชาชนทั่วไปก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผ่านพ้นวัยเยาว์ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ผ่านพิธีบรรลุนิติภาวะ หรือหญิงที่แต่งงานแล้วจะย้อมฟันดำเพื่อแสดงถึงการเจริญสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว
ญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้นมีความนิยมว่าผู้หญิงผิวขาวเป็นมาตรฐานความงาม ยิ่งผิวขาวก็ยิ่งสวย อย่างไรก็ตาม เครื่องสำอางสีขาวที่ใช้ทาหน้ามักทำให้สีฟันดูเหลืองกว่าปกติ ดังนั้น จึงใช้การย้อมฟันให้เป็นสีดำเพื่อสร้างความแตกต่างที่เด่นชัดและขับให้ใบหน้าดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ทว่า ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศและก้าวเข้าสู่ยุคการปฏิรูปเมจิ ค่านิยมแบบตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคม รัฐบาลยุคนั้นมีการออกข้อจำกัดต่าง ๆ ส่งผลให้ธรรมเนียมเรื่องโอฮากุโระเป็นสัญลักษณ์ของความล้าหลังและค่อย ๆ จางหายไปจากสังคม ปัจจุบันโอฮากุโระยังคงปรากฏให้เห็นในพิธีการแบบดั้งเดิมบางประเภท รวมถึงศิลปะการแสดงอย่างคาบูกิเพื่อสะท้อนภาพของวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในอดีต
ในอีกซีกหนึ่งของโลก แม้จะไม่มีพิธีการย้อมฟันอย่างตั้งใจ แต่ “ฟันดำ” ก็เคยเป็นสัญลักษณ์ของสถานะทางสังคมอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในรัชสมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 น้ำตาลจัดเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีราคาสูง มีเฉพาะชนชั้นสูงที่เข้าถึงได้ และการบริโภคน้ำตาลกลายเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้มีปัญหาฟันผุเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือดำ ทั้งนี้ มีบันทึกว่าพระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ทรงประสบปัญหาฟันผุอย่างรุนแรงด้วย นับเป็นเรื่องน่าสนใจที่ในบางสังคมและบางห้วงเวลา การมีฟันสีดำ หรือมีฟันผุจากการบริโภคน้ำตาล กลายเป็นเครื่องหมายสะท้อนถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของชนชั้นสูงที่สามารถเข้าถึงสินค้าหายากอย่างน้ำตาลได้ และบางคนพยายามทำให้ฟันมีสีคล้ำเพื่อเลียนแบบผู้มีฐานะ
กรณีอังกฤษเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นอีกมิติหนึ่งของมาตรฐานความงามที่สัมพันธ์กับอำนาจทางเศรษฐกิจและค่านิยม ดังที่ฟันสีดำเคยทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายแห่งอภิสิทธิ์ในอดีต การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมเกิดขึ้นพร้อมกับความก้าวหน้าและความเข้าใจเรื่องสุขภาพในเวลาต่อมา เมื่อการดูแลฟันดีขึ้น ฟันขาวสะอาดจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่ดีและความมีอารยธรรมอย่างในปัจจุบัน

ภาพที่ 4 สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 แห่งอังกฤษ
แหล่งที่มา: https://www.historic-uk.com/HistoryUK/HistoryofEngland/Queen-Elizabeth-I/
นอกเหนือจากตัวอย่างในยุโรปและเอเชียแล้ว แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนลักษณะของฟันเพื่อสะท้อนความงามและอัตลักษณ์มีปรากฏในทวีปแอฟริกาด้วย และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำให้ฟัน “ดำ” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตกแต่งฟันในรูปแบบที่หลากหลาย
งานวิจัยด้านมานุษยวิทยาพบว่าในหลายสังคมของแอฟริกามีการดัดแปลงฟันอย่างตั้งใจ (intentional dental modification) เช่น การลับฟันให้แหลม การถอนฟันบางซี่ การฝังเครื่องประดับ รวมถึงการย้อมสีฟันด้วยเม็ดสีจากธรรมชาติ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ล้วนมีความหมายเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง ทั้งการแสดงอัตลักษณ์ของชนเผ่า สถานะทางสังคม ความงาม หรือพิธีกรรมการก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ แม้รูปแบบอาจแตกต่างจากการย้อมฟันดำในเอเชีย แต่มีแนวคิดพื้นฐานใกล้เคียงกัน คือ “ฟัน” ถูกใช้เป็นสื่อเชิงสัญลักษณ์ทางสังคมที่สะท้อนทั้งในเรื่องค่านิยมความงาม การแสดงตัวตน หรือการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั่นเอง
เมื่อพิจารณาหลากหลายกรณีก็เห็นได้ว่า “ฟันดำ” ไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นแปลกประหลาด แต่เป็นภาพสะท้อนของคุณค่าและโครงสร้างทางสังคมในแต่ละยุค การเปลี่ยนผ่านจากค่านิยมฟันดำสู่ฟันขาวในหลายสังคมล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตก และความก้าวหน้าทางการแพทย์สมัยใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว ประวัติศาสตร์แฟชั่นฟันดำทำให้ตระหนักได้ชัดเจนว่า มาตรฐานความงามไม่เคยหยุดนิ่ง และแปรเปลี่ยนตามกาลเวลาที่ถูกกำหนดโดยอำนาจ วัฒนธรรม และบริบททางสังคมในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Tooth be Told: Truth behind early tooth rituals and traditions:
เรื่องของสีฟัน เพราะอะไรชาวสยามเปลี่ยนรสนิยมจากฟันดำเป็นขาว:
https://www.silpa-mag.com/culture/article_27307
Ohaguro, teeth blackening: https://kiryoku.it/en/ohaguro-teeth-blackening/
Ohaguro, the Japanese teeth-blackening: https://heritageofjapan.wordpress.com/2012/08/29/the-ohaguro-the-japanese-teeth-blackening-custom-known-to-have-been-practised-from-the-kofun-period-was-shared-by-ancient-southeast-asian-tribes/
Tudor Dentistry: https://www.historic-uk.com/CultureUK/Tudor-Health-Dentistry/
2,000-year-old skulls reveal people in ancient Vietnam permanently blackened their teeth - a stylish practice that persists today:
Black teeth: Vietnam's once hot beauty regimen:
https://vovworld.vn/sunday-show/black-teeth-vietnams-once-hot-beauty-regimen-1849418.vov5
Dental Ritual Mutilations and Forensic Odontologist Practice:
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4945341/