Muse Around The World
พิพิธภัณฑ์ ความสร้างสรรค์ และสุขภาพ: งานศึกษา นโยบาย และปฏิบัติการจากสหราชอาณาจักร
Muse Around The World
18 มิ.ย. 67 1K
สหราชอาณาจักร

ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ

สรุปสาระสำคัญจากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อ Museums and Ageing ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติกับบริติช เคานซิล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2567 มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 179 คน ในหัวข้อเรื่อง นโยบายและการบริหารงานพิพิธภัณฑ์กับผู้สูงวัยในสหราชอาณาจักรศ.เฮเลน แชทเทอร์จี นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของมนุษย์ ศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นบุคคลสำคัญในการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างศิลปะกับสุขภาพ มุมมองและประสบการณ์ของอาจารย์สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในการส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประชากรสูงวัย

“สุขภาพเชิงสร้างสรรค์” (creative health) ตามคำนิยามของศูนย์กลางด้านสุขภาพสร้างสรรค์แห่งชาติ (National Centre for Creative Health) สหราชอาณาจักร ครอบคลุมแนวทางและกิจกรรมสร้างสรรค์ในวงกว้างทั้งทัศนศิลป์และการแสดง งานฝีมือ ภาพยนตร์ วรรณกรรม รวมถึงการทำอาหาร การมีส่วนร่วมกับมรดกทางวัฒนธรรม และปฏิสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์กับธรรมชาติ เช่น การทำสวน สุขภาพสร้างสรรค์ยังรวมถึงแนวทางนวัตกรรมในบริการสุขภาพและการดูแล การผลิตร่วม การศึกษา และการพัฒนาแรงงาน สามารถประยุกต์ใช้ได้หลากหลายทั้งในบ้าน ชุมชน สถาบันวัฒนธรรม แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม และสถานพยาบาล สุขภาพสร้างสรรค์มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรค ส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ จัดการกับภาวะเรื้อรัง และอำนวยความสะดวกในการรักษาและฟื้นฟูตลอดช่วงชีวิต

บทความนี้สรุปการนำเสนอของ ศ. แชทเทอร์จี ใน 2 ส่วน หนึ่ง สุขภาพเชิงสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพกับศิลปะและวัฒนธรรม เนื้อหากล่าวถึงแนวคิด ตัวอย่างการทำงาน และการขยายผลในการสร้างสุขภาวะของผู้สูงวัย และสอง การประเมินผลกระทบของแผนงานและกิจกรรมในการพัฒนาสุขภาพสร้างสรรค์

ปฏิบัติการและการขยายผล

ศ. แชทเทอร์จีเริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำถึงความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในฐานะทรัพยากรของชุมชนที่มีส่วนสนับสนุนสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างมาก อาจารย์ชี้ให้เห็นถึงผลการวิจัยต่าง ๆ ที่แสดงว่ากิจกรรมของพิพิธภัณฑ์สามารถบรรเทาความรู้สึกโดดเดี่ยวและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นประเด็นสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงวัย พิพิธภัณฑ์สามารถแสดงบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงทางสังคมและการพัฒนาสมอง ดังตัวอย่างในโครงการ Museums on Prescription” [พิพิธภัณฑ์ที่เป็นยาใจ] [1] ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการสุขภาพเข้ากับพิพิธภัณฑ์เพื่อสร้างเครือข่ายในการทำงานเพื่อผู้สูงอายุ ผู้เข้าร่วมโครงการเดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์และทำกิจกรรมสร้างสรรค์ทุกสัปดาห์ ส่งผลให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวลดน้อยลงและมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น โครงการนี้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของพิพิธภัณฑ์ในการเป็นพื้นที่บำบัดรักษา และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้เข้าชม

ภาพ 1 กิจกรรมเพื่อสุขภาวะผู้สูงวัยและผลงานของ ศ.ชาเทอร์จี

ย้อนไปในช่วง 15 ปีที่แล้ว การบูรณาการศิลปะเข้ากับแนวปฏิบัติด้านสุขภาพเริ่มต้นขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลกับมหาวิทยาลัย มีการสำรวจแนวทางที่พิพิธภัณฑ์มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพ จึงนำมาสู่การทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน บุคลากรทางการแพทย์ กับสมาชิกในชุมชน ในการใช้ศิลปะในทุกรูปแบบในการบำบัด เน้นการแสดงออกทางอารมณ์และบรรเทาความเครียดให้กับผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม ดังเช่นความร่วมมือระหว่างพิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัย (UCL) กับโรงพยาบาลในท้องถิ่น จัดกิจกรรมศิลปะสำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง กิจกรรมดังกล่าวช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับอารมณ์ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ต้องออกแบบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับความคิดสร้างสรรค์

ใบสั่งกิจกรรมทางสังคม (Social Prescribing) [2] นับเป็นนวัตกรรมที่ผู้ให้บริการสุขภาพส่งต่อผู้ป่วยเข้ารับบริการในสถานที่อื่น ๆ นอกเหนือจากการรักษาทางคลินิก เช่น กิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ วิธีการนี้มุ่งหวังให้ภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการลดการพึ่งพาการรักษาทางคลินิก ด้วยทรัพยากรและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนทุกกลุ่ม พิพิธภัณฑ์จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการบำบัดด้วยกิจกรรมทางสังคม ดังปรากฏในกิจกรรม Mindfulness in the Museum [3] กิจกรรมออกแบบให้กับผู้ที่ประสบกับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า โดยผสมผสานการนั่งสมาธิตามคำแนะนำและการชื่นชมผลงานศิลปกรรมในบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลาย กิจกรรม Creative Writing Workshops เป็นอีกตัวอย่างของกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สามารถจัดขึ้นในพิพิธภัณฑ์ แต่ละคนจะเขียนเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจจากจดหมายและโปสการ์ดประวัติศาสตร์ พร้อมกับพูดคุยกับสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรม กิจกรรมได้สร้างความมั่นใจให้กับผู้เข้าร่วมและช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว เหล่านี้สะท้อนบทบาทของพิพิธภัณฑ์ ที่ช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ไปจนถึงการสานสัมพันธ์ของคนในชุมชน

จากการทำงานอย่างต่อเนื่องของหน่วยงานด้านวัฒนธรรมและสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ นำมาสู่การจัดตั้ง National Alliance for Museums, Health and Wellbeing เมื่อ ค.ศ. 2015 มีเป้าหมายเพื่อสร้างการยอมรับและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ในด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ UCL Public and Cultural Engagement, National Museums Liverpool, British Museum/Age Friendly Museums Network และสถาบันอื่น ๆ องค์กรนี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการแบ่งปันข้อมูลและแนวปฏิบัติที่ดี มีภารกิจในการสนับสนุน และสร้างองค์ความรู้และการฝึกอบรมในกิจกรรมด้านสุขภาพและสุขภาวะที่มีพิพิธภัณฑ์เป็นฐาน

การวิจัยและการประเมินผล

การวิจัยและการประเมินประสิทธิผลของแผนงานและกิจกรรมสุขภาพที่มีพิพิธภัณฑ์เป็นฐาน มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนากิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงวัย ศ. แชทเทอร์จีกล่าวถึงเครื่องมือและกระบวนการในการรวบรวมข้อมูลเพื่อประมวลประสบการณ์และผลลัพธ์จากมุมมองของผู้เข้าร่วม ผู้จัดกิจกรรม วิทยากร และทุกภาคส่วนที่มีบทบาทในการทำงาน  

หนึ่งในเครื่องมือหลักที่ ศ.แชทเทอร์จีกล่าวถึงคือ Warwick-Edinburgh Mental Wellbeing Scale (WEMWBS)[4] ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการประเมินสุขภาพจิต โดยใช้ข้อความที่มีการให้คะแนนใน 5 ระดับ และวัดระดับสุขภาพจิตเชิงบวก เช่น ความหวังดี การตั้งรับปัญหา พิพิธภัณฑ์หลายแห่งเลือกใช้เครื่องมือนี้ในการประเมินโครงการของพิพิธภัณฑ์เพื่อติดตามการพัฒนาสุขภาพจิตของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เครื่องมืออีกชนิดคือ UCL Creative Wellbeing Measure [5] ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับประเมินกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ประกอบด้วยข้อความสั้น ๆ และสื่อภาพในลักษณะสเกลคะแนน เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถแสดงความรู้สึกได้ง่าย ครอบคลุมทั้งอารมณ์และความรู้สึกส่วนบุคคลด้านบวกและด้านลบ ตัวอย่างที่ ศ.แชทเทอร์จีกล่าวถึงคือการนำมาวัดผลสุขภาวะเชิงสร้างสรรค์ของ UCL มาใช้ในเวิร์กช็อปศิลปะสำหรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมที่พิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย ด้วยรูปแบบการใช้งานที่ง่าย ช่วยให้ผู้เข้าร่วมให้ข้อมูลที่สะท้อนปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อกิจกรรมเหล่านี้เป็นอย่างดี

ภาพ 2 ตัวอย่างเครื่องมือในการประเมินโครงการเพื่อสุขภาวะผู้สูงวัย

ศ.แชทเทอร์จีกล่าวถึงการประเมินผลที่ควรครอบคลุมทั้งวิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ ดังตัวอย่างของ WEMWBS และ UCL Creative Wellbeing Measure ที่ประยุกต์ใช้ในระยะต่าง ๆ ของแผนงานและกิจกรรม จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อระบุการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น ในโครงการ “Museums on Prescription” มีการใช้เครื่องมือ WEMWBS เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 115 คน ข้อมูลสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสุขภาพจิตในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากการเข้าร่วมในกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์เป็นเวลา 10 สัปดาห์

ส่วนวิธีการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพได้แก่การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกและการสนทนากลุ่มกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ผู้ประสานงาน และผู้ดูแล ข้อมูลเชิงประสบการณ์ส่วนบุคคลและผลกระทบที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมมีความละเอียดและลึกซึ่งสำหรับการวิเคราะห์ นอกจากนี้ ผู้ศึกษาผลกระทบสามารถใช้บันทึกของผู้เข้าร่วมและผู้ประสานงานที่บันทึกประสบการณ์และความนึกคิดของตน ช่วยให้เราเข้าใจผลกระทบของแผนงานและกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับแต่ละคนได้เช่นกัน ในโครงการ “Museums on Prescription” ได้ศึกษาวิเคราะห์บันทึกของผู้ประสานงานและบันทึกประจำวันของผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และสังคม รวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการทำงาน

ส่วนวิธีการสังเกตการณ์ เช่น การสังเกตการณ์ผู้เข้าร่วม ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการประเมินผล นักวิจัยและผู้ประสานงานจะสังเกตการณ์ผู้เข้าร่วมจัดกิจกรรม และบันทึกการมีส่วนร่วม ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประมวลผลประกอบกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ ทั้งนี้ ศ.แชทเทอร์จีเน้นย้ำถึงคุณค่าในการบูรณาการข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ เรียกได้ว่าเป็นการเก็บข้อมูลแบบผสานวิธีทั้งการสำรวจ การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์ เพื่อให้การประเมินผลแผนงานและกิจกรรมอย่างครอบคลุม พิพิธภัณฑ์จึงสามารถประเมินผลกระทบของโครงการสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจว่าจะมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม

อ้างอิง

[1] โครงการดังกล่าวดำเนินการระหว่าง ค.ศ. 2014-2017 ด้วยการเชื่อมโยงผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้งกับกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ที่เข้าร่วมโครงการในกรุงลอนดอนกลางและเคนต์ คณะทำงานศึกษาวิจัยถึงกระบวนการ แนวปฏิบัติ คุณค่า และผลกระทบของรูปแบบการรักษาด้วยกิจกรรมสังคมในภาคศิลปะและวัฒนธรรม ผู้สนใจสามารถอ่านเพิ่มเติม https://www.ucl.ac.uk/culture/projects/museums-on-prescription#:~:text=Museums%20on%20Prescription%20is%20a,improve%20their%20health%20and%20wellbeing.

[2] คณะกรรมาธิการด้านสุขภาพจิตอธิบายใบสั่งกิจกรรมทางสังคมว่าเป็น “กลไกในการเชื่อมโยงผู้ป่วยกับแหล่งส่งเสริมสุขภาพนอกเหนือจากบริการการแพทย์ภายในชุมชน ซึ่งอาจรวมถึงโอกาสในการสร้างสรรค์ศิลปะ กิจกรรมทางกาย การเรียนรู้ทักษะใหม่  การทำงานอาสาสมัคร การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การสมาคม และการพึ่งพาตนเอง รวมถึงการสนับสนุนด้านสวัสดิการ การจ้างงาน ที่อยู่อาศัย หนี้สิน คำแนะนำด้านกฎหมายด้วย” จาก Museums and Wellbeing Alliance. (2015). Museums for health and wellbeing: A preliminary report. Retrieved from https://museumsandwellbeingalliance.wordpress.com/wp-content/uploads/2015/07/museums-for-health-and-wellbeing.pdf ในรายงานปริทัศน์โดย ศ.แชทเทอจีและคณะ กล่าวถึงวิธีการเชื่อมโยงผู้ป่วยกับการสนับสนุนของชุมชนในการเสริมสร้างสุขภาพจิตและลดภาระพึ่งพาการดูแลปฐมภูมิ รายงานย้ำถึงความสำคัญของการประเมินผลในลึก อ่านเพิ่มเติม Chatterjee, H., Camic, P., Lockyer, B., & Thomson, L. (2015). UCL social prescribing review 2015. University College London. Retrieved from https://www.ucl.ac.uk/biosciences/sites/biosciences/files/ucl_social_prescribing_review_2015.pdf

[3] อ่านเพิ่มเติม Tim Deakin. (January 24, 2022). How museums are offering meditation and mindfulness sessions. MuseumNext. Retrieved May 28, 2024, from https://www.museumnext.com/article/how-museums-are-offering-meditation-and-mindfulness-sessions/

[4] อ่านเพิ่มเติม Warwick Medical School. (n.d.). Warwick-Edinburgh Mental Well-being Scale (WEMWBS). University of Warwick. Retrieved May 28, 2024, from https://warwick.ac.uk/fac/sci/med/research/platform/wemwbs/

[5] อ่านเพิ่มเติม UCL Biosciences. (n.d.). UCL Creative Wellbeing Measures. University College London. Retrieved May 28, 2024, from https://www.ucl.ac.uk/biosciences/culture-nature-health-research/ucl-creative-wellbeing-measures 

รายการภาพ

ภาพปก       from https://londonartsandhealth.org.uk/london-news/research-and-local-communities-to-tackle-uk-health-inequalities/

ภาพ 1        Chatterjee, Helen, Prof. Presentation from the Museums and Ageing project, hosted by NDMI and British Council Thailand, April 29-30, 2024.

ภาพ 2        Chatterjee, Helen, Prof. Presentation from the Museums and Ageing project, hosted by NDMI and British Council Thailand, April 29-30, 2024.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ