พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นเพื่อจัดแสดงและเล่าเรื่องที่จำเพาะเจาะจงมักจะมีเสน่ห์ที่เกิดจากแรงบันดาลใจของผู้จัด ความหลงรักส่วนตัวที่ผลักดันให้เขาจัดทำพิพิธภัณฑ์ขึ้น ถ้าพวกเขาดึงเอาความหลงรักและแรงบันดาลใจออกมาลำดับการเล่าเรื่องและการจัดแสดง (โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคพิเศษหรือมัลติมิเดียใดๆ) พวกเขาก็จะสามารถถ่ายทอดคุณค่าในใจของพวกเขาไปสู่ผู้ชมและทำให้เรื่องของพิพิธภัณฑ์ถูกเล่าลือกันปากต่อปากไปในหมู่นักท่องพิพิธภัณฑ์
พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนโบราณของเวียดนาม (Museum of Traditional Vietnamese Medicine) ตั้งอยู่ที่โฮจิมินห์ซิตี้ (Ho Chi Minh City หรือไซ่ง่อน) เป็นพิพิธภัณฑ์ว่าด้วยเรื่องการแพทย์แผนโบราณแห่งแรกของเวียดนาม เปิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 ผู้ก่อตั้งคือนายแพทย์เลคัคเติม (Lê Khắc Tâm) ผู้บริหารของฟิโตฟาร์มา (FITO Pharma) บริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน อาคารพิพิธภัณฑ์มีหกชั้น (ชั้น G + ชั้น 1-5 โดยชั้น 5 เป็นชั้นกึ่งดาดฟ้ามีห้องและมีระเบียง) เดิมใช้เป็นสำนักงานและเป็นบ้านพักอาศัยของคุณหมอเอง หลังจากอยู่มาได้แปดปีคุณหมอจึงปรับปรุงอาคารเป็นพิพิธภัณฑ์
นอกเหนือไปจากความสนใจเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณแล้ว คุณหมอยังเป็นผู้มีความรักในงานสถาปัตยกรรมและศิลปะหัตถกรรมของเวียดนามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นงานไม้ ภายในของอาคารที่มีด้านนอกเป็นปูนหลังนี้จึงประกอบด้วยเครื่องไม้เกือบทั้งหมด ทั้งพื้น บันได เพดาน เครื่องเรือน และสิ่งประดับตกแต่งต่างๆ ไม้และเครื่องเรือนมาจากบ้านไม้เก่าในภูมิภาคต่างๆของเวียดนาม ภาพที่ใช้เล่าเรื่องแทนที่จะใช้ภาพอิงค์เจ็ท คุณหมอจ้างช่างฝีมือของเวียดนามให้ทำงานไม้แกะสลักแบบนูนต่ำ ประดับมุก หรือทำเป็นงานรักซึ่งเป็นศิลปะที่มีชื่อเสียงของเวียดนาม
การชมพิพิธภัณฑ์จะต้องขึ้นลิฟท์ไปเริ่มชมที่ชั้น 4 พิพิธภัณฑ์จะทำผังห้องและลำดับการชมไว้ (แต่ในที่สุดผู้ชมก็จะหลงทางสติแตกหรือไม่ก็ตาแตกเพราะความที่เขามีของจะอวดมากมาย) ที่ชั้น 4 เริ่มต้นด้วยการคารวะแด่ปรมาจารย์แห่งการแพทย์แผนโบราณของเวียดนามสองท่าน เต่วติญ (Tue Tinh (ค.ศ.1330-1400)) ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการแพทย์แผนโบราณ และ เลฮูจัค (Le Huu Trac หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ฮายเทืองลานออง (Hải Thượng Lãn Ông (ค.ศ.1720-1791)) ผู้รวบรวมตำรายาไว้อย่างเป็นระบบจนได้รับยกย่องจากยูเนสโก้ในโอกาส 250 ปีชาตกาลของเขา ในชั้นนี้ยังจัดแสดงโบราณวัตถุชิ้นเอกเป็นเครื่องมือจากยุคหินและยุคสำริด เช่น ชิ้นส่วนของ “ที่บดยารูปเรือ” (boat-shaped-grinder ไทยเราเรียกว่า ร่องบดยา) ที่งมได้จากแม่น้ำแดง
จากการค้นพบชิ้นส่วนของที่บดยาและเครื่องมืออื่นๆ ทำให้สันนิษฐานว่าการแพทย์แผนโบราณของเวียดนามน่าจะมีประวัติอันยาวนานตั้งแต่ราว 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ในสมัยราชวงศ์หุ่งบาง (Hồng Bàng (2,879 - 258 ปีก่อนคริสต์ศักราช) ตามพงศาวดารระบุว่ากษัตริย์หุ่ง (Hùng Vương หรือ Hùng King เป็นชื่อเรียกตำแหน่งผู้ปกครอง) ปกครองชนเผ่าต่างๆในดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแดง อาณาจักรนี้เป็นสังคมเกษตรกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่องในอารยธรรมยุคสำริดต่อกับยุคเหล็ก ได้พัฒนาความรู้ด้านการรักษาโรคและการปรุงยาที่มีแบบแผน เมื่อชาวจีนเริ่มแผ่อิทธิพลลงมาในบริเวณนี้ประมาณ 400 ปีก่อนคริสต์ศักราชมีบันทึกของจีนที่อ้างอิงถึงใบสั่งยาของพวกเยว่ (Yue หรือ เหวียด)
ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 9 เป็นช่วงเวลาที่จีนเข้ามารุกราน ในเวลากว่าพันปีนี้ส่วนใหญ่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของจีน (คั่นด้วยการกลับมายึดอำนาจคืนสั้นๆสองช่วง) นโยบายการทำให้เป็นจีนมีผลต่อเวียดนามในหลายๆ ด้านรวมถึงด้านการแพทย์ จีนเองก็ได้รับอิทธิพลจากเวียดนามเช่นเดียวกัน จีนรับเอาเครื่องยาที่มีค่าเป็นบรรณาการทำให้มีการประยุกต์ใช้ตัวยาพื้นบ้านของเวียดนามในตำรับของจีนด้วย
การผสมผสานกันของระบบการแพทย์ที่แข็งแกร่งของจีนกับองค์ความรู้และทรัพยากรที่หลากหลายของเวียดนามส่งผลให้ต่อมาการแพทย์แผนโบราณของเวียดนามก้าวหน้าเฟื่องฟูขึ้นเป็นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 11 – 14 มีแพทย์ที่มีความสามารถเกิดขึ้นมากมาย
จากห้องนี้เราต้องเดินขึ้นไปชั้น 5 ก่อนเพื่อพบกับงานศิลปหัตถกรรมที่ใช้เล่าเรื่องแทนอิงค์เจ็ท

ภาพที่ 1 ต้นไม้แห่งแพทย์ร้อยคน
ภาพต้นไม้แห่งแพทย์ร้อยคนที่มีคุณูปการต่อวงการแพทย์แผนโบราณของเวียดนามตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 12 - 20 เป็นงานแกะสลักไม้ขนาดใหญ่มากที่คุณหมอสั่งทำขึ้นเพื่อจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ ใช้ช่างฝีมือหลายคนช่วยกันทำเป็นเวลา 2 ปี นอกจากจะโชว์งานฝีมือของเวียดนามแล้วยังเป็นการสกัดเนื้อหาจากงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์การแพทย์ของเวียดนามที่ได้ค้นคว้าข้อมูลไว้เพื่อจัดทำพิพิธภัณฑ์
ถัดมาเป็นงานแกะไม้ลงรักปิดทองจำนวน 15 ภาพ เล่าเรื่องของแพทย์ 15 คนในคริสต์ศตวรรษที่ 13 – 18 เช่น แพทย์ที่รักษาคนจน, แพทย์ที่ช่วยชีวิตเด็กซึ่งภายหลังเด็กคนนี้ได้เป็นกษัตริย์, แพทย์ที่ก่อตั้งสำนักศึกษา, แพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ฯลฯ

ภาพที่ 2 ภาพลงรักปิดทองด้านบน ภาพหนึ่งเล่าเรื่องของแพทย์หนึ่งคน แต่ของที่อยู่ใกล้ๆ ก็น่าสนใจ
ไม่แพ้กัน หีบโบราณ ตู้เตี้ย กิเลนสำริด ฯลฯ
ที่ชั้น 5 นี้มีประตูออกไประเบียงดาดฟ้า พิพิธภัณฑ์ใช้พื้นที่ตรงนี้จัดแสดงงานสถาปัตยกรรม เช่น ระเบียง กรอบประตู และหลังคาตามรูปแบบของบ้านเรือนโบราณในลุ่มแม่น้ำแดง มีซุ้มประตูศิลปะจามเทียบกับภาพประกอบที่ถ่ายมาจากพิพิธภัณฑ์ประติมากรรมจาม (Museum of Cham Sculpture) ในดานัง (Da Nang) ทำให้ดานังกลายเป็นทริปต่อไปของผู้เขียนที่จะต้องตามไปดู (พิพิธภัณฑ์นี้ผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ศิลปะไม่ควรพลาด)
กลับมาที่พิพิธภัณฑ์ของคุณหมอ ผู้เขียนพบว่าแสนจะคุ้นเคยกับเครื่องไม้เครื่องมือปรุงยาต่างๆ เพราะมันมีความเชื่อมโยงกันของการแพทย์แผนโบราณในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คำบรรยายชื่อและวิธีใช้อุปกรณ์ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษอาจจะทำให้เรามึนงงถ้าพยายามจะแปลตาม แต่มันจะง่ายมากเลยถ้านึกถึงคำเรียกในภาษาไทย เช่น ร่องบดยา หินบดยา โกร่งบดยา ของบางอย่างมีรูปร่างเหมือนกัน หลายอย่างก็ต่างกัน อย่างเช่นเครื่องชั่งยา ป้านและกาต้มยาที่เป็นศิลปะแบบเวียดนาม
เมื่อเดินลงมายังชั้นที่ 3 เราจะละลานตาไปกับเครื่องปรุงยานับร้อยๆ ชนิด ทั้งที่เป็นพืช สัตว์ และแร่ธาตุ เวียดนามมีความมั่งคั่งทางภูมิปัญญาเกี่ยวกับสมุนไพรเพราะอยู่ติดทะเลจึงได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมมากเกือบตลอดปีทำให้มีความชุ่มชื้นเป็นที่พืชพรรณต่างๆ มีความหลากหลายมาก พิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงเอกสารต้นฉบับที่เขียนถึงพืชสมุนไพรกว่า 300 ชนิด

ภาพที่ 3 ชั้นแสดงขวดใส่เครื่องยานับร้อยชนิดวางอยู่ภายในส่วนประกอบของเรือนโบราณ ด้านหน้ามีไม้แกะเป็นสัตว์ต่างๆ
ถัดมาเป็นการจัดแสดงมีดหั่นยาและเครื่องบดยาชนิดต่างๆ บางชิ้นเขาให้ผู้ชมทดลองใช้ได้ด้วย เช่น ร่องบดยาใหญ่ขนาดสูงกว่าตัวคน ในส่วนท้ายของห้องจัดทำเป็นร้านขายยาจำลอง ผู้ชมสามารถขอเข้าไปโพสท่าเป็นซินแสและถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกได้
ที่ชั้นที่ 2 เรากลับมาชื่นชมกับภาพประดับมุกที่เล่าถึงขั้นตอนของแพทย์แผนโบราณ ตั้งแต่การเก็บสมุนไพร การเตรียมเครื่องปรุงยาต่างๆ การจับชีพจรเพื่อวินิจฉัยโรค การจัดยา และห้องจิบน้ำชา ซึ่งก็คือห้องที่ผู้ป่วยจะมานั่งรอดื่มยาที่ต้มเสร็จ ยาใส่มาในกาและดื่มกันในถ้วยชาที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย ในชั้นที่ 2 นี้มีตู้จัดแสดงถ้วยชาม หม้อ กาต้มยาจำนวนมาก บางใบมีชื่อยี่ห้อของร้านขายยาที่มีอายุร่วมร้อยปี กาและถ้วยบางชุดยังเห็นใช้งานอยู่ในร้านขายยาบางร้านในปัจจุบัน
ชั้นที่ 1 จำลองห้องตรวจรักษาในพระราชวัง ตลอดความยาวของผนังอีกด้านหนึ่งมีภาพไม้แกะสลักลงรักปิดทองขนาดใหญ่แสดงกิจวัตรประจำวันของเหล่าหมอหลวง ในห้องนี้มีการฉายสารคดีให้ชมยาวประมาณ 15 นาที (ถ้ายังชมไหว) ชั้นล่างสุดเป็นมิวเซียมช็อปและร้านขายยาที่เราจะได้นั่งพักผ่อนและจิบชาเพิ่มพละกำลังก่อนจะกลับออกไปสู่โลกภายนอก

ภาพที่ 4 ขาตู้รูปเต่ามังกร (Dragon Turtle) สัตว์มงคลในความเชื่อของจีนนั่งอยู่บนกองเงินกองทอง
ผู้เขียนต้องสารภาพว่าในตอนที่เลือกจะมาที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่กลับพบว่านอกจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การแพทย์ที่น่าทึ่งของเวียดนามและมีของสะสมมากมายจากหลายยุคสมัยให้ชื่นชมแล้ว ผู้เขียนยังเพลินเพลินไปกับการก้มๆเงยๆดู ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ชั้นวางของ เสา บานประตู การตกแต่งเพดาน ฯลฯ ซึ่งขอบอกว่าไม่ควรมองผ่านงานแกะสลักไม้ งานฝังมุก และขาโต๊ะขาตู้โบราณรูปแบบต่างๆ พิพิธภัณฑ์การแพทย์แผนโบราณของเวียดนาม (Museum of Traditional Vietnamese Medicine) แห่งนี้จึงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความทูอินวัน พิพิธภัณฑ์เดียวจัดแสดงสองสิ่งที่ดีงามน่าชมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
แหล่งข้อมูล
เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์ http://fitomuseum.com.vn/museum-traditional-vietnamese-medicine
ประวัติเต่วติน (Tue Tinh) https://vi.wikipedia.org/wiki/Tu%E1%BB%87_T%C4%A9nh
บทความว่าด้วยข้อถกเถียงเกี่ยวกับปีเกิดของ เลฮูจัค (Le Huu Trac) ให้ข้อมูลประวัติของเขาและเอกสารอ้างอิงที่ผู้สนใจจะไปอ่านเพิ่มเติมได้ เขียนโดย PHAM QUANG AI https://khxhnvnghean-gov-vn.translate.goog/m/?x=2395/dien-dan/gop-phan-dinh-chinh-ve-nam-sinh-va-nam-mat-cua-hai-thuong-lan-ong-le-huu-trac&_x_tr_sch=http&_x_tr_sl=vi&_x_tr_tl=en&_x_tr_hl=en&_x_tr_pto=nui,sc
บทความเกี่ยวกับการแพทย์แผนโบราณของเวียดนาม เขียนโดย Hue Chan Thai (เผยแพร่ในเว็บไซต์ของ ethnomed เป็นเว็บไซต์ที่น่าสนใจ เนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆทั่วโลก จัดทำโดยคณาจารย์มหาวิทยาลัยวอชิงตัน https://ethnomed.org/resource/traditional-vietnamese-medicine-historical-perspective-and-current-usage/
กระต่ายหัวฟู