ในฐานะคนชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์ที่ฉันสนใจเป็นพิเศษคือพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้น่าสนใจเฉพาะของจัดแสดง หัวข้อนิทรรศการ หรือประวัติศาสตร์สถานที่ตั้ง แต่น่าสนใจเพราะตัวพิพิธภัณฑ์เองก็เป็นส่วนสำคัญของความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ของประเทศ และคณะผู้บริหารพิพิธภัณฑ์เองก็หาวิธีตอบสนองต่อกระแสเรียกร้องของสังคม ทบทวนบทบาทของตัวเองอยู่ตลอดเวลาด้วย
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 เกิดกระแสการประท้วงต่อต้านความรุนแรงของตำรวจและคนอื่นๆ ต่อคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา ภายใต้สโลแกน “Black Lives Matter” (ชีวิตคนผิวดำมีค่า) และต่อมาก็กลายเป็นขบวนการประท้วงระดับโลกที่ต่อต้านความรุนแรงของลัทธิเหยียดผิวในปีค.ศ. 2020 เมื่อ จอร์จ ฟลอยด์ ชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ตายหลังจากที่ถูกตำรวจเอาเข่ากดคอเขานานกว่าเก้านาที
ผู้ประท้วง Black Lives Matter ในเบลเยียม มีเหตุให้โกรธเคืองไม่แพ้ผู้ประท้วงในประเทศอื่น พวกเขาถอดรื้อ ทำลาย หรือพ่นสีใส่รูปปั้นของพระเจ้าลีโอโปลด์ที่สอง (Leopold II) อดีตกษัตริย์เบลเยียม ทุกที่ที่พบเห็น ไม่เว้นแม้แต่รูปปั้นของพระองค์ในสวนของแอฟริกามิวเซียม (Africa Museum) ชานเมืองบรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม โดนสีแดงฉานสาดใส่ทั้งตัว แถมพกด้วยกรวยจราจรบนหัวของรูปปั้นอีกต่างหาก

ภาพที่ 1 รูปปั้นกษัตริย์ ลีโอปอลด์ที่สอง (Leopold II) แห่งเบลเยียม ในสวนพิพิธภัณฑ์
ถูกผู้ประท้วง Black Lives Matter ละเลงสีในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000
แหล่งที่มาภาพ: https://twitter.com/Mikepeeljourno/status/1274778238846414852/photo/2
สถานที่: AfricaMuseum, บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
ว่ากันตามจริง รูปปั้นลีโอโปลด์ที่สองในสวนนี้ก็ดูจะปลุกเร้าความรู้สึกขยะแขยงและรังเกียจมากกว่ารูปปั้นอื่นๆ ของกษัตริย์องค์นี้ ความที่ลีโอโปลด์ไม่ได้มาเดี่ยวๆ แต่ด้านหลังมีรูปปั้นของชาวคองโกสามคนยืนทำหน้าถมึงทึง เท้าทั้งสองข้างของทุกคนถูกตัด ส่วนด้านข้างนั้นเล่า สิงโตกับหัวช้างก็หันหลังให้กษัตริย์อย่างไม่ไยดี
ลีโอโปลด์ที่สองอยู่เบื้องหลังการเอารัดเอาเปรียบ ทรมาทรกรรม และความตายของชาวคองโกนับล้านคน ในสมัยที่คองโกไม่เพียงตกเป็นอาณานิคมของเบลเยียม แต่ถูกถือว่าเป็น “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ของลีโอโปลด์ที่สองระหว่างปี ค.ศ. 1885-1908 พระองค์ทรงมอบสัมปทานให้บริษัทเอกชนเข้าไปหักร้างถางพง ทำธุรกิจในเบลเยียมได้ตามอำเภอใจโดยไม่มีการตรวจสอบหรือกระบวนการยุติธรรมใดๆ ส่งผลให้ชาวคองโกตกเป็นแรงงานบังคับ ถูกขืนใจให้กรีดยางพาราแลกกับค่าแรงเพียงอาหารแย่ๆ และที่ซุกหัวนอน เพื่อรีดกำไรจากยางพาราให้ได้เยอะที่สุด นักธุรกิจหัวใสจ้างชนพื้นเมืองเป็นกองกำลังกึ่งทหาร ชาวคองโกคนไหนไม่ยอมกรีดยางอาจถูกฆ่ายกครัว หมู่บ้านถูกเผาราบเป็นหน้ากลอง แรงงานที่กรีดยางได้น้อยกว่าโควต้าจะต้องโทษประหาร ถ้ากองกำลังกึ่งทหารยิงปืนฆ่าใคร ต้องตัดมือมาแสดงเป็นหลักฐาน เพราะกระสุนปืนมีน้อยและแพงมาก (ต้องนำเข้าทางทะเลมาจากยุโรป) ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ โควต้าการกรีดยางส่วนหนึ่งจึงถูก “จ่าย” ด้วยมือที่ถูกหั่น มีแม้กระทั่งสงครามย่อมๆ ระหว่างหมู่บ้านที่ชาวบ้านยกพวกไปตัดมือคนอีกหมู่บ้าน เพราะพวกเขาถูกตั้งโควต้าการกรีดยางโหดหินจนไม่มีทางทำได้!
กำไรงามๆ ที่ได้จากยางพาราในอาณานิคมคองโก ถูกนำมาเนรมิตเมืองบรัสเซลส์ให้เจริญรุ่งเรืองในช่วงเปลี่ยนผ่านจากศตวรรษที่ 19 เป็น 20 สร้างถนนและตึกต่างๆ มากมาย รวมถึงอาคาร มิวเซ ดู คองโก (Musée du Congo) ก่อนจะกลายมาเป็นแอฟริกามิวเซียมในปัจจุบัน
กระแส Black Lives Matter ที่พัดโหมไปทั่วโลกในปีค.ศ. 2020 จุดประกายให้ชาวเบลเยียมลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับอดีตสมัยล่าอาณานิคมของประเทศ เรียกร้องให้รัฐและสังคมหันมาเผชิญหน้ากับอดีตดำมืดที่ชาวเบลเยียมน้อยคนจะรับรู้ แรงกดดันของมวลชนทำให้สภาเบลเยียมประกาศตั้ง “คณะกรรมการแสวงหาความจริงและการปรองดอง” ขึ้นในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2020 ส่วนกระทรวงศึกษาธิการของเบลเยียมก็ประกาศว่า ต่อไปนี้ประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมคองโกจะเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สมเด็จพระราชาธิบดีฟีลิป กษัตริย์เบลเยียมองค์ปัจจุบัน ก็ส่งพระราชสาส์นถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในวันที่ 30 มิถุนายน วันประกาศเอกราชของคองโก แสดงความเสียพระทัยต่อการกระทำที่รุนแรงและโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงอาณานิคมคองโก รวมถึงความทุกข์ยากและการถูกลบหลู่ดูหมิ่นที่ชาวคองโกต้องประสบอีกนานหลายปีนับจากนั้น
แอฟริกามิวเซียมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรับมือกับอดีตของชาวเบลเยียมตั้งแต่แรกตั้ง เมื่อครั้งที่บรัสเซลส์เป็นเจ้าภาพจัดงานนิทรรศการโลก (World Fair) ในปี ค.ศ. 1897
“พระเจ้าลีโอปอลด์ที่สองทรงรับสั่งให้ตั้ง “นิทรรศการอาณานิคม” ขึ้นมาในเทอร์วูเรนเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนและประชาชนชาวเบลเยียมสนับสนุนโครงการล่าอาณานิคมในคองโก มีชาวคองโกไม่น้อยกว่า 267 คน ที่ถูกจับด้วยกำลังและขนส่งกลับมายังเบลเยียม จัดแสดงต่อสาธารณะไม่ต่างจากสัตว์ในกรง พวกเขาเจ็ดคนเสียชีวิต เหตุการณ์ที่น่ารังเกียจนี้ไม่ใช่ข้อยกเว้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมที่ผลิตป้อนลัทธิเหยียดผิว ลัทธิที่ยังพบเห็นได้ในสังคมตะวันตกหลายสังคมทุกวันนี้”
ข้างต้นคือประวัติทางการที่พิพิธภัณฑ์เขียนและเผยแพร่บนเว็บไซต์ของตัวเอง
ชัดเจนจากเนื้อหาและน้ำเสียงว่า วันนี้พิพิธภัณฑ์พยายามขนาดไหนที่จะเผชิญหน้ากับอดีต
มิวเซ ดู คองโก ก่อตั้งหนึ่งปีหลังนิทรรศการโลก แต่ใช้เวลาก่อสร้างนานถึงหนึ่งทศวรรษ กว่าจะสร้างเสร็จ เบลเยียมก็ยอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากนานาประเทศที่รับไม่ได้กับความเหี้ยมโหดของอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในคองโก ประกาศผนวกดินแดนคองโกเป็นอาณานิคมของประเทศ ไม่ให้เป็น “สมบัติของกษัตริย์” เพียงพระองค์เดียวดังเช่นที่ผ่านมา ทำให้หยุดความโหดเหี้ยมได้ระดับหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ระบบอาณานิคมก็ตั้งอยู่บนการเหยียดผิว ความรุนแรง และการเอารัดเอาเปรียบ
เป้าหมายสูงสุดของ มิวเซ ดู คองโก รากเหง้าของแอฟริกามิวเซียมในปัจจุบัน คือการสร้างความชอบธรรมให้กับอาณานิคมคองโก หว่านล้อมให้ชาวเบลเยียม (ในสมัยนั้น) เชื่อว่า อาณานิคมทำกำไรมหาศาลให้กับประเทศ คนผิวขาวสูงส่งกว่าคนผิวดำ และพวกเขาก็มี “พันธกิจ” ที่จะ “สร้างอารยธรรม” ให้กับชาวแอฟริกาผู้ “ป่าเถื่อน”
นิทรรศการทั้งหมดใน มิวเซ ดู คองโก แทบไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์เปลี่ยนชื่อเป็น Royal Museum for Central Africa (ราชพิพิธภัณฑ์แอฟริกากลาง) ช่วงเวลาใกล้กับปีที่คองโกประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1960
การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่มาเกิดขึ้นช่วงปลายปีค.ศ. 2018 นี้เอง เมื่อพิพิธภัณฑ์เผยโฉมใหม่หลังปิดปรับปรุงห้าปี เปลี่ยนชื่อเป็น “แอฟริกามิวเซียม” การเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ มีอาทิ
อันดับแรก สร้างศูนย์ผู้มาเยือนใหม่เอี่ยมในสไตล์มินิมอลแบบนานาชาติ จงใจเลือกสถาปัตยกรรมที่ดู “ตัด” กับสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกยุคล่าอาณานิคมของวังลีโอปอลด์ที่สองอย่างชัดเจน
พอเดินเข้าพิพิธภัณฑ์ทางศูนย์ผู้มาเยือนสร้างใหม่แล้ว นักท่องพิพิธภัณฑ์จะเดินเข้าอาคารเก่าผ่านทางเดินใต้ดิน ผนังสองข้างทางเดินทาสีขาว ทั้งบริเวณว่างเปล่ายกเว้นสิ่งของจัดแสดงเพียงชิ้นเดียว นั่นคือ เรือพายขนาดยักษ์ที่กษัตริย์ ลีโอปอลด์ที่สอง ใช้ในการเสด็จประพาสคองโก ล่องแม่น้ำลูอาลาบาในปี ค.ศ. 1957 บนผนังหลังเรือลำนี้จารึกประโยค “ทุกสิ่งล้วนผ่านพ้นยกเว้นอดีต” ชื่อหนังสือของนักสังคมวิทยาชาวเบลเยียมนาม Luc Huyse ซึ่งอธิบายวิธีที่คนในประเทศต่างๆ ใช้ในการรับมือกับการถูกต่างชาติยึดครองและล่าอาณานิคม

ภาพที่ 2 เรือพายพระที่นั่งที่กษัตริย์ ลีโอปอลด์ที่สอง ใช้ในการเสด็จประพาสคองโก
พอเดินถึงสุดทางเดิน ผู้มาเยือนจะมาประจันหน้ากับภาพเลียนแบบภาพเขียนขนาดยักษ์ที่แอฟริกามิวเซียมจ้างให้วาดสำหรับพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ ฝีมือ Chéri Samba ศิลปินเอกชาวคองโก ภาพนี้ชื่อ “Réorganisation” (การจัดระเบียบใหม่) แสดงภาพชาวเบลเยียมเชื้อสายคองโกกำลังยื้อยุดฉุดกระชากรูปปั้นบรอนซ์ชื่อ “นายเสือดาว” (leopard man) ออกจากประตูพิพิธภัณฑ์ โดยที่ผู้บริหารและบุคลากรพิพิธภัณฑ์อีกฝั่งหนึ่งพยายามลากรูปปั้นนี้กลับเข้าข้างใน
สะท้อนความขัดแย้งในสังคมที่ว่า แอฟริกามิวเซียมควรฉายภาพประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมคองโก “อย่างไร” ความขัดแย้งนี้ยังดำรงอยู่สืบมาจนปัจจุบัน

ภาพที่ 3 ภาพนี้ชื่อ “Réorganisation” (การจัดระเบียบใหม่)
ก่อนเข้าสู่นิทรรศการหลัก ผู้มาเยือนจะเดินผ่านนิทรรศการแนะนำประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์ในชั้นใต้ดิน ซึ่งอธิบายอย่างไม่อ้อมค้อมว่า แอฟริกามิวเซียมถือกำเนิดมาอย่างไร ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับความโหดร้ายในคองโกอย่างไร แต่ในขณะเดียวกันก็อธิบายด้วยว่า คอลเล็กชันของพิพิธภัณฑ์นับเป็นแหล่งความรู้อันมีค่าเกี่ยวกับแอฟริกาในสมัยนั้น รูปปั้นทั้งหลายที่คนสมัยนี้มองว่าเหยียดผิวและดูหมิ่นความเป็นมนุษย์ รวมถึงรูปปั้น “นายเสือดาว” อันลือลั่น วันนี้ไม่ได้เป็นนิทรรศการหลักแล้ว แต่ผู้มาเยือนยังเข้าไปดูได้ในชั้นใต้ดิน

ภาพที่ 4 รูปปั้น “นายเสือดาว” ที่อยู่ห้องคลังเปิดในชั้นใต้ดิน
ภัณฑารักษ์บอกว่า ยังคงอยากให้คนได้เห็นรูปปั้นเหยียดผิวเหล่านี้ พวกเขาจะได้พูดได้ว่า “นี่แหละ นี่คือวิธีที่เรามองแอฟริกาในอดีต”
แล้วพิพิธภัณฑ์ทำอย่างไรกับชื่อชาวเบลเยียม 1,600 คน ที่ถูกจารึกบนผนังหินอ่อนในพิพิธภัณฑ์ ราวกับจะเชิดชูเกียรติพวกเขาในฐานะ “นักบุกเบิก” อาณานิคมคองโก? คำตอบก็คือ ให้ Freddy Tshimba ศิลปินชาวคองโก มาสร้างสรรค์ผลงาน เขาจารึกชื่อของชายหญิงชาวคองโกในกรอบ แขวนอยู่ตรงข้ามกับผนังหินอ่อนนี้ ใช้แสงสาดให้เห็นชื่อของชาวคองโกเจ็ดคนแรกที่ถูกพรากจากบ้านเกิดมาตายในเบลเยียม ตายใน “สวนสัตว์มนุษย์” ที่ลีโอปอลด์ที่สองดำริให้สร้างอวดชาวโลก
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวเท่านั้นของ “วิธี” ที่แอฟริกามิวเซียมพยายามรับมือกับอดีตอันดำมืดของตัวเอง รากเหง้าที่เคยช่วยโฆษณาชวนเชื่อ “โครงการล่าอาณานิคม” อันป่าเถื่อนทารุณ
สฤณี อาชวานันทกุล