เอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมจะปรากฏเป็นเด่นชัดได้ก็ต่อเมื่อชาตินั้นๆ ได้รวบรวมหลักฐานที่เป็นศิลปวัตถุ โบราณวัตถุ สิ่งประดิษฐ์จากการคิดค้น ตลอดจนสิ่งแวดล้อมประจำชาติ เพื่อสะท้อนถึงมรดกของชาตินั้นๆ เอาไว้ ดังจะได้เห็นตามกระแสการตื่นตัวของโลกฝั่งตะวันตกในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ที่เก็บรวบรวมทรัพย์สมบัติของชาติ สิ่งเก่าแก่แปลกใหม่ (ในยุคนั้น) จนกลายเป็นของล้ำค่าหายาก (ในยุคนี้) เพื่อเป็นหลักฐานทางมรดกวัฒนธรรม จนเกิดเป็นศัพท์ใหม่ของโลก Museum ในภาษาอังกฤษมีรากศัพท์จากภาษาละติน “museums” หรือ ”musea” ที่มีรากฐานมาจากภาษากรีก “mouseion”ใช้แทนความหมายว่าสถานที่หรือวิหารที่อุทิศให้เทพธิดา และคำว่า มิวเซียม อันมีความหมายว่าพิพิธภัณฑ์นั้นก็มีเป้าหมายในการเก็บรักษาและดูแลสิ่งของที่สำคัญทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และศิลปะ
เฉกเช่นกับพิพิธภัณฑ์ของชาติไทย ผู้ให้กำเนิดและก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยครั้งแรก เกิดขึ้นตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ณ พระที่นั่งราชฤดี และต่อมาทรงให้ย้ายสิ่งของจัดแสดงมาไว้ยังพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์ในหมู่พระอภิเนาว์นิเวศน์ ในพระบรมมหาราชวัง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดฯให้ย้ายโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และของแปลกประหลาดจากพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์มาจัดแสดงในหอมิวเซียม ณ หอคองคอเดีย ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพิธีเปิดหอมิวเซียม หรือพิพิธภัณฑ์สถานหอคองคอเดีย
หอคองคอเดีย
ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 จึงถือเป็นวันกำเนิดของพิพิธภัณฑ์สถานของชาติไทย เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์สถานของหลวงหรือทางราชการที่จัดตามหลักวิชาการสากลและเปิดให้สาธารณะชนเข้าชมเป็นครั้งแรก การจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ผู้ที่เป็นผู้จัดการหลักฝ่ายไทยคือ พระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) และนายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster) ชาวอังกฤษ เป็นผู้อำนวยการจัดการแสดง สิ่งของที่นำมาจัดแสดงมีตั้งแต่เครื่องราชูปโภค อาวุธ ของแปลกบรรณาการจากต่างประเทศ ได้รับความสนใจจากประชาชนเข้าชมถึง 80,000 คน
พระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค)
นายเฮนรี่ อาลาบาสเตอร์ (Henry Alabaster)
พระองค์เจ้าไชยานุชิต กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ย้ายมิวเซียมจากในพระบรมมหาราชวังไปยังพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และพระที่นั่งอิศราวินิจฉัย ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) และโปรดฯ ให้ยกฐานะพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นกรมพิพิธภัณฑ์สถานขึ้นกับกระทรวงธรรมการ มีพระองค์เจ้าไชยานุชิต กรมหมื่นพงศาดิศรมหิป เป็นเจ้ากรมคนแรก ในเวลานั้นประชาชนทั่วไปยังคงเรียกพิพิธภัณฑ์ศัพท์ภาษาอังกฤษว่ามิวเซียม พิพิธภัณฑ์วังหน้าถูกเรียกว่า “มิวเซียมหลวง วังหน้า”
พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน
พระที่นั่งพุทไธสวรรย์
พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย
ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานอาคารหมู่พระวิมานทั้งหมดเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร โดยจัดแสดงนิทรรศการถาวร เรื่อง “ประวัติศาสตร์ไทย” ในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน เรื่อง “โบราณคดี ประวัติศาสตร์และศิลปกรรม” ในอาคารมหาสุรสิงหนาทและอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ เรื่อง “ประณีตศิลป์และชาติพันธุ์วิทยา” ในอาคารหมู่พระวิมาน
พิพิธภัณฑ์ได้ดำเนินการจัดแสดงให้บริการความรู้แก่ประชาชนเรื่อยมา จนในปี พ.ศ. 2538 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปี เป็นวันพิพิธภัณฑ์ไทย
และในปีนี้ ครบ 144 ปี นับตั้งแต่มิวเซียมหลวงได้ถือกำเนิดขึ้น พิพิธภัณฑ์ในประเทศได้ไทยได้ผ่านการเติบโตและพัฒนาขึ้นทัดเทียมกับต่างประเทศ โดยมีพิพิธภัณฑ์ให้ความรู้หลากหลายเรื่องราว หลากหลายแง่มุม บ้างนำเสนอผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ บ้างนำการเก็บสะสมและมรดกอันล้ำค่าเผยแพร่ออกสู่สายตาผู้เข้าชม โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลูกฝังการเรียนรู้แก่คนทุกเพศทุกวัย ให้บริการในการพัฒนาความรู้ของคนในชาติเสมอมา
เพราะอดีตทำให้เราได้เรียนรู้
และการตั้งคำถามในปัจจุบันก็นำไปสู่การเรียนรู้เพื่ออนาคต
อดีต ปัจจุบัน อนาคต ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในพิพิธภัณฑ์ของไทยใน พ.ศ.นี้