Museum Core
กำเนิดเงินช่วยเหลือคนตกงาน
Museum Core
29 ก.ค. 64 2K
.

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

          “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” คนเราทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ทุกคนควรได้รับเงินค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ที่เหมาะสมและครบถ้วนตามเวลาที่ตนทำ หลักการเช่นนี้ เป็นหลักการที่คนส่วนใหญ่ในโลกเห็นด้วย และในหลาย ๆ ประเทศก็มีกฎเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนหรือการคุ้มครองแรงงานเบื้องต้นกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม้ในระบบทาสก็ยังมีสิทธิ์ที่ทาสแต่ละประเภทจะได้รับ เพราะยากที่ใครจะมีอุตสาหะทุ่มเทแรงกายแรงสมองเพื่อคนอื่นฟรีๆ

 

          แต่คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วคนที่ไม่ทำงานเล่า สมควรจะได้รับเงินหรือไม่... ถ้าหากว่าเราตกงาน หรือมีเหตุให้ไม่สามารถทำงานได้เป็นระยะเวลานาน เช่น เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย ตั้งครรภ์ เรายังควรจะได้รับเงินมากน้อยเพียงใด และใครกันที่จะเป็นผู้จ่ายเงินให้แก่เรา

 

           แนวคิดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือคนที่ไม่ได้ทำงานมีรากฐานในยุโรป สมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ พ่อค้าและชนชั้นกลางเริ่มมีอิทธิพลในสังคมมากขึ้นกว่าก่อน พวกเขามีการรวมกลุ่มก่อตั้งกิลด์ (Guild) หรือสมาคมอาชีพต่าง ๆ ขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 11-16 (เทียบเวลากับไทย จะตรงกับประมาณ 200 ปีก่อนการสถาปนากรุงสุโขทัย ถึงสมัยอยุธยาตอนกลาง) เช่น สมาคมช่างตีเหล็ก สมาคมเหมืองแร่ สมาคมประมง เป็นต้น

 

            สมาคมเหล่านี้จะตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญและให้สิทธิ์สมาชิกประกอบอาชีพภายในเขตต่าง ๆ ของเมืองนั้น มีหน้าที่ช่วยดูแลมาตรฐานการทำงาน กำหนดราคากลางสินค้าในตลาด มีทหารรับจ้างคอยรักษาความปลอดภัยให้คลังสินค้าของสมาชิกและต่อสู้กับคู่แข่ง ฯลฯ โดยเก็บเงินค่าสมาชิกหรือส่วย (Levy) เงินกองทุนของสมาคมยังนำมาใช้เป็นเงินช่วยเหลือเวลาที่มีสมาชิกตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ตกงาน เจ็บป่วยพิการ หรือประสบอันตรายในต่างแดน เพื่อให้คนล้มสามารถกลับมายืนใหม่ได้อย่างเร็วที่สุด เป็นการรักษาสถานะกลุ่มธุรกิจของพวกเขาให้โดยรวมยังคงรุ่งเรืองและมีอำนาจการต่อรองกับอาชีพอื่นๆ รวมถึงชนชั้นปกครอง

 

 

ภาพที่ 1 ตรากิลด์สำคัญในเยอรมนี

Zettl, F. (1999). Trade Guilds. 2 Chromo Lithographs from 1901. Ruby Lane. https://www.rubylane.com/item/429-col-10441/Trade-Guilds-2-Chromo-Lithographs-1901.

 

          นโยบายเก็บรายได้บางส่วนของประชาชนโดยสมัครใจ เพื่อไว้เป็นประกันการตกงาน (Unemployment Insurance) เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่สหภาพแรงงานของสวิสเซอร์แลนด์ ในปี 1789 (ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1) และเมืองต่าง ๆ ในเยอรมนี อิตาลี และเบลเยียม ต่างก็ทยอยกันทำตาม เมื่อถึงปีค.ศ. 1877 สวิสเซอร์แลนด์ก็ออกกฎหมายโรงงานแห่งสหพันธรัฐ (Eidgenössisches Fabrikgesetz) เพื่อกำหนดวันหยุดและชั่วโมงทำงานของแรงงาน อีกทั้งยกเลิกการใช้แรงงานเด็กและหญิงมีครรภ์ แต่เนื่องจากยังไม่มีเงินช่วยเหลือที่เหมาะสม เด็กและหญิงมีครรภ์ที่ยากจนจึงยิ่งถูกซ้ำเติมให้ไม่สามารถหารายได้ยังชีพอย่างถูกกฎหมาย

 

            ปีค.ศ. 1901 เมืองเกนต์ในเบลเยียมกำหนดให้เทศบาลออกเงินสมทบค่าประกันการตกงานร่วมกับกองทุนของสหภาพแรงงาน เรียกว่า ระบบเกนต์ (Ghent System) ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐเข้ามามีส่วนช่วยจ่ายเงินช่วยเหลือคนตกงาน แต่เนื่องจากเป็นไปตามสมัครใจ จึงมีประชาชนเข้าร่วมระบบเกนต์ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากร

 

            ประกันการตกงานแบบถ้วนหน้านั้น เกิดขึ้นจากการเรียกร้องสิทธิ์ของแรงงานในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมอังกฤษ ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนายทุนกับแรงงานทำให้แนวคิดสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ซึ่งต้องการสร้างสังคมไร้ชนชั้น ไม่มีใครสั่งสมความร่ำรวยหรือส่งมรดกตกทอดในครอบครัวได้ ทว่าทำงานแล้วนำผลผลิตมาเป็นของกองกลางใช้ร่วมกัน แพร่หลายในหมู่ชนชั้นแรงงาน คนในสหภาพแรงงานอังกฤษก่อตั้งพรรคแรงงาน (Labour Party) ขึ้นในปีค.ศ. 1900 และถ่านไฟแห่งการปฏิวัติก็เริ่มคุแดง

 

            นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น คือ เฮอร์เบิร์ต เฮนรี แอสควิธ (Herbert Henry Asquith) จากพรรคเสรีนิยม (Liberal Party) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายซ้ายเหมือนกัน จึงเห็นชอบให้ออกกฎหมายประกันแรงงานแห่งชาติ (National Insurance Act) ในปีค.ศ. 1911 จ่ายเงินประกันสุขภาพ เงินช่วยเหลือคนตกงาน และเงินสงเคราะห์หญิงมีครรภ์ บรรดาชนชั้นสูงและนายจ้างฝ่ายขวาในขณะนั้นไม่พอใจนัก เพราะมองว่าไม่ยุติธรรมที่จะต้องมอบเงินแก่คนไม่ทำงาน แต่สุดท้ายก็ยินยอมว่าเป็น “เรื่องชั่วร้ายที่จำเป็นต้องทำ” เพื่อดับไฟโทสะแรงงานและหลีกเลี่ยงการปฏิวัติ

 

 

ภาพที่ 2 นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เฮอร์เบิร์ต เฮนรี แอสควิธ

Beresford, George Charles (1908). Herbert Henry Asquith, 1st Earl of Oxford and Asquith. Public domain, via Wikimedia Commons https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Herbert-Henry-Asquith-1st-Earl-of-Oxford-and-Asquith.jpg

 

            หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง เยอรมนีจำเป็นต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามในฐานะผู้แพ้ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจของเยอรมนีและออสเตรียใกล้ล่มสลายจนธนาคารทุกแห่งปิดตัวลงชั่วคราว ประชาชนตกอยู่ในภาวะยากจนและคับแค้นใจ ปีค.ศ. 1931 พรรคนาซี หรือพรรคกรรมกรชาติสังคมนิยมเยอรมัน (Nationalsozialistische Deutsche Arbeiterpartei) ก่อตั้งองค์กรสวัสดิการสังคมนิยม (Nationalsozialistische Volkswohlfahrt หรือ NSV) ด้วยความมุ่งหมายที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตพลเมืองเฉพาะผู้ที่มีเชื้อชาติอินโดยูโรเปียน ซึ่งเชื่อว่าเป็นสายเลือดอารยันอันสูงส่ง

 

            หลังจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและขึ้นเป็นผู้นำเผด็จการ เขาสั่งปิดหน่วยงานและมูลนิธิอิสระในเยอรมนีทั้งหมด เพื่อรวมเข้ามาอยู่ใต้การควบคุมของ NSV ในปีค.ศ. 1933 ทำให้องค์กรนี้มีฐานะเป็นกึ่งรัฐสวัสดิการที่รับผิดชอบมาตรฐานความเป็นอยู่ทุกด้านของพลเมือง และมีการตั้งสาขากระจายออกไปในบรรดาประเทศฝ่ายอักษะ

 

            ภายในปีค.ศ. 1941 NSV ได้สร้างระบบเงินสงเคราะห์ผู้พิการ คนตกงาน ผู้สูงอายุ เงินสมทบค่าเช่าบ้านผู้เริ่มทำงาน เงินกู้ไร้ดอกเบี้ยสำหรับคู่สมรสเริ่มมีบุตร ทุนสนับสนุนผู้อพยพและผู้ที่เพิ่งพ้นโทษจากเรือนจำ นอกจากนี้ ยังมีบ้านพักผู้สูงอายุ สถานบำบัดผู้ติดสารเสพติด สถานพินิจ รถตระเวนช่วยเหลือคนไร้บ้านในฤดูหนาว ฯลฯ ดูเฉพาะปีค.ศ. 1941 เพียงปีเดียว NSV ก็ใช้งบประมาณมากถึง 1.395 พันล้านไรช์สมาร์ค เรียกว่า “บันดาลสุข” กันสุดขั้วชนิดที่โลกไม่เคยพานพบมาก่อน อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้ว่าเงินนี้ไม่ได้ไปสู่พลเมืองทั้งหมด ทว่ามีการคอร์รัปชั่นและนำไปทำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีด้วย

 

 

ภาพที่ 3 กิจกรรมของ NSV เพื่อระดมเงินช่วยเหลือพลเมืองในฤดูหนาว (Winterhilfswerk - WHW)

Apolon. (2020, November 5). WHW - fundraising for the Third Reich for the war with the whole world. RelicsWW2. https://www.relicsww2.net/whw-fundraising-for-the-third-reich-for-the-war-with-the-whole-world/.

 

            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ฝ่ายสัมพันธมิตรออกกฎล้มล้างระบอบนาซีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด NSV จึงถูกยุบไป แต่ประสบการณ์สังคมนิยมของคนเยอรมันและพวกพ้องฝ่ายอักษะในยุโรป เช่น ออสเตรีย ฮังการี อิตาลี ฟินแลนด์ บัลแกเรีย ที่เคยได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างรัฐสวัสดิการขนาดยักษ์ใหญ่เช่นนั้นมาก่อนยังอยู่ และรัฐสวัสดิการก็กลายเป็นหน้าที่ที่ประชาชนคาดหวังต่อรัฐบาล เพียงแต่ลดความฟุ้งฝันด้านการบรรลุรัฐคอมมิวนิสต์ที่แท้จริงและเรื่องเชื้อชาตินิยมลงไป เพราะการพ่ายแพ้สงครามและความสยดสยองแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อุดมคติเหล่านั้นไม่อาจเกิดขึ้นจริงและไม่สูงส่งอย่างที่คิด

 

 

            ปัจจุบัน ประเทศราว 40% ในโลกเท่านั้นมีกฎหมายเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือคนตกงานและสงเคราะห์ผู้ที่มีเหตุให้ไม่สามารถทำงานได้ นำทัพโดยดินแดนต้นกำเนิดแนวคิดในยุโรป เช่น สวิสเซอร์แลนด์ เบลเยียม เยอรมนี ออสเตรีย บัลแกเรีย เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สวีเดน นอร์เวย์ โปรตุเกส ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีการปรับปรุงกฎหมายด้านรัฐสวัสดิการอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ (ไทยเราก็นับเป็นหนึ่งใน 40% นี้ เพราะมีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนเงินทดแทน กรมแรงงาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 9 พ.ศ. 2515 ในขณะที่ประเทศกว่าครึ่งในโลกไม่มีระบบเงินสงเคราะห์เลย)

 

 

            ประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือคนตกงานสูงสุด คือ ลักเซมเบิร์ก คนตกงานจะได้รับเงิน 86% ของเงินเดือนเดิม หรือหากเป็นแรงงานที่ได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำ ก็จะได้รับเงิน 94% ของค่าแรงขั้นต่ำคือ 2,200 ยูโร (ประมาณ 83,000 บาท) ต่อเดือนระหว่างหางานใหม่ ทั้งนี้ อาจได้มากหรือน้อยกว่านี้พิจารณาตามสถานการณ์ อาทิ คนที่มีผู้สูงอายุในครอบครัวต้องดูแลจะได้เงินมากกว่าคนที่ไม่มี

 

            ประเทศที่ให้เงินสงเคราะห์มารดาสูงสุด คือ เอสโตเนีย ซึ่งไม่ได้ให้เงินแม่เท่านั้น แต่ให้พ่อด้วย คนละ 100% ของเงินเดือนเดิม เป็นเวลา 435 วัน (ประมาณ 14 เดือนกว่า ๆ)

 

            ประเทศที่ให้เงินช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยสูงสุด คือ สโลวีเนีย ผู้เจ็บป่วยจะได้รับเงิน 80% ของเงินเดือนเดิม เป็นระยะเวลาไม่จำกัดจนกว่าจะรักษาหายและพร้อมกลับเข้าทำงานอีกครั้ง ทั้งนี้ หากเป็นอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงาน จะได้รับเงิน 100% ของเงินเดือนเดิม

 

            ดังที่กล่าวไปข้างต้นว่า จุดประสงค์ของการจ่ายเงินช่วยเหลือตกงานนั้นก็เนื่องมาจากการรักษาความมั่นคงของกลุ่มธุรกิจ ให้คนล้มสามารถกลับมายืนได้เร็ว และเพื่อป้องกันการปฏิวัติหากว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นในสังคมนั้นห่างกันจนเกินไป ดังนั้น การคำนวณมาตรฐานเงินช่วยเหลือจึงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจและการเมือง ไม่ใช่เป็นการแจกเงินตามความพอใจเพื่อหาคะแนนเสียง ไม่ใช่การกุศล และไม่สามารถทำเหมือนกันได้หมดทุกประเทศ เพราะการจ่ายเงินแก่คนตกงานจะต้องอยู่ในจำนวนที่เมื่อคนคนนั้นกลับมาทำงานได้แล้ว (หรือเมื่อเด็กโตขึ้นแล้ว) เขาหารายได้แก่ประเทศชาติได้จำนวนสูงกว่าที่รัฐลงทุนให้ไป ถึงจะเป็นนโยบายที่ถูกต้องคุ้มค่า หาไม่แล้ว รัฐก็กำลังเทเงินทิ้งเปล่ากับทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีวันทำกำไรกลับมา ถ้ายิ่งมีประชากรแรงงานไร้ฝีมือจำนวนมากก็อาจต้องกู้หนี้ถึงขั้นล้มละลายได้ทีเดียว

 

            ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่มีการจัดรัฐสวัสดิการอย่างดีจะต้องเป็นประเทศที่มีรายได้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวประชากร (Gross Domestic Product – GDP per capita) สูงติดอันดับโลก มีประวัติศาสตร์การเมืองสังคมนิยม มีแหล่งรายได้และความสัมพันธ์ด้านแรงงานระหว่างประเทศแข็งแกร่ง หรือมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาก

 

            ยกตัวอย่าง ลักเซมเบิร์ก ซึ่งจ่ายเงินช่วยเหลือคนตกงานสูงสุดดังที่ระบุไปแล้ว หากเราตรวจสอบข้อมูลด้านต่าง ๆ ก็จะพบว่านโยบายนี้สมเหตุสมผล เพราะลักเซมเบิร์กมีรายได้ GDP สูงเป็นอันดับ 1 ของโลก ที่ 108,830 ยูโร (ประมาณ 4,100,000 บาท) ต่อคนต่อปี เป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรป (European Union - EU) เป็นสมาชิกกลุ่มความตกลงเชงเกน (ตั้งตามชื่อเมือง Schengen ในลักเซมเบิร์ก) ซึ่งเปิดการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐานแบบไร้พรมแดนในยุโรป และเป็นหนึ่งในชาติผู้นำด้านการบูรณาการการค้าและการปกครองกับดินแดนข้างเคียงให้เป็นปึกแผ่น ลักเซมเบิร์กยังเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ประชาชนถึง 40.33% จบการศึกษาระดับปริญญา และ 36.37% จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย ยิ่งไปกว่านั้น มีจำนวนประชากรน้อย เพียง 634,814 คนเท่านั้นในปีค.ศ. 2021

 

            อีกหนึ่งปัจจัยเล็ก ๆ ที่จะเอื้อต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่อผู้ที่ไม่สามารถทำงานได้ ก็คือ การเก็บภาษีแบบตัดยอดพีระมิด “ช่วยคนจน ปล้นคนรวย” เพื่อป้องกันการสะสมทรัพย์สินจนเกิดความเหลื่อมล้ำ ลักเซมเบิร์กเก็บภาษีเงินได้ประชาชน เฉพาะผู้มีรายได้เกินกว่า 11,265 ยูโร (ประมาณ 420,000 บาท) ผู้มีรายได้น้อยกว่านี้ นอกจากได้รับภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืนแล้ว ยังจะได้รับภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax - VAT) 3-17% จากสินค้าบริการที่สั่งซื้อในชื่อของตนคืนด้วย (ทั้งนี้ ไม่ว่าเป็นผู้มีรายได้เท่าใดก็ตาม หากชาวลักเซมเบิร์กซื้อสินค้าบริการระหว่างอยู่ในประเทศสหภาพยุโรปที่มิใช่ลักเซมเบิร์ก แล้วเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ประเทศสมาชิกนั้นก็จะคืนให้แก่ชาวลักเซมเบิร์กเช่นเดียวกัน เพราะไม่ใช่พลเมืองประเทศของตนที่มีสิทธิเก็บภาษี)

 

            ครั้นเมื่อเป็นผู้มีรายได้ถึงเกณฑ์ตามที่กล่าวไป การเก็บภาษีลักเซมเบิร์กจะเริ่มที่ 8% และเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบขั้นบันได โดยมีอัตราสูงสุดคือ 42% เก็บจากผู้มีรายได้เกินกว่า 200,004 ยูโร (ประมาณ 7,530,000 บาท) เปรียบเทียบกับไทย อัตราภาษีเงินได้ของไทยเริ่มที่เพียง 5% เท่านั้น แต่เริ่มเก็บเร็วตั้งแต่เมื่อมีรายได้ 150,000 บาท นับว่าไทยมีเกณฑ์เก็บเงินจากคนจนมากกว่าลักเซมเบิร์ก 2.8 เท่า ส่วนเพดานของไทยอยู่ที่เพียง 35% เก็บจากผู้มีรายได้เกินกว่า 5,000,000 บาท นับว่า ไทยมีเกณฑ์เก็บเงินจากคนรวยน้อยกว่าลักเซมเบิร์กอีกเช่นกัน 1.5 เท่า

 

            เรื่องโครงสร้างภาษีขั้นบันไดเพื่อมุ่งตัดยอดพีระมิดนี้ หากเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่ที่มีประชากรเยอะหลากหลายเชื้อชาติ ความเหลื่อมล้ำมักจะสูงตาม ส่งผลให้การเก็บภาษีอาจต้องขยับเกณฑ์ คือเริ่มเก็บผู้มีรายได้สูงขึ้น และเพดานอัตราที่เก็บคนรวยก็อาจปรับสูงขึ้นถึงหลักสิบล้าน แล้วเก็บมากถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด เสริมด้วยภาษีที่ดินและภาษีมรดกเป็นต้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นไปด้วย แต่อย่างไรเสียการเก็บภาษีเงินได้และภาษีจากการจับจ่ายใช้สอยทั่วไปก็ไม่ใช่รายได้หลักของประเทศในยุโรป และไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศจัดรัฐสวัสดิการได้มากเท่า GDP ต่อหัว เพราะนั่นเป็นตัวชี้วัดกำไรจากการลงทุนสงเคราะห์ทรัพยากรมนุษย์โดยตรง

 

            โดยสรุป เราจะเห็นได้ว่าแนวคิดเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือคนที่ไม่ได้ทำงานเป็นประเด็นที่มีความซับซ้อน เป็นดอกผลจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผ่านสงครามการลองผิดลองถูก และจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่บังเกิดขึ้นได้เองเมื่อประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมนุษย์ ถึงภาวะที่คุ้มค่าเหมาะสมแก่การกระทำเช่นนั้น แม้ว่าผู้คนมากมายอาจจะประสงค์ให้ประเทศมีการจัดสรรงบประมาณแบบเดียวกัน ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่ลอกเลียนแบบได้โดยง่าย แต่ละประเทศแต่ภูมิภาคย่อมมีจังหวะสถานการณ์และเส้นทางแห่งความก้าวหน้าที่แตกต่างกันออกไป และเราทุกคนต่างก็กำลังก้าวเดินอยู่บนถนนอันนำไปสู่อุดมคติในแบบของเรา

 

บรรณานุกรม

Bogardus, E. S. (1964). Sociology. Macmillan.

 

Djankov, S. & Georgieva, D. (2020, April 24). It's time to expand unemployment protections. World Bank Blogs. https://blogs.worldbank.org/developmenttalk/its-time-expand-unemployment-protections.

 

Federal Social Insurance Office. (2013). Hauptnavigation. History of social security-Mothers, Fathers and Children. https://www.historyofsocialsecurity.ch/stakeholders/profiles-of-the-afflicted-groups/mothers-fathers-and-children.

 

Götz, A. & Chase, J. S. (2016). Hitler's beneficiaries: plunder, racial war, and the Nazi welfare state. Verso.

 

International Monetary Fund World Economic Outlook (April - 2021). (2021, June 3). Projected GDP per capita Ranking. World GDP per capita Ranking 2021 - StatisticsTimes.com. https://statisticstimes.com/economy/projected-world-gdp-capita-ranking.php.

 

IRIS FMP. (2020, June 23). Countries with the Best Sick Leave. IRIS FMP International. https://fmpglobal.com/blog/countries-with-the-best-sick-leave/.

 

Luxembourg's Income Tax Law And Tax Rates. Expatica. (2021, April 8). https://www.expatica.com/lu/finance/taxes/luxembourg-income-tax-103752/.

 

Luxembourg National Minimum Wage - NMW 2021. (2021, February 5). CountryEconomy. https://countryeconomy.com/national-minimum-wage/luxembourg.

 

TBS Report. (2021, January 24). Countries with the best unemployment benefits. The Business Standard. https://www.tbsnews.net/feature/pursuit/countries-best-unemployment-benefits-190723.

 

The National Archives. (2008, December 2). National Health Insurance. The Cabinet Papers. https://www.nationalarchives.gov.uk/cabinetpapers/themes/national-health-insurance.htm.

 

Virginia Commonwealth Univerity. (2016, October 4). Social Security: Unemployment Insurance. Social Welfare History Project. https://socialwelfare.library.vcu.edu/social-security/social-security-unemployment-insurance/.

 

World Population Review. (2021). Most Educated Countries 2021. https://worldpopulationreview.com/country-rankings/most-educated-countries.

 

สำนักงานประกันสังคม สำนักงานใหญ่. (20 กรกฏาคม 2563). ประวัติสำนักงานประกันสังคม. Social Security Office - SSO. https://www.sso.go.th/wpr/main/general/ประวัติสำนักงานประกันสังคม_singleview_detail_1_22_0/1_1

 

พีริยา จำนงประสาทพร

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ