ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ
![]()
บทความนี้จะสำรวจความสำคัญของการนำเสนอประเด็นการอพยพผ่านสถาบันวัฒนธรรม โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ โดยจะศึกษา Musée de l’Histoire de l’Immigration (MHI) ในกรุงปารีส บทความจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงปัญหาการอพยพในภาพรวมและบทบาทที่ซับซ้อนของมันในสังคมร่วมสมัย ต่อจากนั้นจะวิเคราะห์พิพิธภัณฑ์ MHI ตามมุมมองของนักวิชาการอย่าง Carol Ann Dixon และ Nadia Kiwan สุดท้าย บทความจะเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับการอพยพผ่านพิพิธภัณฑ์ โดยแสดงให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์สามารถสร้างความเข้าใจ ท้าทายการเหมารวม และมีส่วนช่วยในการสร้างการสนทนาที่ครอบคลุมในสังคมได้อย่างไร
ประเด็นการอพยพ
การอพยพเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาอย่างยาวนาน โดยการเคลื่อนย้ายผู้คนข้ามพรมแดนเพื่อแสวงหาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น การหลบหนีจากความขัดแย้ง หรือเพื่อตอบสนองต่อความท้าทายจากสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบัน การอพยพยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญระดับโลก ยังผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศ ความแน่นแฟ้นทางสังคม และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

ภาพโปสการ์ดนี้บันทึกช่วงเวลาที่ผู้อพยพชาวอิตาเลียนมายืนรวมตัวกันที่สถานีโมดาน ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การเดินทางที่เต็มไปด้วยความหวังและความยากลำบาก สะท้อนถึงความฝันของผู้คนที่มุ่งหน้าไปสู่ชีวิตใหม่
แหล่งที่มา: Immigrants italiens à la gare de Modane. Carte postale. Coll. Musée national de l'histoire de l'immigration. เครดิต: ©EPPPD-MNHI
ในฝรั่งเศส การอภิปรายเกี่ยวกับการอพยพเป็นประเด็นที่ “เผ็ดร้อน” โดยผู้อพยพมักถูกมองว่าเป็น "ปัญหา" ที่ต้องได้รับการแก้ไข มากกว่าจะเป็นผู้มีส่วนร่วมในโครงสร้างของสังคม การเล่าเรื่องเกี่ยวกับการอพยพในที่สาธารณะมักจะเน้นไปที่ความท้าทายที่ผู้อพยพต้องเผชิญ เช่น การเลือกปฏิบัติ การแยกตัวออกจากสังคม และความยากลำบากในการรวมตัวเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เรื่องราวเหล่านี้มักจะมองข้ามการมีส่วนร่วมที่สำคัญที่ผู้อพยพได้ทำให้กับประเทศปลายทาง โดยเฉพาะในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมือง
เมื่อการอพยพยังส่งอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การจัดการประเด็นเหล่านี้อย่างรอบด้านและครอบคลุมจึงเป็นสิ่งสำคัญ สถาบันวัฒนธรรมโดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอพื้นที่สำหรับเรื่องราวของผู้อพยพ การตั้งคำถามกับภาพเหมารวม และการสร้างความเข้าใจในความซับซ้อนของการอพยพ
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพ: มุมมองของดิกสันและคิวัน
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพ หรือ Musée de l’Histoire de l’Immigration (MHI) ในกรุงปารีส ซึ่งเดิมชื่อ Cité Nationale de l’Histoire de l’Immigration (CNHI) หยิบยกเรื่องราวการอพยพในฝรั่งเศส ซึ่งยังคงเป็นข้อถกเถียงทางสังคมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นักวิชาการอย่างดิกสัน (Carol Ann Dixon) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการศึกษาพิพิธภัณฑ์หลังอาณานิคม และคิวัน (Nadia Kiwanป ผู้เชี่ยวชาญด้านความทรงจำทางวัฒนธรรมและการอพยพ ได้วิเคราะห์บทบาทของพิพิธภัณฑ์ในการสร้างความทรงจำของสาธารณะและการทำความเข้าใจเรื่องการอพยพ
งานของดิกสันกล่าวถึงพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จากการรต่อรองอำนาจในพิพิธภัณฑ์ในการจัดการกับมรดกอาณานิคม เนื่องจากตั้งอยู่ในปาเลส์เดอลาปอร์ตดอเร่ (Palais de la Porte Dorée) สถานที่ดังกล่าวสร้างขึ้นในการจัดนิทรรศการอาณานิคม ค.ศ. 1931 ด้วยเงื่อนไขดังกล่าวส่งผลให้พิพิธภัณฑ์ต้องเผชิญกับความท้าทายในการนำเสนอประวัติศาสตร์การอพยพที่ไม่ถูกบดบังโดยอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส ดิกสันวิจารณ์การจัดแสดงนิทรรศการถาวรเช่น "Repères" (Benchmarks) ของพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการบอกเล่าเรื่องราวการกลืนกลายของผู้อพยพเข้าสู่สังคมฝรั่งเศส แม้ว่าแนวทางในการนำเสนอนี้สะท้อนภาพการอพยพในเชิงบวก แต่กลับทำให้ความซับซ้อนในประเด็นการอพยพกลับถูกมองข้าม เช่น การเลือกปฏิบัติและการถูกกีดกันที่ผู้อพยพต้องเผชิญ ดิกสันชี้ว่าด้วยการนำเสนอภาพดังกล่าวอาจไม่ส่งผลต่อจัดการกับความยากลำบากที่ผู้อพยพต้องเผชิญในปัจจุบัน

ค้อนของมาเรีย-ลูอิซา บรอเซตา มาร์ติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านในช่วงการพลัดถิ่นของครอบครัวจากตาร์ราโกนาในปี 1939 สะท้อนถึงการหลบหนีจากกองทัพของฟรังโกในสงครามกลางเมืองสเปน แหล่งที่มา: Exposition Repères, Musée national de l’histoire de l’immigration ภาพ: © Lorenzo
ในทางตรงกันข้าม คิวันได้สำรวจการมีส่วนร่วมของพิพิธภัณฑ์กับ “เสียง” จากกลุ่มที่ถูกมองข้าม ในมุมมองความร่วมมือในการจัดนิทรรศการ (co-curating exhibition) พิพิธภัณฑ์ใช้แนวทาง "การสนทนา" และ "สรรพเสียง" ในการออกแบบนิทรรศการ และอาศัยความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและชุมชนผู้อพยพ ตัวอย่างเช่น "Galerie des dons" (ส่วนจัดแสดงวัตถุบริจาค) ที่เชิญชวนให้สาธารณชนบริจาคสิ่งของส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์การอพยพ โดยแปลงให้เรื่องราวส่วนบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำร่วม คิวันเห็นว่าการมีส่วนร่วมดังกล่าวเป็นความพยายามก้าวข้ามการทำงานแบบเดิมที่ผู้ดูแลนิทรรศการเป็น “ผู้กุม” การเล่าเรื่อง ด้วยการให้สิทธิในการเล่าเรื่องกับสมาชิกชุมชนในการนำเสนอ
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนทั้งสองเห็นพ้องกันว่า การถ่ายทอดเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพยังคงเป็น “เผือกร้อน” ในภูมิทัศน์วัฒนธรรมของฝรั่งเศส แม้พิพิธภัณฑ์หวังให้เกิดพื้นที่ที่โอบรับและสะท้อนประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่ยังถูกจำกัดโดยบริบททางการเมืองและวัฒนธรรม การอพยพนับเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและก่อให้เกิดความแตกแยก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คงต้องเผชิญกับการหาจุดสมดุลระหว่างการส่งเสริมภาพในการกลืนกลายของผู้อพยพในสังคมฝรั่งเศสกับความยากลำบากที่คนอพยพต้องเผชิญและความขัดแย้งในสังคม เช่น การเหยียดเชื้อชาติ การอพยพที่ผิดกฎหมาย และการถูกกีดกันของชุมชนมุสลิม
ความสำคัญในการสื่อสารประเด็นการอพยพในงานพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ “เสียง” จากหลากหลายกลุ่มได้รับการยอมรับและท้าทายอคติที่ลดทอนการอพยพให้อยู่แค่ในประเด็นการเมืองหรือเศรษฐกิจ พื้นที่วัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์สามารถสะท้อนประสบการณ์ของผู้อพยพที่ช่วยลดอคติและสร้างความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นในหลากหลายแนวทาง ดังเช่นการจัดทำนิทรรศการด้วยความร่วมมือกับสมาชิกในชุมชนอพยพ ที่เปิดโอกาสให้ผู้อพยพนำเสนอเรื่องราวที่มักถูกมองข้ามในสังคม

เรือควาสซา-ควาสซา ซึ่งใช้สำหรับการอพยพผิดกฎหมายระหว่างอันจูอันและมายอตต์ สัญลักษณ์ของการต่อสู้ของผู้อพยพที่มองหาชีวิตที่ดีขึ้นท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการดูแลสุขภาพในคอโมโรส แหล่งที่มา: Kwassa-kwassa. Collection du Musée national de l'histoire de l'immigration, Inv. 2024.11.1 เครดิต: © EPPPD-MNHI
นอกจากนี้ จากตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การอพยพในปารีสช่วยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญในการเล่าเรื่องราวการอพยพที่เน้นเฉพาะภาพสำเร็จในการกลืนกลายและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหญ่ สู่การเปิดพื้นที่ในการสนทนาถึงประเด็นที่ซับซ้อน เช่น มรดกจากอาณานิคม การเลือกปฏิบัติ และการต่อสู้ที่ผู้อพยพคงเผชิญในสังคมปัจจุบัน ด้วยวิธีนี้ พิพิธภัณฑ์จะไม่เป็นเพียงพื้นที่ในการเก็บรักษาเรื่องราว แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีความหมาย โดยส่งเสริมความเข้าใจและความแน่นแฟ้นของชุมชนที่หลากหลาย
กล่าวจนถึงที่สุด การสื่อสารประเด็นการอพยพในงานพิพิธภัณฑ์ เพราะพิพิธภัณฑ์มีพลังในการท้าทายกับอคติที่เป็นอันตราย ด้วยการสร้างความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์ และมอบเสียงให้กับชุมชนที่ถูกมองข้าม พิพิธภัณฑ์สามารถส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจในสังคมโลกาภิวัตน์ และช่วยสร้างบทสนทนาในการนิยามอัตลักษณ์ของชุมชนในชาติ
แหล่งข้อมูล
Delaplace, A. (2015). Le Musée de l’histoire de l’immigration à Paris: Une collection et un musée en devenir. Anais Do Museu Paulista: História e Cultura Material, 23(2), 239–264. https://doi.org/10.1590/1982-02672015v23n0209
Dixon, C. A. (2012). Decolonising the museum: Cité Nationale de l’Histoire de l’Immigration. Race & Class, 53(4), 78–86. https://doi.org/10.1177/0306396811433115