ผู้เขียน : ยุภาพร ธัญวิวัฒน์กุล
![]()
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์โต้ตอบแบบหน้าจอสัมผัสได้สร้างกระแสความนิยมในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงแวดวงพิพิธภัณฑ์ที่ถูกผลักดันให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชม
รูปแบบการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของพิพิธภัณฑ์และองค์กรทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะเมื่อโลกต้องเผชิญกับการระบาดของโรคโควิด-19 พิพิธภัณฑ์หลายแห่งหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น เพื่อปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการประสบการณ์เสมือนจริงของผู้ชม จนกล่าวได้ว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค “วัฒนธรรมเสมือน” (Virtual Culture)
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่หลากหลายรูปแบบในการพัฒนางานพิพิธภัณฑ์ เช่น เทคนิคแมปปิง (projection mapping) การสร้างเอฟเฟกต์เสียง 3 มิติ (binaural technology) การนำเสนอด้วยโฮโลแกรม การบริจาคผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล (Cashless donations) แอปพลิเคชันนำชม (Museum apps) การนำเสนอวัตถุเสมือนในสภาพแวดล้อมจริงด้วยเทคโนโลยีเออาร์(Augmented Reality: AR) หรือสร้างประสบการณ์เสมือนผ่านแว่น (Virtual Reality: VR) และอื่น ๆ
การลงทุนในการสร้างประสบการณ์ดิจิทัลเพื่อหวังให้ผู้ชมได้รับความรู้จากเนื้อหาที่มีความหมายมากขึ้น พร้อมกับสร้างแรงจูงใจให้ผู้ชมอยากกลับมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์อีกเรื่อย ๆ นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์หลายแห่งยังให้ความสำคัญกับการบริการให้ข้อมูลดิจิทัล (Digital Information) เพื่อเอื้อบริการต่าง ๆ ให้ผู้เยี่ยมชม ทั้งการตอบคำถามเฉพาะบุคคลและการเข้าถึงข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเชิงลึกในด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์

ภาพที่ 1 การนำหุ่นยนต์มาให้บริการข้อมูลในพิพิธภัณฑ์แทนมนุษย์
(ภาพจาก https://cdn-adfal.nitrocdn.com/YVUfUEcpMIlrmfLPrHdOOLzBwvTZaRWe/assets/images/optimized/rev-685331b/www.museumnext.com/wp-content/uploads/2019/03/museums-artificial-intelligence.jpg)
ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence: AI) หรือเป็นรูปแบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์วิธีการทำงานของพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการสร้างความมีส่วนร่วม การให้ความรู้และยกระดับประสบการณ์ของผู้ชม มีการคาดการณ์ว่าในไม่ช้าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จะกลายเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ในอนาคต ตัวอย่างเช่น ค.ศ.2018 สถาบันสมิธโซเนียนได้นำร่องการใช้หุ่นยนต์ “Pepper” ในพิพิธภัณฑ์เครือข่ายจำนวน 6 แห่ง เพื่อให้บริการตอบคำถามแก่ผู้เข้าชม พร้อมเล่าเรื่องโดยใช้เสียง ท่าทาง หน้าจอสัมผัสแบบโต้ตอบ และสามารถโพสต์ท่าเพื่อเซลฟีได้ด้วย ซึ่งสถาบันสมิธโซเนียนกำลังขยายผลการใช้หุ่นยนต์ในพิพิธภัณฑ์ในเครือข่ายแห่งอื่น ๆ ต่อไป
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการแปลภาษาเพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนิทรรศการได้หลากหลายภาษา นับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ชมจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงข้อมูล มีส่วนร่วมและชื่นชมนิทรรศการที่จัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ในวงกว้างได้ง่ายขึ้น ดังตัวอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Museé du Louvre) ในปารีสได้ร่วมมือกับ Google ในการพัฒนาเครื่องมือแปลที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับนิทรรศการได้มากกว่า 50 ภาษา
ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ยังถูกใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ส่วนตัวสำหรับผู้ชมพิพิธภัณฑ์ได้อีกด้วย โดยระบบประมวลผลสามารถช่วยพิพิธภัณฑ์วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความชอบและความสนใจของผู้ชมเป็นรายบุคคลในการให้คำแนะนำส่วนบุคคลในการเข้าชมนิทรรศการ หรือการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มว่าจะดึงดูดใจผู้ชมมากที่สุด ผู้ชมจึงใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์นานขึ้น และกระตุ้นความต้องการสำรวจพื้นที่ใหม่ ๆ หรือมีส่วนร่วมในนิทรรศการที่ผู้ชมอาจไม่เคยเข้าชมมาก่อน
กรณีหอศิลป์เทตบริเทน (Tate Britain) ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อสำรวจวิเคราะห์งานสะสมในหมวดศิลปะอังกฤษ และออกแบบแหล่งข้อมูลออนไลน์ชื่อ “Recognition” โดยการเปรียบเทียบงานศิลปะในรูปแบบดิจิทัลจำนวน 30,000 ชิ้นจับคู่กับภาพข่าวเล่าเรื่องของสำนักข่าวรอยเตอร์ ตัวอย่างเช่น ภาพสองสาวแห่งตระกูลเลก (Two Ladies of the Lake Family) ซึ่งเป็นจิตรกรรม ค.ศ. 1660 โดยเซอร์ปีเตอร์ ลีลี (Sir Peter Lely) หัวหน้าจิตรกรในพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 จับคู่กับภาพถ่ายหญิงข้ามเพศสองคนกำลังแต่งหน้าก่อนงานฉลองเทศกาล “รักษาบันดาล” (Raksha Bandhan) ในย่านโคมแดงของเมืองมุมไบ อินเดีย ในวันที่ 17 สิงหาคม ค.ศ. 2016 แม้ผลงานทั้ง 2 ชิ้นจะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ด้วยช่วงเวลาที่ห่างไกลกันหลายศตวรรษและมาจากคนละซีกโลก แต่ทั้งสองภาพก็มีร่างคนสองคนนั่งสวมชุดสีน้ำเงินและเขียวอันหรูหรา ตัดกับพื้นหลังเป็นผ้าม่านสีแดงเข้มเหมือนกัน การจับคู่เปรียบเทียบแบบคาดไม่ถึงนี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับผู้ชม

ภาพที่ 2 การใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าสร้างสรรค์การจัดแสดงนิทรรศการออนไลน์รูปแบบใหม่
(ภาพจาก https://media.tate.org.uk/aztate-prd-ew-dg-wgtail-st1-ctr-data/images/ik_prize_match_1_yUgyh2B.width-1440.jpg)
อีกกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจเป็นการพัฒนาประสบการณ์ "พิพิธภัณฑ์เสมือนจริง" ให้กับผู้ชมผ่านแอปพลิเคชัน ชื่อ I-MUSE เมื่อผู้เข้าชมแสดงความสนใจสแกนคิวอาร์โค้ดของวัตถุหรือนิทรรศการ อัลกอลิธึมของปัญญาประดิษฐ์ จะเริ่มค้นหารายการวัตถุจัดแสดงหรือนิทรรศการที่คล้ายกันกับสิ่งที่ผู้ใช้แสดงความสนใจจากพิพิธภัณฑ์ในเครือข่ายของเมืองตูริน อิตาลี และประมวลผลเพื่อสร้างข้อเสนอแนะสิ่งที่ควรดูในคอลเล็กชันพิพิธภัณฑ์อื่นๆ โดยเป้าหมายของแอพพลิเคชันเพื่อดึงดูดผู้ชมใหม่ๆ และเพิ่มจำนวนผู้มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์

ภาพที่ 3 ตัวอย่างการแสดงผลบนหน้าจอโทรศัพท์จากแอพพลิเคชัน I-MUSE
(ภาพจาก https://news.artnet.com/app/news-upload/2023/10/Screenshot-2023-10-13-at-17.56.36-961x1024.jpg)
ขณะที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสิงคโปร์ (National Museum of Singapore) ได้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อวิเคราะห์ปฏิกิริยาของผู้เข้าชมต่อการจัดแสดงต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาและช่วยในการตัดสินใจว่านิทรรศการใดควรเก็บไว้และสิ่งใดที่ควรเปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์ของผู้เยี่ยมชมแล้ว เทคโนโลยี AI ยังถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้พิพิธภัณฑ์จัดการและรักษาคอลเล็กชันให้ดีขึ้นได้ โดยการประมวลข้อมูลของเพื่อระบุรูปแบบและแนวโน้มที่ช่วยให้พิพิธภัณฑ์มีข้อมูลเพียงพอกับการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดหาวัตถุ การอนุรักษ์ และการจัดแสดงงานศิลปะ ตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์ไรจ์คส์ (Rijks Museum) ในอัมสเตอร์ดัม ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์สีและลวดลายในงานสะสมประเภทจิตกรรรมในยุคทองของเนเธอร์แลนด์ เพื่อช่วยในการทำความเข้าใจเทคนิคและวัสดุที่ศิลปินใช้สร้างชิ้นงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้มีข้อมูลมากขึ้นสำหรับใช้การตัดสินใจเกี่ยวกับการอนุรักษ์และฟื้นฟู

ภาพที่ 4 การฟื้นฟูชิ้นส่วนที่ถูกตัดขาดหายไปของภาพ Night Watch
ด้วยเทคโนโลยี AI ให้คอมพิวเตอร์วาดภาพให้เหมือนศิลปินแรมแบรนดต์
(ภาพจาก https://www.rijksmuseum.nl/assets/0a17b524-a8a0-46b8-b8d8-8ecf982e889c?w=960&h=649&fx=960&fy=540&format=webp&c=70edf679aef4200b66b2bcc9c05ffb630cb3db128cff084afbb76f1ec3411d10)
กล่าวโดยสรุป คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานของชาวพิพิธภัณฑ์ ทั้งการสร้างสรรค์กิจกรรมที่เปิดให้ผู้เยี่ยมชมมีส่วนร่วม หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่เฉพาะบุคคล ตลอดจนการจัดการงานสะสม การจัดเก็บและการอนุรักษ์ฟื้นฟูศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการพัฒนาขีดความสามารถของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก จึงมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตพิพิธภัณฑ์จะนำเทคโนโลยีนี้มาประยุกต์ใช้ในการทำงานมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าชมเท่านั้น แต่การตอบรับให้สอดรับกับนวัตกรรมใหม่ยังทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าพิพิธภัณฑ์จะยังคงเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไป
Lauren Styx. 2023. How are museums using artificial intelligence, and is AI the future of museums? Retrieved from https://www.museumnext.com/article/artificial-intelligence-and-the-future-of-museums/
Jo Lawson-Tancred. 2023. Will Algorithms Replace Docents? A New Mobile App Uses A.I. to Generate Art Recommendations for Turin’s Museumgoers. Retrieved from https://news.artnet.com/news/ai-app-museums-italy-2377858
8 Top Technology Trends for Museums in 2023. Retrieved from https://stqry.com/blog/technology-in-museums/
MySmartJourney. 2022. 8 trends that are transforming museums. Retrieved from https://mysmartjourney.com/en-ca/post/8-trends-that-are-transforming-museums
ภาพปก จาก https://www.flickr.com/photos/arselectronica/47949647472/ © vog.photo