ทุกวันนี้หากเราเดินเข้าไปในร้านค้าเพื่อมองหาเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว เราจะพบผลิตภัณฑ์หลากหลายสีสันให้ได้เลือกใช้ ความนิยมสีต่างๆ ขึ้นอยู่กับกระแสสังคมและรสนิยมส่วนตัวผู้บริโภค ผู้คนที่อาศัยในแต่ละส่วนของโลกล้วนให้ค่ากับเฉดสีที่แตกต่างกัน ในบางวัฒนธรรมสีๆ หนึ่งอาจเป็นสีนำโชค ในขณะที่สีเดียวกันอาจเป็นสีอัปมงคลในอีกชุมชน หนึ่งในแม่สีที่นิยมสืบต่อมาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์คือสีแดง เหตุผลส่วนหนึ่งเป็นเพราะสีแดงสามารถสกัดได้ง่ายจากธรรมชาติ ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีหลายขั้นตอน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสีแดงสามารถเชื่อมโยงเข้ากับความหมายที่หลากหลาย ทำให้มีคุณค่าเชิงสัญลักษณ์ในทุกวัฒนธรรม
สีแดงธรรมชาติสามารถสกัดได้ทั้งจากพืชและแร่ สีแดงเก่าแก่ที่สุดในโลกถูกสกัดจากแร่เฮมาไทต์ (Hematite) ที่มีส่วนประกอบของเหล็ก เมื่อฝนออกมาจะให้ผงสีแดงเข้ม ผู้คนในสมัยโบราณใช้รงควัตถุดังกล่าวในการสร้างสรรค์จิตรกรรมบนผนังถ้ำและเพิงผา แม้แต่ในประเทศไทยก็ปรากฏหลักฐานการใช้ดินแดงในงานศิลปะและพิธีกรรมให้เห็นตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทว่าหลายคนอาจไม่ทราบว่า การสกัดดินแดงมาใช้ประโยชน์สามารถย้อนกลับไปได้กว่า 4 หมื่นปี ในดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา

อึงเวนยา (Ngwenya) เหมืองแร่เหล็กแห่งแรกของโลกถูกค้นพบที่ประเทศเอสวาตีนีเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ถูกใช้งานอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคหินกลางจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แร่เหล็กที่ถูกสกัดในยุคแรกไม่ได้ถูกใช้ทำเครื่องมือการเกษตรหรืออาวุธ แต่ถูกใช้ในฐานะรงควัตถุให้สารสีแดงในการวาดภาพเขียนสี ดินแดงดังกล่าวจะถูกผสมกับไขมันสัตว์หรือยางไม้จนกลายเป็นของเหลวเพื่อง่ายต่อการวาดลงบนผนังถ้ำให้ติดทนนาน ความนิยมเขียนภาพด้วยสีแดงในยุคหินกลางมีหลักฐานให้เห็นทั่วไปในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ประเทศซิมบับเวจนถึงนามีเบีย สีแดงไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์จนถึงปัจจุบัน
ภาพที่ 1: อึงเวนยา เหมืองแร่เหล็กที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
ที่มาภาพ: Heather Dowd. Ngwenya Mine. (2009). [Online]. Accessed 2020 Dec 19.
Available from: คลิกเพื่อดูข้อมูลอ้างอิง

ภาพที่ 2: ภาพเขียนสีจากดินแดงบนผนังถ้ำนสวาตูกี (Nswatugi) ประเทศซิมบับเว
ที่มาภาพ: Brytta. Rock Art in Nswatugi Cave in Matobo Hills, Zimbabwe. (2019). [Online].
Accessed 2020 Dec 19. Available from: คลิกเพื่อดูข้อมูลอ้างอิง
การใช้ประโยชน์จากสีของดินแดงที่โดดเด่นที่สุดในทวีปแอฟริกาปรากฏในวัฒนธรรมของชาวฮิมบา (Himba) แห่งลุ่ม แม่น้ำคูเนเน (Kunene) ในประเทศนามีเบียและแองโกลา ดินแดงที่ได้จากแร่เฮมาไทต์มีความสำคัญในวิถีชีวิตของชาวฮิมบาเนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งที่จะมีน้ำใช้แค่ในฤดูมรสุม ทำให้ต้องประหยัดทรัพยากรน้ำมากที่สุดเท่าที่ทำได้ และเนื่องจากชายชาวฮิมบามีสิทธิ์ในการใช้น้ำก่อนผู้หญิง ทำให้สตรีฮิมบาต้องหาวิธีรักษาความชุ่มชื้นบนผิวหน้าและผิวกายของพวกตน พวกเธอจึงนำโอตจิเซ (Otjize) ซึ่งเป็นครีมผสมจากดินแดง ไขมันสัตว์ และยางหอมโอมูซุมบา (Omuzumba – ยางหอมสกัดจากต้น Commiphora Multijuga) ทาทั่วใบหน้าและเนื้อตัว ครีมโอตจิเซจะช่วยในการปกป้องผิวหนังของสตรีจากแสงอาทิตย์ รวมถึงให้กลิ่นหอมป้องกันแมลงกัดต่อย

ภาพที่ 3: หญิงสาวฮิมบาที่พอกผิวกายและเส้นผมด้วยดินแดง
ที่มาภาพ: Kamiri Safari. The Himba: Namibia's Iconic Red Women. (2012). [Online].
Accessed 2020 Dec 19. Available from: คลิกเพื่อดูข้อมูลอ้างอิง
นอกจากการทาดินแดงลงบนผิวกายแล้ว สตรีชาวฮิมบายังนำดินแดงมาพอกบนเส้นผม การบำรุงผมด้วยวิธีนี้ทำให้หญิงชาวฮิมบาสามารถไว้ผมยาวได้อย่างไร้กังวล แตกต่างกับเผ่าอื่นในแอฟริกาที่นิยมไว้ผมสั้นติดหนังศีรษะเพื่อป้องกันการเปราะหักของเส้นผมจากความแห้งของอากาศ อย่างไรก็ตาม ดินแดงที่พอกบนผิวหน้าและเนื้อตัวสามารถหลุดลอกหลังการทำงานในแต่ละวัน ผู้หญิงเหล่านี้จึงใช้เวลาว่างในยามเช้าเพื่อพอกดินแดงตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และใช้เถ้าจากถ่านไม้ในการชะล้างทำความสะอาดคราบไคลและรังแคเพื่อป้องกันการหมักหมมของสิ่งสกปรก
สำหรับสตรีฮิมบา ดินแดงมีค่าเทียบเท่ากับเครื่องสำอางและเครื่องประทินผิว ผิวกายสีแดงส้มถึงน้ำตาลแดงจากโอตจิเซเป็นสัญลักษณ์ความงามของอิตถีเพศ ชายชาวฮิมบาจะไม่ใช้ดินแดงประพรมผิวหน้าหรือผิวกาย การใช้ประโยชน์จากดินแดง
ถูกจำกัดในหมู่สตรีเท่านั้น ถือเป็นหนึ่งในความแตกต่างที่ถูกแบ่งแยกชัดเจนระหว่างสองเพศในเผ่า ชายชาวฮิมบามักใช้เวลาส่วนใหญ่ไกลออกไปจากบ้านเพื่อต้อนปศุสัตว์ออกหากิน ดังนั้นผู้หญิงจึงมีหน้าที่ทำทุกอย่างในครัวเรือนตั้งแต่รีดนมสัตว์ไปจนถึงเลี้ยงลูก ความผูกพันในหมู่สตรีฮิมบามีความแน่นแฟ้นเนื่องจากทุกคนต้องดูแลกันและกันยามที่หัวหน้าครอบครัวไม่อยู่ ผู้หญิงแต่ละคนจะช่วยเหลือกันทุกด้าน รวมถึงเลี้ยงดูลูกของหญิงอื่นในชุมชนเพื่อไม่ให้หญิงคนใดต้องรับภาระหนักเกินไป
ไม่เพียงแต่ให้ความงามเท่านั้น ดินแดงยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญสำหรับชาวฮิมบา เนื่องจากรงควัตถุดังกล่าวมีที่มาจากผืนดิน ดังนั้นสีแดงจึงมีความหมายเทียบเท่ากับพื้นพิภพและความอุดมสมบูรณ์ที่กำเนิดจากปฐพี นอกจากนี้สีแดงยังเป็น
สีของโลหิตหล่อเลี้ยงชีวิต จึงมีความข้องเกี่ยวกับการเจริญพันธุ์ของสตรี เด็กหญิงชาวฮิมบาจะได้รับอนุญาตให้ใช้ดินแดงพอกตัวเมื่อย่างเข้าสู่วัยสาว การประดับเนื้อตัวด้วยสีธรรมชาติบ่งบอกว่าเด็กสาวถึงวัยออกเรือนและจะกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัวทันทีที่มีบุตรคนแรก
ธรรมเนียมปฏิบัติในหมู่สตรีฮิมบาเป็นจุดริเริ่มสำคัญในการสืบหาที่มาของการใช้ประโยชน์จากแร่เฮมาไทต์อันยาวนานในประวัติศาสตร์แอฟริกา นักโบราณคดีชาติพันธุ์ (Ethno – archaeologist) ทั่วโลกต่างให้ความสนใจในวัฒนธรรมที่ข้องเกี่ยวกับดินแดงฮิมบาทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ชนเผ่าฮิมบาในปัจจุบันกำลังประสบปัญหานานับประการที่เสี่ยงต่อการสาบสูญของประเพณีเก่าแก่ สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลให้ชาวฮิมบาเผชิญภัยแล้งหนักหน่วงยิ่งกว่าในอดีต ผู้คนบางส่วนละทิ้งดินแดนบรรพบุรุษเพื่อตั้งรกรากในเมืองใหญ่ การศึกษาแบบตะวันตกของเด็กๆ ชาวฮิมบาทำให้คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความเป็นสากลมากกว่าประเพณีที่สืบต่อมา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนามีเบียได้ให้ความช่วยเหลือในการรักษาเอกลักษณ์ชนเผ่าฮิมบา โดยออกกฎหมายคุ้มครองชนกลุ่มน้อยในประเทศ ทำให้ชาวฮิมบาไม่เสี่ยงต่อการถูกคุกคามจากเผ่าอื่น นอกจากนี้รัฐยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมร่วมกับชาวฮิมบาโดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมและใช้เวลาร่วมกับคนในเผ่า ธุรกิจการท่องเที่ยวช่วยเพิ่มรายได้ให้กับชาวฮิมบา พวกเขาจึงไม่ต้องพึ่งพารายได้จากเกษตรกรรมและปศุสัตว์ที่ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนในแต่ละปีอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม การติดต่อกับคนต่างถิ่นส่งผลเสียต่อชุมชนเช่นกัน ชาวฮิมบาหลายคนปฏิเสธเครื่องแต่งกายหนังสัตว์และการใช้ดินแดงทาผิวเพราะไม่อยากเป็นที่ดึงดูดสายตา พวกเขาหันไปแต่งกายตามแบบตะวันตกเพื่อไม่ให้แปลกแยกจากคนในเมือง ค่านิยมความงามในอดีตกลับกลายเป็นสิ่งน่าละอายในสายตาคนรุ่นใหม่ ทางออกที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ละทิ้งประเพณีคือการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคนในชุมชนและคนนอก หนุ่มสาวชาวฮิมบาต้องเรียนรู้ที่จะภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของตน ในขณะที่นักท่องเที่ยวและคนเมืองควรเคารพวัฒนธรรมและผู้คนที่แปลกแยกไปจากตน พวกเขาสามารถเยี่ยมชมและเรียนรู้ประเพณีของชนเผ่า แต่ต้องตระหนักเสมอว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ที่เปิดกว้างต่อคำวิจารณ์
ชาวฮิมบา และชนเผ่าอื่นๆ ล้วนแต่ต้องการการปฏิบัติที่เท่าเทียมจากชาวโลก และเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนยอมรับความงามที่แตกต่าง
ไปจากตน เมื่อนั้นโลกของเราจะหลุดพ้นจากกรอบความงามมาตรฐานที่เกิดขึ้นเพียงเพราะมายาคติของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
กฤษณรัตน์ รัตนพงศ์ภิญโญ