ถ้าให้เลือกได้ว่าเราจะเกิดที่ไหนดีกว่ากัน ระหว่างประเทศเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่า กับประเทศเขตหนาวที่แห้งแล้งยะเยือก เพาะปลูกได้แค่ปีละไม่กี่เดือน แถมยังเต็มไปด้วยภัยธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ก็คงจะเลือกอย่างแรกกัน เพราะใครก็ตามที่เคยเที่ยวต่างประเทศคงจะรู้ดีว่า ไม่มีที่ไหนจะกินอยู่สบายแถมประหยัดไปกว่าดินแดนแถบเส้นศูนย์สูตรอีกแล้ว ได้มาเกิดในประเทศแบบนี้นับว่าโชคดี
แต่ครั้นกางแผนที่โลกออก เรากลับพบหลักฐานที่น่าสนใจและท้าทายความรู้สึก ประเทศเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชและสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งโดยมากเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ของโลก อาทิ เมโสโปเตเมีย อียิปต์ กรีก มายา ลุ่มแม่น้ำสินธุ ดูเหมือนว่าปัจจุบันส่วนใหญ่จะไม่ใช่กลุ่มประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยสมกับทรัพยากรเท่าไรนัก ในทางตรงกันข้ามประเทศเขตหนาวซึ่งน่าจะอดมื้อกินมื้อ ความจริงกลับเป็นกลุ่มประเทศที่เจริญก้าวหน้าที่สุดของโลก
ความสัมพันธ์ระหว่างเขตอากาศกับความเจริญ หากวิเคราะห์ข้อมูลดูก็จะพบว่า อุณหภูมิทุกๆ 1 องศาเซลเซียสที่เพิ่มขึ้นมาในแต่ละประเทศ มีผลให้ค่าจีดีพี (Gross Domestic Product – รายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ) ต่อหัวของประชาชนในประเทศนั้นลดลงไป 762 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,850 บาทต่อปี คิดแล้วอุณหภูมิส่งผลกระทบต่อจีดีพีในแต่ละประเทศราว 9% หมายความว่า ยิ่งประเทศตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมากเท่าไร โอกาสที่จะเป็นประเทศยากจนก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น (แน่นอนว่าเป็นสถิติโดยเฉลี่ย ไม่ใช่ทุกประเทศเป็นไปตามนี้)

ภาพที่ 1 แผนที่แสดง GDP ทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ.2020
IMF DataMapper. (2020, October 01). World Economic Outlook, October 2020: A long and difficult ascent. Retrieved February 20, 2021, from https://www.imf.org/en/Publications/WEO/Issues/2020/09/30/world-economic-outlook-october-2020
อะไรเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ที่ดูสวนทางกับสามัญสำนึกดังกล่าว เขตร้อนโดยรวมมีจุดอ่อนตรงไหน เราจะมาลองหาคำตอบกันจากกรณีศึกษาประเทศฮอนดูรัส สมัยศตวรรษที่ 20
ฮอนดูรัสตั้งอยู่ในภูมิภาคอเมริกากลาง มีพืชพรรณอุดมสมบูรณ์มาแต่โบราณ โดยเฉพาะกล้วย ปาล์ม ใบยาสูบ และกาแฟ อีกทั้งรุ่มรวยทางวัฒนธรรมเนื่องจากเป็นแหล่งอารยธรรมมายาและดนตรีแคริบเบียน ประเทศนี้เริ่มเป็นที่รู้จักของนานาชาติในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เนื่องจากมีการส่งออกผลไม้สู่ประเทศสหรัฐอเมริกา กล้วยถือเป็นของแปลกใหม่ (exotic) ที่อร่อยและราคาย่อมเยา ความต้องการในตลาดอเมริกันจึงสูงมาก
เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอเมริกากลาง ฮอนดูรัสเริ่มตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้ที่ดินปลูกกล้วยสายพันธุ์ที่ขายดี บริษัทหลักที่เติบโตร่ำรวยขึ้นมาในภูมิภาคขณะนั้น ได้แก่ ยูไนเต็ด ฟรุท (United Fruit) และคูยาเมล ฟรุท (Cuyamel Fruit) สร้างรายได้มหาศาลทั้งแก่รัฐบาลฮอนดูรัสและพวกเจ้าของบริษัทที่เป็นชาวต่างชาติ

ภาพที่ 2 ซามูเอล เซเมอร์เรย์ พ่อค้ากล้วยผู้ทรงอิทธิพลในฮอนดูรัส
ที่มาภาพ: Vantage, T. (2017, September 03). The best entrepreneurial story you've never heard of. Retrieved February 22, 2021, from https://medium.com/@thevantageco/the-best-entrepreneurial-story-youve-never-heard-of-fadf8ffa62ba
ซามูเอล เซเมอร์เรย์ (Samuel Zemurray) พ่อค้าชาวยิวจากรัสเซีย อพยพมายังอเมริกาและเห็นช่องทางทำเงินจากกล้วยอเมริกากลางที่ท่าเรือรัฐแอละแบมาในปี 1895 เขาตั้งกิจการร่วมกับเพื่อน คอยซื้อกล้วยที่สุกจนใกล้จะเสียจากยูไนเต็ด ฟรุท ในราคาถูก ก่อนส่งไปขายลูกค้าทางรถรางอย่างรวดเร็ว พอถึงช่วงปีค.ศ. 1905-1910 เซเมอร์เรย์ก็มีเงินมากพอจะซื้อกิจการเรือกลไฟสำหรับขนส่งกล้วย ซื้อบริษัทคูยาเมล ฟรุท รวมถึงซื้อที่ดิน 5,000 เอเคอร์ในฮอนดูรัสเพื่อจ้างคนปลูกกล้วย
เมื่อพ่อค้านายทุนสั่งสมอิทธิพลสูงและเป็นผู้จ่ายภาษีหลัก ก็ไม่แปลกที่จะต้องการกำหนดนโยบายของประเทศให้เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจ เซเมอร์เรย์จ่ายเงินทำข้อตกลงกับรัฐบาลฮอนดูรัสและอเมริกามานานปี จนในที่สุด เขาก็ตัดสินใจส่งทหารรับจ้างกว่า 100 คน ลงเรือจากอเมริกาไปทำรัฐประหารล้มอำนาจประธานาธิบดีฮอนดูรัส มิเกล ดาวิลา (Miguel Dávila) จากนั้นก็แต่งตั้งมานูเอล โบนิลา (Manuel Bonilla) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1912
เซเมอร์เรย์ได้รับที่ดินและสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างมากมายจากโบนิลาเป็นการแลกเปลี่ยน อันที่จริงต้องบอกว่า ได้มากเสียจนรายได้จากการส่งออกกล้วยแทบไม่ถึงมือประชาชนฮอนดูรัสซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนงานเลยแม้แต่น้อย ฮอนดูรัสเกิดหนี้สาธารณะสูงจนไม่อาจดำเนินการสร้างสาธารณูปโภคอย่างเหมาะสมได้ เซเมอร์เรย์กับนายทุนบริษัทอื่นๆ จึงเข้ามาทำหน้าที่แทน ไม่ว่าจะตัดถนน สร้างทางรถไฟ ท่าเรือ สัญญาณสื่อสารและโทรคมนาคม ฯลฯ ทำให้สามารถควบคุมทุกภาคส่วนของประเทศ

ภาพที่ 3 คนงานยูไนเต็ดฟรุตตรวจดูกล้วยที่สุกพอขาย
NPR Throughline. There will be bananas. (2020, January 09). Retrieved February 22, 2021, from https://www.npr.org/2020/01/07/794302086/there-will-be-bananas
เดือนมกราคม ค.ศ. 1933 บริษัทคูยาเมล ฟรุท ควบรวมเข้าเป็นบริษัทเดียวกับยูไนเต็ด ฟรุท และเซเมอร์เรย์ได้เป็นประธานบริษัท แทบจะถือว่าเขานั่งบัลลังก์ผูกขาดการค้ากล้วยของภูมิภาคอเมริกากลางไปเรียบร้อย ฮอนดูรัสกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จของเซเมอร์เรย์ ก่อคลื่นน้ำค่อย ๆ กระเพื่อมสร้างสถานการณ์ทำนองเดียวกันในกัวเตมาลา เอลซัลวาดอร์ นิการากัว และคอสตาริกา
สิบปีหลังจากนั้น ชาวอเมริกากลางที่ชีวิตความเป็นอยู่ถดถอยลงทุกทีลุกฮือต่อต้านผู้ค้ากล้วย กัวเตมาลาเกิดการปฏิวัติประชาธิปไตย อาจารย์มหาวิทยาลัยสาขาปรัชญา ฮวน โฮเซ อาเรวาโล (Juan José Arévalo) ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี และส่งต่ออำนาจแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คือ ฮาโคโบ อาร์เบนส์ (Jacobo Árbenz) ทั้งสองดำเนินนโยบายแบ่งสรรที่ดินรกร้างจากนายทุนคืนให้แก่ประชาชน ให้สิทธิการเลือกตั้งแก่ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และกำหนดค่าแรงขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองแรงงาน
ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ขัดขวางผลประโยชน์ของผู้ค้ากล้วย และหากสำเร็จในกัวเตมาลาก็จะอันตรายต่อธุรกิจในประเทศข้างเคียงไปด้วยอย่างยิ่ง เซเมอร์เรย์จึงใช้คนลงข่าวในสื่อและวิ่งเต้นให้รัฐบาลอเมริกันที่กำลังทำสงครามเย็นกับสหภาพโซเวียตเห็นว่า นโยบายที่กัวเตมาลาแบ่งสรรที่ดินนั้นเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นศัตรูกับโลกประชาธิปไตย

ภาพที่ 4 กลุ่มซีไอเอช่วยยึดอำนาจในกัวเตมาลา
ที่มาภาพ: Hub of History. (n.d.). 1954 CIA Coup D’état in Guatemala. Retrieved February 22, 2021, from https://hubofhistory.weebly.com/
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 34 จอมพล ดไวต์ ดี ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) ตัดสินใจสนับสนุนงบประมาณ เครื่องบินรบ และครูฝึกทหาร ผ่านสำนักข่าวกรองกลางหรือหน่วยซีไอเอ (Central Intelligence Agency – CIA) ช่วยล้มล้างอำนาจของอาร์เบนส์ ส่งผลให้กัวเตมาลากลับสู่ผู้นำยุคเผด็จการที่เอื้อประโยชน์แก่นายทุนค้ากล้วยในปีค.ศ. 1954 หลังจากนั้นภูมิภาคนี้ก็ตกอยู่ในความยุ่งเหยิงหลายปี ฮอนดูรัสซึ่งเป็นฐานที่มั่นของเซเมอร์เรย์เกิดเหตุประท้วงหยุดงานตามสวนกล้วยภาคเหนือนาน 2 เดือน ทำให้มีการนำเข้าคนงานต่างชาติเข้ามาทำสวนแทน โดยเฉพาะคนดำจากประเทศจาไมกาและเบลีส เกิดรัฐประหารโดยกองทัพ รวมถึงเกิดสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านในช่วงปีค.ศ. 1969-1999
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มองแค่เผิน ๆ เราอาจจะโทษว่าต้นเหตุของปัญหาก็คือการค้าระหว่างประเทศ ถ้าหากฮอนดูรัสไม่ขายกล้วยให้แก่สหรัฐอเมริกาเสียแต่แรกก็จบ หรือถ้าหากสหรัฐอเมริกาไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของภูมิภาคอเมริกากลางก็คงจะไม่กระพือไฟความวุ่นวาย แต่ว่าโลกของเรามีการติดต่อเชื่อมสัมพันธ์กันอยู่เสมอ ไม่ว่าในแง่ดีหรือแง่ร้าย ประเทศหนึ่งไม่สามารถจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ การค้าระหว่างประเทศจะอย่างไรก็ย่อมต้องเกิด และการขยายอิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่ตั้งอยู่ในทวีปเดียวกันก็เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
ต้นเหตุปัญหาที่แท้จริงของฮอนดูรัส กลับเป็น “กล้วย”
เมื่อประเทศแห่งหนึ่งเต็มไปด้วยทรัพยากรน้ำดีดินอุดม จนปลูกผลไม้หลักชนิดเดียวก็สามารถสร้างรายได้มหาศาล มันมีนัยยะสำคัญบางอย่างซ่อนอยู่ นั่นก็คือ คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้แค่เป็นชาวสวนกล้วย คนงานขนกล้วย หรือคนขับรถบรรทุกกล้วย ก็เพียงพอแล้ว
ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนเรียนฟรีสูงๆ ศึกษาวิจัยมากๆ พัฒนาระบบอุตสาหกรรม การแพทย์ ศิลปะ หรือสร้างสรรค์เทคโนโลยี เพราะเศรษฐกิจหลักของประเทศไม่ได้อยู่ตรงนั้น เพียงใช้แรงงานคนทำงานในสวนเรื่อยๆ ตามปกติก็มีกล้วยเหลือกินเหลือใช้ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าชาวฮอนดูรัสช่วงศตวรรษที่ 20 มักได้รับการศึกษาน้อย ค่าแรงน้อย และคนแต่ละคนมีผลต่อรายได้ของชาติน้อย มีเพียงกลุ่มทุนใหญ่ที่เป็นเจ้าของสวนกล้วยคุมเศรษฐกิจไว้โดยอัตโนมัติ
หากทรัพยากรธรรมชาติมีค่ามากกว่าทรัพยากรมนุษย์ ผู้คนย่อมตกอยู่ในสภาวะเปราะบาง ไม่รู้ว่ารัฐบาลและนายทุนจะเลือกตัดถนนเพื่อขนส่งกล้วยก่อนตัดถนนเพื่อเชื่อมชุมชนกับโรงพยาบาลหรือเปล่า อีกทั้งไม่มีความสามารถหรืออำนาจอะไรจะสร้างน้ำหนักต่อรองได้ เวลาเกิดการล้มรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมา แล้วผู้นำเผด็จการหรือต่างชาติยึดประเทศ ต่อให้ประชาชนไม่อยากร่วมมือ หรือหนีออกนอกประเทศไป สวนกล้วยอันล้ำค่าก็ยังอยู่ ผู้นำจะจ้างแรงงานต่างชาติราคาถูกมาทำสวนแทนก็ยังได้ ใครก็ตามที่เข้ายึดอำนาจจึงได้รับรางวัลอยู่เสมอ นี่เองคือจุดอ่อนของกลุ่มประเทศเขตร้อนอันอุดมสมบูรณ์
เปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศเขตหนาวที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติเหลือเฟือ พวกเขาถูกบังคับให้มีแค่ทรัพยากรมนุษย์เป็นหลัก ตั้งแต่สมัยโบราณต้องใช้มันสมองคนร่วมกันคิดหาวิธีควบคุมธรรมชาติ ทำสงคราม ต่อเรือล่าอาณานิคม ฯลฯ เพื่อออกหาทรัพยากรมายังชีพให้ได้อย่างทรหด จากที่เคยเสียเปรียบ ปัจจุบันก็กลายมาได้เปรียบด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในประเทศลักษณะนี้ ทรัพยากรมนุษย์มีค่ามากที่สุด คนจึงมีอำนาจต่อรองกับรัฐ และได้รับสวัสดิการดูแลชีวิตหลายด้าน ที่สำคัญ หากมีผู้นำเผด็จการเข้ายึดอำนาจ แล้วคนลุกขึ้นสู้ หนีออกนอกประเทศ ย้ายฐานเทคโนโลยี หรือไม่ยอมทำงานเพื่อรัฐด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตาม ระบบเศรษฐกิจอาจล่มสลายได้อย่างรวดเร็ว ไม่สามารถจ้างคนชาติอื่นที่ค่าแรงถูกกว่ามาทำงานแทนได้ง่าย ดังนั้นจึงแทบไม่เกิดการยึดอำนาจในกลุ่มประเทศเหล่านี้
นอกจากปัจจัยภายในด้านคุณภาพคนแล้ว แน่นอนว่าประเทศเขตร้อนยังเสี่ยงที่จะเป็นเป้าถูกประเทศเขตหนาวเข้ามาปล้นโจมตีหรือบังคับให้ขายทรัพยากร เช่นที่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ได้ช่วย เซเมอร์เรย์รักษาอำนาจของบริษัท ทั้งเพื่อป้องกันภัยคอมมิวนิสต์ และเพื่อให้มีกล้วยเป็นผลไม้นอกราคาย่อมเยาเข้ามาขายในตลาดอเมริกัน เพราะว่าระหว่างสงครามเย็น ผลไม้ท้องถิ่นที่ปลูกในอเมริกาอย่างแอปเปิลนั้นกำลังขาดแคลน
ความวุ่นวายในฮอนดูรัสและภูมิภาคอเมริกากลางช่วงศตวรรษที่ 20 จึงเป็นเครื่องเตือนใจนานาประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร ให้คอยระวัง “ความอุดมสมบูรณ์” จุดแข็งที่อาจพลิกกลายเป็นจุดอ่อน ว่าอย่ามัวแต่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดมาก็ได้รับด้วยความบังเอิญทางภูมิศาสตร์ จนพากันใช้ชีวิตร่ำเรียนและทำงานอย่าง “กล้วยๆ” จนเกินไป การสร้างรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติจำเป็นจะต้องก้าวควบคู่ไปกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ฐานะทางเศรษฐกิจและการปกครองของประเทศถึงจะมีเสถียรภาพมั่นคง เจริญรุ่งเรือง ถือเป็นประเทศที่โชคดีได้อย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
Chambers, G. A. (2010). Race, nation, and West Indian immigration to Honduras, 1890-1940. Baton Rouge: Louisiana State University Press.
Fleming, C. (n.d.). Guatemalan Coup of 1954: How Did the Cold War Influence American Foreign Policy Decisions? Retrieved February 22, 2021, from https://www.umbc.edu/che/historylabs/lessondisplay.php?lesson=101
Heal, G. M., & Park, J. (2013). Feeling the Heat: Temperature, Physiology & the Wealth of Nations. Retrieved February 16, 2021, from https://heep.hks.harvard.edu/files/heep/files/dp51_heal-park_0.pdf
Langley, L. D. (1983). The banana wars: An inner history of American empire, 1900-1934. Lexington, KY: University Press of Kentucky.
United Fruit Historical Society. (2001). United fruit company - Samuel Zemurray. Retrieved February 20, 2021, from http://www.unitedfruit.org/zemurray.htm
พีริยา จำนงประสาทพร