ผู้เขียน : ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ
![]()
พิพิธภัณฑ์การไล่รื้อในชุมชนวิล่า ออโตโดรมู เมืองริโอ เดอ จาเนโร เป็นสัญลักษณ์สำคัญของการต่อต้านการบังคับออกจากชุมชน เพื่อเปิดทางให้กับโครงการก่อสร้างในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ค.ศ. 2016 และโครงการพัฒนาเมืองที่ตามมา พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เกิดขึ้นเพื่อรักษาเรื่องราวของครอบครัวที่ถูกขับไล่ และเป็นที่มั่นในการต่อสู้ทั้งให้กับบุคคลและชุมชนด้วยผลงานศิลปะ รูปปั้น และนิทรรศการต่าง ๆ การนำเสนอสิ่งจัดแสดงเหล่านี้เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวทางสังคม และการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของชุมชน
พิพิธภัณฑ์นี้ยังเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของพิพิธภณฑสถานวิทยาทางสังคม (social museology) ที่ซึ่งความทรงจำ ศิลปะ และการต่อต้านโครงการรัฐที่มีนโยบายการพัฒนาเมืองกำกับมุมมองที่มีต่อเมืองตามสายตาของทางการ กระบวนการพิพิธภัณฑ์จึงพยายามเรียกคืนความเป็นชุมชน และวิพากษ์วิจารณ์การพัฒนาที่ลดทอนความสำคัญของผู้อยู่อาศัย เนื้อหาของบทความต้องการชี้ให้เห็นถึงบทบาทของความทรงจำ ในฐานะเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงสังคม รวมถึงบทบาทของสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวกับชาวชุมชน
ที่มั่นในการต่อสู้และการต่อต้าน
วิล่า ออโตโดรมู ตั้งอยู่ในเขตตะวันตกของริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 ในฐานะชุมชนชาวประมงที่ตั้งอยู่ตามชายฝั่งของทะเลสาบจากาเรปากัว ในช่วงหลายทศวรรษ ชุมชนนี้เติบโตขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเมืองและการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ เช่น ศูนย์ประชุมริโอเซนโทรและสนามแข่งมอเตอร์สปอร์ตจากาเรปากัว ในช่วงทศวรรษ 1980 ผู้อยู่อาศัยได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการก่อตั้งสมาคมชาวบ้านวิล่าออโตโดรมูใน เมื่อ ค.ศ. 1987 เป็นจุดเริ่มต้นของการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานของการอยู่อาศัยในเมือง แม้จะเผชิญกับความพยายามในการขับไล่อยู่เนือง ๆ ในช่วงทศวรรษ 2000 การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยิ่งขยายตัวมากขึ้น พร้อม ๆ กับเหตุการณ์ระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก ค.ศ. 2014 และโอลิมปิก ค.ศ. 2016

ภาพถ่ายทางอากาศของชุมชนวิลลา ออโตโดรมู ในริโอเดจาเนโร เผยให้เห็นบ้านเรือนแน่นขนัดและตรอกซอยเล็ก ๆ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของชุมชน อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดท่ามกลางการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว
ที่มา https://i0.wp.com/museudasremocoes.com/wp-content/uploads/2018/04/13754305_1741687116090443_404623072813546957_n.jpg?w=740&ssl=1
ทศวรรษ 2000 นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับวิล่าออโตโดรมู เนื่องจากการเป็นเจ้าภาพของเมืองในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก เช่น การแข่งขันกีฬาแพนอเมริกันและโอลิมปิก ค.ศ. 2016 ก่อให้เกิดแรงกดดันในการขับไล่ชุมชนอย่างรุนแรง ในขณะที่การเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกกำลังดำเนินไป กว่า 500 ครอบครัวในวิล่าออโตโดรมูถูกขับไล่เพื่อให้พื้นที่สำหรับการสร้างสวนโอลิมปิกและโครงการพัฒนาเมืองที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่อาศัยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการศึกษา ทนายความภาครัฐ และสื่อทางเลือก จึงได้เริ่มต้นแคมเปญต่อต้านอย่างเข้มแข็ง รวมถึงการประท้วง การเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดีย และแผนประชาชนวิล่าออโตโดรมู (PPVA) ซึ่งได้รับการยอมรับและได้รับรางวัล Urban Age ค.ศ. 2013
พื้นที่แห่งความทรงจำ
พิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ซึ่งเป็นวันพิพิธภัณฑ์สากล โดย ธาอีนา เดอ เมเดอิโรส นักกิจกรรมสังคมและนักพิพิธภัณฑสถานวิทยา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการต่อสู้ของชุมชนกับการบังคับขับไล่ จุดประสงค์หลักของพิพิธภัณฑ์คือการรักษาความทรงจำและเรื่องราวของผู้ที่ถูกขับไล่ สร้างพื้นที่สำหรับความทรงจำร่วมและการต่อต้าน ด้วยการเชื่อมโยงการต่อต้านผ่านศิลปะกับความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เช่น นิทรรศการ เวิร์กช็อป และการอภิปราย พิพิธภัณฑ์นี้มุ่งหวังให้กระบวนการพิพิธภัณฑ์ช่วยเสริมสร้างพลังให้กับชุมชนต่าง ๆ ที่เผชิญกับการพัฒนาเมือง และรวมพลังให้กับประชากรชายขอบ

ป้ายทำมือของชุมชนวิลลา ออโตโดรมูติดตั้งอยู่ใต้ป้ายทางการของโอลิมปิกและโรงแรม สะท้อนถึงการต่อสู้ของชุมชนเพื่อสิทธิในการดำรงอยู่และการรับรู้ของสาธารณะ ในขณะที่ป้ายทางการทำจากโลหะอย่างประณีต ป้ายชั่วคราวนี้กลับเป็นถ้อยคำอันทรงพลังที่สะท้อนภารกิจของพิพิธภัณฑ์ในการอนุรักษ์ความทรงจำ อัตลักษณ์ และความเป็นธรรมในเมือง
ที่มา https://i0.wp.com/museudasremocoes.com/wp-content/uploads/2018/05/placa-17-de-junho-de-2017.jpg?fit=3840%2C1778
พิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษาของหลักสูตรสถาปัตยกรรมศาสตร์และการวางผังเมืองจากมหาวิทยาลัยอันฮังเกอรา ผลงานประติมากรรมทั้งเจ็ดที่สร้างขึ้นจากซากของบ้านที่ถูกทำลาย และเนื้อหาของประติมากรรมเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญที่เคยดำรงในวิล่าออโตโดรมู ประติมากรรมเกิดขึ้นจากการจัดเวิร์กช็อปร่วมกับผู้อยู่อาศัยและผู้สนับสนุนในการพูดคุยเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในพื้นที่ที่เคยเป็นที่อยู่อาศัย กิจกรรมของพิพิธภัณฑ์สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ในการปรับตัวเมื่อเผชิญหน้ากับโครงการพัฒนาเมือง ผู้อยู่อาศัยยังคงต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีและความผูกพัน ด้วยการสนับสนุนจากเครือข่ายทางสังคมที่กว้างขวาง
เสียงสะท้อนของการต่อต้าน
คอลเลคชันของพิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่มีความเกี่ยวข้องกับความทรงจำและการต่อต้านของผู้อยู่อาศัยในวิล่าออโตโดรมู จุดศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์คือประติมากรรมทั้งเจ็ดชิ้นที่สร้างโดยนักศึกษาจากหลักสูตรสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองของมหาวิทยาลัยอันฮังเกอรา วัสดุที่ใช้ในการสร้างผลงานมาจากจากซากบ้านและอาคารที่เกิดจากการไล่รื้อในระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ค.ศ. 2016 ผลงานแต่ละชิ้นเป็นตัวแทนของสถานที่สำคัญในชุมชน ถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้ทั้งในระดับบุคคลและระดับชุมชน แม้ว่าบางชิ้นอย่าง "Suporte dos Males" (Support of Evils) และ "A luz que não se apaga" (The Light That Does Not Go Out) จะถูกทำลายโดยอุปกรณ์ก่อสร้าง แต่ชิ้นงานที่เหลือยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความปรับตัวของชุมชนในการเผชิญกับแรงกดดันจากการพัฒนาเมืองและการบังคับขับไล่
นอกจากนี้ คอลเลคชันของพิพิธภัณฑ์ยังรวมถึงซากบ้านที่ถูกทำลาย ซึ่งกระจายอยู่ในพื้นที่ AEIS (พื้นที่พิเศษสำหรับผลประโยชน์ทางสังคม) ในวิล่าออโตโดรมู ซากเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงการทำลายล้างที่ผู้อยู่อาศัยต้องเผชิญ และเป็นภาพแทนของความรุนแรงที่ชาวชุมชนต้องทนทุกข์ ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมเศษซากต่าง ๆ ตามเส้นทางที่พิพิธภัณฑ์จัดทำ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับการพลัดถิ่นและการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่ยังคงดำเนินอยู่ของชุมชน

วัยเยาว์อันแสนหวาน (Doce Infância) โดยมาร์กอส โอลิเวรา และอานา อังเจลิกา เปลี่ยนเศษซากจากการรื้อถอนให้กลายเป็นรูปจำของสนามเด็กเล่นในอดีต ท่อและวัสดุรีไซเคิลเป็นวัสดุของชิ้นงานและเชื่อมโยงกับ "สิทธิในการจดจำ"
ที่มา https://i0.wp.com/museudasremocoes.com/wp-content/uploads/2018/05/2-escultura-parquinho-1.jpg?resize=740%2C555&ssl=1
โบสถ์เซา โจเซ่ โอเปอรารีโอ เป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของพิพิธภัณฑ์ โบสถ์แห่งนี้เป็นที่หลบภัยในช่วงการต่อสู้ของชุมชน สัญลักษณ์ของศรัทธาและความหวัง การอนุรักษ์โบสถ์พร้อมกับงานศิลปะที่อยู่ภายในชี้ถึงความสำคัญของโบสถ์ในฐานะพยานของพลังของชุมชน อีกส่วนหนึ่งคืออัฒจันทร์ขนาดย่อมเรียกว่า “Céu Aberto” (ท้องฟ้าเปิด) ที่สร้างเมื่อ ค.ศ. 2017 พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นบริเวณในการพบปะและสนทนา
อำนาจ ความทรงจำ และการต่อต้าน
พิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่เสนอวิธีมองที่น่าสนใจในการวิเคราะห์ถึงเครื่องมือของรัฐและการเมืองของภาพแทน แนวคิดเกี่ยวกับ "เครื่องมือของรัฐ" ได้รับการสำรวจจากนักคิดหลายท่าน หลุยส์ อัลธูเซอร์กล่าวถึงการทำความเข้าใจในการใช้อำนาจของรัฐผ่านสถาบันต่าง ๆ อัลธูเซอร์ (1971) ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ "เครื่องมือทางอุดมการณ์ของรัฐ" (Ideological State Apparatuses: ISAs) ซึ่งรวมถึงการศึกษา สื่อ และสถาบันวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือที่ช่วยเผยแพร่แนวคิดที่ครอบงำและรักษาอำนาจของรัฐ ขณะที่ฟูโกต์ (1977) เน้นบทบาทของอำนาจในการทำให้ความจริงและกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพื่อควบคุมประชากรผ่านบรรทัดฐานทางสถาบัน
ในกรอบนี้ พิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่ทำลายอุดมการณ์ที่ครอบงำของรัฐ โดยการให้เสียงกับผู้อยู่อาศัยที่ถูกมองข้าม ทั้งความทรงจำและผลงานศิลปะท้าทายกับนโยบายของรัฐที่มักจะอ้างว่าการพลัดถิ่นเป็นเรื่องจำเป็นในนามของการพัฒนาและความก้าวหน้า ในแง่นี้ พิพิธภัณฑ์เรียกคืนประวัติศาสตร์และประสบการณ์ส่วนบุคคลของชุมชน ทำให้ความทรงจำกลายเป็นเครื่องมือในการต่อต้านกระบวนการพัฒนาทางเมืองที่รัฐกำหนดขึ้น การที่พิพิธภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการรักษาความทรงจำของชุมชนผ่านศิลปะและการเล่าเรื่อง เป็นการท้าทายกับความชอบธรรมในการบังคับขับไล่จากรัฐ และรับประกันว่าเรื่องราวชีวิตของผู้อยู่อาศัยจะไม่ถูกลบล้างโดยการเมืองของการพัฒนาเมือง

เมื่อ ค.ศ. 2017 ชุมชนวิลลา ออโตโดรมูสร้างลานหินทรงวงกลมคล้ายอัฒจันทร์ภายใต้โครงการ “Open Sky” ท่ามกลางต้นไม้ ลานแห่งนี้เป็นพื้นที่พบปะ พูดคุย และรำลึกถึงอดีต เป็นการทวงคืนอาณาเขตเชิงสัญลักษณ์ของชุมชนหลังการถูกไล่รื้อ และเยียวยาความทรงจำร่วมที่สูญเสียไป
ที่มา https://i0.wp.com/museudasremocoes.com/wp-content/uploads/2018/04/img_20170902_172722699_hdr.gif?resize=740%2C416&ssl=1
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงแนวคิดการเมืองของภาพแทนที่สจ๊วต ฮอลล์ (1997) นำเสนอว่าภาพแทนวัฒนธรรม (cultural representation) ดังเช่นที่ปรากฏในผลงานศิลปะและนิทรรศการ เป็นกระบวนการที่อุดมการณ์หลักของสังคมได้รับการถ่ายทอดและสร้างมุมมองร่วมกันของสมาชิก ในกรณีของวิล่าออโตโดรมู ทางการย้ำว่าการขับไล่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้า แต่กลับละเลยคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน ฉะนั้น การจัดแสดงประติมากรรมจากซากบ้าน และเศษซากที่กระจายในพื้นที่ เปิดที่ทางให้กับประสบการณ์ชีวิตของชาวชุมชน และยืนยันความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในโลกที่โครงการพัฒนาของรัฐมักครอบงำ ด้วยภาพแทนและเรื่องเล่าของพิพิธภัณฑ์เช่นนี้ วิล่า ออโตโดรมู เรียกคืนอำนาจในการกำหนดประวัติศาสตร์ของตนเอง และท้าทายกับภาพแทนในสื่อกระแสหลักที่มักมองข้ามความสำคัญของชุมชน
พิพิธภัณฑ์การบังคับขับไล่เป็นตัวอย่างที่ดีที่เชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑสถานวิทยาทางสังคม โดยใช้ความทรงจำและศิลปะในการท้าทายกับอุดมการณ์ของรัฐ สารและสื่อของพิพิธภัณฑ์ชูให้ “เสียง” หรือมุมมองของกลุ่มชาวบ้านมีความสำคัญ และสื่อสารคุณค่าประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนในสังคมวงกว้าง พิพิธภัณฑ์ยังเสริมพลังให้กับผู้อยู่อาศัยในการหยัดยืนไม่ให้เรื่องราวของตนถูกลบล้าง ซึ่งมักเกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาเมืองที่รัฐเป็นผู้กำหนด ด้วยวิธีนี้ พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นสถานที่ที่สร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง และส่งเสริมสิทธิของการอยู่ในเมือง (urban rights) ของผู้คนที่มีทรัพยากรและอำนาจที่จำกัด
แหล่งข้อมูล
Althusser, L. (1971). Lenin and Philosophy and Other Essays. Monthly Review Press.
De Medeiros, T. (2016). The Evictions Museum. Retrieved from https://museudasremocoes.com/the-evictions-museum/
Foucault, M. (1977). Discipline and Punish: The Birth of the Prison. Pantheon Books.
Hall, S. (1997). Representation: Cultural Representations and Signifying Practices. Sage Publications.
Neu, M. M. (2020). Sociomuseology as a school of thought and Museologia Social as a practice: How can museums help to transform the reality of groups under the effect of marginalization? Cadernos de Sociomuseologia, 60(16), 117-146. https://doi.org/10.36572/csm.2020.vol.60.07
ภาพปก “ราคาของเหรียญโอลิมปิก” โดยหลุยซ์ เคลาดิโอ ซิลวา (ผู้ร่วมก่อตั้งพิพิธภัณฑ์การรื้อถอน) และโรดริโก ลิโมเอโร จัดแสดงที่มหาวิทยาลัยโคอิมบรา สะท้อนการต่อสู้ของวิลลา ออโตโดรมู ผ่านข้อความ “ไม่ใช่ทุกคนที่มีราคา!” และ “วิลลา ออโตโดรมูถูกปิดล้อม
ที่มา Facebook Page - Museu das Remoções