การเข้ามาของกรุงเทพฯ ในพื้นที่ล้านนาเพื่อผนวกให้กลายเป็นเพียงมณฑลหนึ่งของกรุงเทพฯ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2440 นั้น กรุงเทพฯ ได้เข้ามาจัดการปฏิรูปล้านนา ในหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา และการควบคุมสถาบันสงฆ์ จนทำให้เกิดแรงต่อต้านจากผู้คนในพื้นในหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะกรณีกบฏพระยาผาบฯ กบฏเงี้ยว หรือกรณีของครูบาศรีวิชัยที่มีความขัดแย้งและต่อสู้กันมายาวตั้งแต่ทศวรรษ 2440 จนถึงบั้นปลายชีวิตของครูบาศรีวิชัย (ครูบาศรีวิชัยมีชีวิตอยู่ช่วง พ.ศ. 2421-2481)
จากประวัติศาสตร์ที่กล่าวมาข้างต้น เรามักจะเข้าใจหรือมักถูกประวัติศาสตร์ที่ถูกเลือกทำให้เราเข้าใจเองว่า การต่อต้านอำนาจกรุงเทพฯ ในล้านนานั้นจบสิ้นลง หรือถูกผนวกได้อย่างสมบูรณ์แล้วในยุคของครูบาศรีวิชัย ดังคำปาฐกถาของศาสตราจารย์แคเธอรีน บาววี (Katherine A. Bowie) ได้กล่าวในงานไทยศึกษาครั้งที่ 13 ประจำปี 2560 จัดขึ้นที่เชียงใหม่ โดยกล่าวว่าล้านนาถูกผนวกกับสยามอย่างสมบูรณ์ในวันที่ครูบาศรีวิชัยได้ยินยอมลงนามทำ MOU กับรัฐบาลกรุงเทพฯ ในวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2479 ผู้เขียนคิดว่าข้อสรุปดังกล่าวนั้น เป็นข้อสรุปที่น่าสนใจ แต่ก็มีปัญหาในตัวไปด้วยพร้อมกัน เพราะถือเป็นข้อสรุปที่พยายามเน้นให้ความสำคัญกับตัวบุคคลมากเกินไป จนลืมมองเห็นถึงความต่อเนื่องของบริบทประวัติศาสตร์และอาจจะร้ายไปกว่านั้นคือ การสร้างข้อสรุปในลักษณะนี้จะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำและสร้างภาพลักษณ์ให้แก่ครูบาศรีวิชัยเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์แล้วการต่อสู้กับอำนาจรัฐหรืออำนาจจากกรุงเทพฯ ในภาคเหนือนั้นกลับไม่ได้หยุดอยู่ที่ครูบาศรีวิชัยเพียงเท่านั้น ยังมีกรณีพระพ่อปัน (นุ่งเหลือง-นุ่งดำ) ฤๅษีผู้ต่อต้านอำนาจรัฐ และกลุ่มพระผ้าขาวอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ผ้าขาวคำปัน ผ้าขาวดวงตา หรือบุคคลที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในภาคเหนือคือ “ผ้าขาวปี” ตนบุญผู้ที่ต่อต้านอำนาจรัฐโดยการยอมนุ่งห่มผ้าขาวตลอดชีวิต โดยบทความขนาดสั้นนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเพียงกรณีผ้าขาวปีเท่านั้น
“ผ้าขาวปี” หรือรู้จักกันทั่วไปในนาม “ครูบาอภิชัยขาวปี” ในที่นี้จะขอเรียกว่า “ครูบาขาวปี” บรรพชาเป็นสามเณรในปี 2448 และอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี 2454 โดยมีครูบาศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์ ถือเป็นลูกศิษย์คนสำคัญของครูบาศรีวิชัย ครูบาอภิชัยขาวปีเป็นผู้ที่ได้รับการนับถือว่าเป็น “ตนบุญ” อีกท่านหนึ่งในภาคเหนือ เป็นผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มชาวกะเหรี่ยงและผู้คนในภาคเหนือจำนวนมาก เป็นผู้ติดตามและช่วยงานบูรณะของครูบาศรีวิชัยอยู่อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะงานสำคัญอย่างการสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ในปี 2472 ภายหลังการมรณภาพของครูบาศรีวิชัยในปี 2481 ครูบาขาวปีได้ขึ้นมาเป็นผู้นำหลักในการเป็นผู้นำจิตวิญญาณ และผู้นำในงานบูรณปฏิสังขรณ์วัดในล้านนาแทนครูบาศรีวิชัย โดยมีประวัติผลงานการบูรณะและก่อสร้างทั้งวัด และ สถานที่สาธารณประโยชน์กว่า 113 แห่ง จนกระทั่งมรณภาพ ลงในปี 2520 ขณะไปเป็นประธานสร้างวิหารวัดท่าต้นธงชัย จังหวัดสุโขทัย เมื่ออายุ 88 ปี
ความขัดแย้งกับอำนาจรัฐนั้น กล่าวได้ว่าครูบาขาวปีเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากอำนาจดังกล่าวไม่น้อยไปกว่าครูบาศรีวิชัยผู้เป็นครูบาอาจารย์ของท่าน โดยครูบาขาวปีถูกจับสึกให้นุ่งผ้าขาวถึง 3 ครั้งด้วยกัน
ครั้งแรกในปี 2467 เนื่องจากไม่มีใบกองเกินเกณฑ์ทหารตามพระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร รศ. 124 ซึ่งมีผลครอบคลุมทั้งประเทศในปี 2459 ถูกจับสึกนุ่งผ้าขาวและต้องจำคุกกว่า 6 เดือน 10 วัน
ครั้งที่สองในปี 2474 ชาวบ้านนิมนต์ครูบาขาวปีมาเป็นประธานสร้างวิหารเพื่อประดิษฐานพระแก้วขาว แต่การสร้างยังขาดงบประมาณเพียงเล็กน้อย ท่านและชาวบ้านจึงทำการเรี่ยไรเงินเพื่อสมทบทุนในการสร้างเพื่อให้แล้วเสร็จ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านโดนจับสึกเนื่องจาก ผิดระเบียบคณะสงฆ์ว่าด้วยเรื่องเรี่ยไรเงินโดยไม่ได้ขออนุญาต
และครั้งที่สาม เหตุเกิดในช่วงท้ายของการสร้างถนนขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ ในปี 2478 โดยครูบาศรีวิชัยได้อุปสมบทให้ครูบาขาวปีอีกครั้ง ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในข้ออธิกรณ์ที่ครูบาศรีวิชัยถูกกล่าวหาจากรัฐ จนต้องลงมาเพื่อพิจารณาข้ออธิกรณ์ถึงกรุงเทพฯ โดยแถลงการณ์ของรัฐฉบับที่ ๒ กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “...หนานปี (ครูบาขาวปี) ต้องสึก แม้จะบรรพชาเป็นสามเณรอีกก็ไม่ได้ เป็นได้แต่ผ้าขาว..” จึงเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ครูบาขาวปีจำต้องสึกจากผ้าเหลืองเป็นครั้งที่สาม หันมานุ่งห่มขาว เพราะมิฉะนั้นครูบาศรีวิชัยก็จะไม่พ้นจากข้อกล่าวหา
อย่างไรก็ดี ภายหลังการมรณภาพของครูบาศรีวิชัยเพียง 10 ปี กลับกลายเป็นว่า ฝ่ายรัฐเสียเองที่พยายามจัดงานอุปสมบทให้ครูบาขาวปี ให้เข้าในสังกัดธรรมยุติกนิกายของกรุงเทพฯ โดยปรากฏใบปลิวเชิญชวนให้ผู้คนร่วมงานด้วย โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2491 ณ วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับพระราชทานให้เป็นวัดหลวงแห่งแรกของเชียงใหม่ แต่ไม่มีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าการจัดงานดังกล่าวประสบผลสำเร็จ เนื่องจากครูบาขาวปียังคงดำรงตนอยู่ในผ้าขาวจนชั่วชีวิต ซึ่งในเอกสารกัมมัฏฐาน 40 ทัศ ของครูบาขาวปีได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนถึงเรื่องวัตรปฏิบัติแบบเดิมที่เน้นการนับถือครูบาอาจารย์เพียงคนเดียว ซึ่งนั่นหมายถึงว่าครูบาอาจารย์ของท่านนั้นมีได้เพียงคนเดียวคือครูบาศรีวิชัย และท่านจะไม่อุปสมบทกับพระรูปอื่น ๆ การปฏิเสธที่จะเข้าพิธีอุปสมบทในครั้งนี้ของครูบาขาวปีจึงถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ด้วยเช่นกัน
การต่อสู้ของครูบาขาวปี หลังยุคครูบาศรีวิชัยยังปรากฏอีกหลายครั้ง ซึ่งจะขอยกมาเพียงบางเรื่องเท่านั้น เช่น ความขัดแย้งกรณีศาสนา 2 ห้องเป็นความขัดแย้งที่แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้เพื่อธำรงในวัตรปฏิบัติแบบจารีตของครูบาขาวปีที่สืบทอดมาจากครูบาศรีวิชัยได้อย่างชัดเจน โดยเป็นความขัดแย้งระหว่างครูบาขาวปีและกลุ่มพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในเชียงใหม่-ลำพูน คือกลุ่มของพระอินทจักร มีพระอินทจักร หรือ พระครู-วนาภิราม วัดน้ำบ่อหลวง สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ พระพรหมจักร หรือ พระสุพรหมยานเถระ วัดพระพุทธบาทตากผ้า ป่าซาง จังหวัดลำพูน และ พระคัมภีระ วัดดอยน้อย จอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทั้งสามเป็นพี่น้องกัน และที่ได้รับการเรียนรู้จากส่วนกลางทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ ได้ไปศึกษาวิปัสสนากรรมฐานแบบยุบ-พองจากสำนักวัดมหาธาตุ และจากฆราวาสท่านหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าสำนักยุบ-พองที่พม่า จนทำให้เกิดวิวาทะโจมตีกันผ่านงานเขียนทั้งใบปลิวจากฝ่ายพระอินทจักร หนังสือองค์ศาสนา 2 ห้อง และเอกสารกัมมัฏฐาน 40 ทัศ ของครูบาขาวปี โดยในเอกสารของครูบาขาวปีได้แยกให้เห็นถึงลักษณะของศาสนาภายในเป็นศาสนาสืบมาพระญาณคัมภีระได้นำมาจากลังกา จากและศาสนาภายนอก โดยกล่าวว่าศาสนาของฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่ได้เป็นศาสนาของพระพุทธเจ้าเป็นครูบาขาวปีกล่าวว่าเป็นศาสนาเยซูพม่า วิวาทะดังกล่าวทำให้ฝ่ายคณะสงฆ์ต้องเข้ามาทำการไต่สวนดังในเอกสารแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน เรื่องหนังสือองค์ศาสนา 2 ห้องโดยมีคำสั่งให้ครูบาขาวปีหยุดการพิมพ์หนังสือองค์ศาสนาสองห้องออกเผยแพร่และแจกจ่ายอีก
หลังจากกรณีองค์ศาสนา 2 ห้องครูบาขาวปีก็ไม่ได้มีข้อขัดแย้งอีก จนในปี 2501 ครูบาขาวปีได้กำหนด “วันศีลครูบา” ขึ้น การต่อสู้ผ่านการนับวันศีล หรือ วันพระของครูบา โดยวันศีลครูบาจะมีก่อนวันศีลที่กำหนดโดยรัฐไทย 3 วัน โดยครูบาได้อธิบายชัดในหนังสือองค์ศาสนา 2 ห้องว่า
“...เราเกิดก็เกิดกับคนสมัยเดือน 9 ดับหน เลี้ยงเราใหญ่ก็เหมือนเดือน 9 ดับหน บวรเราเป็นตุ๊เป็นพระก็คนสมัยเดือน 9 ดับหน” ในขณะที่ทางคณะสงฆ์ “ถือสมัยเดือน 9 ดับเต๋ม...”
กล่าวคือ ครูบาผ้าขาวเกิด เติบโต และบวชเรียนในยุคที่นับวันพระ “เดือน 9 ดับหน” หมายถึง เดือน 9 ขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเป็นการนับตามจันทรคติของล้านนาที่สืบทอดกันมา ขณะที่การนับวันพระแบบกรุงเทพฯ จะนับ “เดือน 9 ดับเต็ม” หมายถึง เดือน 9 ขึ้น 15 ค่ำ ดังนั้นครูบาผ้าขาวจึงเลือกแนวปฏิบัติตามธรรมเนียมล้านนาเดิมที่สืบต่อกันมา ซึ่งวันศีลครูบานี้ถูกนำไปปฏิบัติทุกวัดที่ครูบาได้ไปก่อสร้างบูรณะหรือแม้กระทั่งวัดที่เป็นกลุ่มลูกศิษย์ของครูบาด้วย
กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่าครูบาขาวปีพยายามที่จะต่อสู้กับอำนาจที่ถูกสถาปนาโดยรัฐ ไม่ว่าจะเรื่องคำสอน วัตรปฏิบัติหรือแม้แต่พิธีกรรมในทางศาสนา เพื่อพยายามดำรงรักษาจารีตเดิมที่ได้เรียนรู้มาจากครูบาอาจารย์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าไม่ใช่เพียงแค่ครูบาศรีวิชัยเท่านั้นที่ยืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐ แต่ยังมีคนอื่นอีกจำนวนมากที่ยังคงต่อสู้และต่อต้านกับอำนาจรัฐ และการต่อสู้นั้นก็ไม่ได้จบลงอย่างสมบูรณ์เพียงแค่ยุคของครูบาศรีวิชัยเท่านั้น แต่ยังคงดำรงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเรื่องราวของบุคคลเหล่านี้จะเป็นเรื่องสำคัญที่น่าจดจำหรือไม่ อยู่ที่ว่าประวัติศาสตร์และนักประวัติศาสตร์จะให้ความสำคัญกับเขาเหล่านั้นหรือไม่เท่านั้นเอง
ณัฐพงศ์ ดวงแก้ว
หจช.สร.0201.10/61 เรื่องพระศรีวิชัยไม่ปรองดองกับคณะสงฆ์ (พ.ศ.2478-2479).
หจช.สร.0201.10.2/6 เรื่องขอถวายวัดราษฏร์เป็นพระอารามหลวง (พ.ศ.2480).
โครงการจัดทำเอกสารข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์ต้นฉบับและเป็นฐานในการสร้างนักวิชาการด้านล้านนารุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2550). ปฐมมูลลกรรมฐาน ปฐมมูลลโลก ปฐมประวัติพระพุทธเจ้าสร้างสมภาร. เอกสารลำดับที่ห้าสิบเอ็ด ในโครงการ e-60 วรรณพิมพ์ล้านนา.
โครงการจัดทำเอกสารข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์ต้นฉบับและเป็นฐานในการสร้างนักวิชาการด้านล้านนารุ่นใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (2552). คร่าวซอประวัติครูบาอภิชัยขาวปี. เอกสารลำดับที่ยี่สิบสาม ในโครงการ e-60 วรรณพิมพ์ล้านนา.
คำแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดลำพูน. (2494). เรื่องหนังสือองค์ศาสนา 2 ห้อง. มปพ.
เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2559). เปิดแผนยึดล้านนา. กรุงเทพฯ: มติชน.
พระอภิไชย ขาวปี. (2494). หนังสือองค์ศาสนา 2 ห้อง. พิมพ์ครั้งที่ 2. เชียงใหม่: อุปะติพงษ์.
โสภา ชานะมูล. (2534). ครูบาศรีวิชัย “ตนบุญ” แห่งล้านนา (พ.ศ.2421-2481). วิทยานิพนธ์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. อ่านออนไลน์
Kwanchewan Srisawat. (1988). The Karen and The Khruba KHAO PI movement: A historical study of The response to the transformation in Northern Thailand. A Thesis presented to The Faculty of the Graduate School Ateneo de Manila University.
อ่านเพิ่มเติม
ขวัญชีวัน บัวแดง และ พิสิษฏนาสี. (2558). งานพิธีเปลี่ยนผ้าครูบาขาวปี: การสร้างและสานต่อเครือข่ายลูกศิษย์และผู้เชื่อถือศรัทธา. ใน วารสารสังคมศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2/2558 (กรกฎาคม-ธันวาคม). หน้า 29-61. อ่านออนไลน์
#Museum's Core, #Museumscore, #Raw Materials