Museum Core
กว่าจะเป็นแตงโมแสนอร่อย
Museum Core
21 ก.พ. 65 6K

ผู้เขียน : Museum Core Writer

          เข้าเดือนเมษายนแล้ว อุณหภูมิอากาศที่ร้อนแรงนอกจากจะทำให้คนไทยเราอยากพักผ่อนตากแอร์ หรือไปเที่ยวภาคเหนือหลบร้อนแล้ว ก็ต้องหาอะไรเย็น ๆ รับประทานดับกระหายกัน เป็นต้นว่าข้าวแช่ ขนมจีนซาวน้ำ สลัดผัก ตบท้ายด้วยผลไม้หวานชื่นใจ ซึ่งหากจะพูดถึงผลไม้ฤดูร้อนที่ทุกคนคุ้นเคยก็เห็นจะหนีไม่พ้นแตงโม เนื่องจากเป็นผลไม้ปลูกง่ายราคาย่อมเยาที่คนไทยนำมาใช้ประกอบอาหารคาวหวานหลายชนิด เช่น “ปลาแห้งแตงโม” เมนูเด่นที่ปรากฏในตำราแม่ครัวหัวป่าก์ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ อันเป็นสูตรของคุณม่วง ราชนิกูลในสมัยรัชกาลที่ 3 อีกที และกำลังกลับมาได้รับความนิยมตามร้านอาหารปัจจุบัน

 

          แต่หากว่าท่านผู้หญิงเปลี่ยน คุณม่วง หรือพวกเราทั้งหลาย ได้ย้อนเวลากลับไปลิ้มรสแตงโมสมัยโบราณ หรือผลกูร์มา (Gurma - citrullus lanatus var. Colocynthoides) ที่เป็นสายพันธุ์แตงโมตามธรรมชาติดั้งเดิมแล้วล่ะก็ ทุกคนก็คงจะทำหน้าเหยเก และไม่มีทางคิดที่จะนำเจ้าผลไม้ชนิดนี้มารับประทานคู่กับผัดปลาแห้งเป็นเด็ดขาด เพราะแตงโมสมัยโบราณนั้นมีเนื้อสีขาวซีด รสชาติจืด ๆ ขม ๆ อีกทั้งยังเปลือกแข็งหนาเตอะ ไม่เหมือนกับแตงโมที่เรารู้จักเลยสักนิด

         ประวัติศาสตร์ของแตงโมนั้นก็เช่นเดียวกับพืชผักผลไม้ในโลกของเราส่วนใหญ่ คือมีการเดินทางไกล ได้รับการคัดสรร ปรับปรุงวิธีปลูกเลี้ยง เปลี่ยนแปลงสีสันรสชาติ โดยกลุ่มคนผู้มีปัญญาหลายกลุ่ม กว่าจะกลายมาเป็นสิ่งที่ชาวโลกเห็นพ้องต้องกันว่า “อร่อย!”

 

         จุดเริ่มต้นของแตงโมอยู่ที่ทวีปแอฟริกา หลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบคือ เมล็ดแตงโมในสุสานมัมมี่ทาชวินัต (Tashwinat) ที่มีอายุถึง 5,600 ปี ในเขตโบราณสถานอวน มูฮูกิอัก (Uan Muhuggiag) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศลิเบีย และเมล็ดแตงโมในสุสานฟาโรห์ตุตันคามุน (Tutankhamun) ที่มีอายุ 4,000 ปี ในบริเวณหุบเขากษัตริย์ ประเทศอียิปต์ เชื่อกันว่าแตงโมเป็นแหล่งน้ำล้ำค่าสำหรับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจะพกไว้ระหว่างเดินทางสู่โลกหลังความตาย ด้วยความที่แตงโมเป็นผลไม้เปี่ยมน้ำ เมื่อเก็บในที่ร่มก็สามารถอยู่ได้เป็นเดือน ไม่ปนเปื้อนเน่าเสีย ชาวแอฟริกาที่อยู่ในเขตทะเลทรายจึงพึ่งพาน้ำจากแตงโมกันมาช้านาน

 

 

ภาพที่ 1 ภาพแตงโมบนฝาผนังสุสานในประเทศอียิปต์ อายุภาพราว 3,500 ปี

แหล่งที่มาภาพ: Photo of the week - July 7, 2019. (2019, July 07). Retrieved April 03, 2021, from https://timesofmalta.com/articles/view/photo-of-the-week-july-7-2019.719791

 

  

          เส้นทางการค้าระหว่างแอฟริกากับเมดิเตอเรเนียนในสมัย 400 ปีก่อนคริสตกาล (ตรงกับช่วง 144 ปีหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน) พาแตงโมออกมาทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกา เข้ามาเป็นที่รู้จักของชาวกรีก โรมัน และฮีบรู

           แพทย์ผู้มีชื่อเสียง ได้แก่ ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) บิดาแห่งการแพทย์ ผู้คิดค้นวิธีวินิจฉัยโรคแบบใหม่ที่ไม่อิงกับความเชื่อสิ่งศักด์สิทธิ์ และไดออสคอริดีส (Dioscorides) นักพฤกษศาสตร์และศัลยแพทย์ในกองทัพของจักรพรรดิเนโร ต่างชื่นชมสรรพคุณของแตงโม โดยสั่งจ่ายเป็นยาขับปัสสาวะ รวมถึงใช้เปลือกแตงโมวางบนศีรษะของเด็กที่เป็นโรคลมแดดเพื่อลดไข้ นอกจากนี้ นักธรรมชาติวิทยา พลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) ก็เขียนในสารานุกรม Historia Naturalis ว่าแตงโม “มีฤทธิ์เย็นอย่างยิ่ง” (Refrigerant Maxime)

           อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นที่แน่นอนว่าแตงโมช่วยคลายร้อนให้มนุษย์มาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว แต่แตงโมก็ไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นผลไม้เนื้อแดงฉ่ำแบบที่เราชินตาอย่างรวดเร็ว การคัดเลือกและผสมพัฒนาพันธุ์ให้ดีขึ้นต้องใช้ความพยายามและเวลามาก

 

          ด้วยภูมิปัญญาคนในแอฟริกา พวกเขาสามารถกำจัดยีนส์รสขมในแตงโมออกไปได้ เมื่อมาถึงมือคนแถบเมดิเตอเรเนียน แตงโมจืด ๆ ก็มีรสหวาน จนถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับมะเดื่อ องุ่น และทับทิม ในหนังสือฮีบรูช่วง ค.ศ. 200 ทว่าภาพโมเสกไบแซนไทน์ในอิสราเอล สมัย ค.ศ. 425 แสดงให้เราเห็นผลแตงโมที่ถูกผ่าออก มีเนื้อภายในเป็นสีเหลืองส้ม เนื่องจากยีนส์สีแดงของแตงโมสอดคล้องกับความหวาน ดังนั้นย่อมแปลว่า แตงโมในยุคนั้นแม้จะเริ่มผสมพันธุ์ให้มีรสหวานแล้ว แต่ก็ยังไม่หวานมากเท่ากับทุกวันนี้

 

          ในส่วนของโลกตะวันออก แตงโมเดินทางมาจากแอฟริกาทางใดไม่แจ้ง แต่ปรากฏหลักฐานการเพาะปลูกครั้งแรกที่ดินแดนอินเดียสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 (ตรงกับช่วง 600 กว่าปี ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย) และก็แพร่กระจายไปถึงจีนในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 10 คือสมัยราชวงศ์ถัง ชาวจีนเริ่มปลูกแตงโมเป็นครั้งแรกที่ซินเกียง (ประเทศไทยเราสันนิษฐานว่ารับแตงโมต่อมาจากจีน เพราะมีคำเรียกในบางท้องถิ่น เช่น จังหวัดตรัง เรียกแตงโมว่า “แตงจีน”)

 

           ภาพแตงโมที่มีเนื้อสีแดงคล้ายกับปัจจุบัน เพิ่งจะปรากฏให้เราได้เห็นกันในยุคกลางของยุโรป ภาพแรกพบอยู่ในหนังสือ Tacuinum Sanitatis สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 14 ซึ่งเป็นตำราสุขภาพที่ชนชั้นสูงอิตาเลียนเชื่อถือกันโดยดัดแปลงเนื้อหาจากต้นฉบับภาษาอาหรับ วาดภาพแตงโมมีรอยผ่าเป็นขีดเผยสีแดงด้านในเล็กน้อย ครั้นพอมาถึงช่วงยุคเรเนสซองส์ หรือสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการกรีกโรมัน ภาพวาดหุ่นนิ่งชนิดยิ่งใหญ่ (Monumental Still Life) ก็ได้รับความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 (ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย) ทำให้มีภาพผักผลไม้เหมือนจริงใส่ภาชนะ ประกอบอยู่ในภาพใหญ่เกี่ยวกับตำนานและศาสนาจำนวนมาก เราจึงได้ชมภาพแตงโมผ่าครึ่งเห็นเนื้อสีแดงอย่างชัดเจนในภาพของบรรดาศิลปิน อาทิ อัลเบิร์ต เอคเคาท์ (Albert Eckhout) จูเซปเป เรคโค (Giuseppe Recco) และโจวานนี สตันชี (Giovanni Stanchi)

 

 

ภาพที่ 2 แตงโมสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 วาดโดยศิลปินอิตาเลียน โจวานนี สตันชี (Giovanni Stanchi)

แหล่งที่มาภาพ: Watermelons, peaches, pears and other fruit in a landscape; and chrysanthemums, tulips, irises, and other flowers and fruit in a landscape. (2014, January 29). Retrieved March 19, 2021, from https://www.christies.com/lot/lot-giovanni-stanchi-watermelons-peaches-pears-a-5765893/

 

          แม้ว่าแตงโมจะค่อย ๆ เปลี่ยนมามีเนื้อสีแดงอร่อยลิ้นสำเร็จแล้ว แต่การพัฒนาสายพันธุ์ผลไม้ไม่เคยหยุดหย่อน ทั้งช่วยทำให้แตงโมทนทานต่อโรคพืชมากขึ้น โตเร็วขึ้น ขนาดใหญ่มากขึ้น หรือแม้แต่มีรูปทรงแปลกตาเช่นรูปสี่เหลี่ยม แตกขยายพันธุ์แตงโมออกไปมากมายกว่า 1,200 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่อวบใหญ่ที่สุด คือ แคโรไลนา ครอสส์ (Carolina Cross) ทำสถิติผลแตงโมที่มีน้ำหนักมากที่สุด 159 กิโลกรัม ขนาดพอ ๆ กับแมวน้ำทีเดียว

 

          ในปีค.ศ. 1939 กลุ่มนักพันธุศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยเกียวโตคิดค้นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์ขึ้น นั่นก็คือ “แตงโมไร้เมล็ด” โดยฮิโตชิ คิฮาระ (Hitoshi Kihara -木原 均) ใช้สารโคลชิซิน (Colchicine) สารกลุ่มอัลคาลอยด์ที่ปกติใช้เป็นยารักษาโรคเกาต์ แต่ในการปรับปรุงพันธุ์พืช สารนี้สามารถเพิ่มชุดโครโมโซมของพืชได้ คิฮาระเพิ่มโครโมโซมในแตงโมตัวเมียเป็น 2 เท่า ก่อนผสมกับเกสรแตงโมตัวผู้ ทำให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีโครโมโซมเป็นหมัน แต่ถ้าปลูกพันธุ์เป็นหมันนี้ไปเลยเดี่ยว ๆ ผลที่เป็นหมันจะออกมาแห้งตาย เขาจึงนำมันไปตอนกับแตงโมปกติอีกครั้ง ทำให้เกิดแตงโมที่ออกผลไร้เมล็ดได้สำเร็จ

 

          คิฮาระบันทึกผลงานไว้ในปีค.ศ. 1951 หลังจากนั้น วิคเตอร์ วัตต์ส (Victor Watts) หัวหน้าภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ประเทศสหรัฐอเมริกา นำเทคนิคของคิฮาระมาศึกษาพัฒนาต่อ และคำนวณต้นทุนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับท้องถิ่น แตงโมไร้เมล็ดที่ได้มีผลขนาดเล็กกลม น้ำหนักราว 3.6-5.4 กิโลกรัมเท่านั้น เทียบกับแตงโมมีเมล็ดสายพันธุ์ที่นิยมของสหรัฐฯ ซึ่งมีน้ำหนักถึง 15.8-18 กิโลกรัม ทำให้ไม่ค่อยได้รับความสนใจนักในช่วงแรก จนกระทั่งปีค.ศ. 1990 แตงโมไร้เมล็ดจึงเริ่มติดตลาด ปัจจุบัน ครึ่งหนึ่งของแตงโมที่เพาะปลูกในรัฐแคลิฟอร์เนียก็คือพันธุ์ไร้เมล็ดที่วัตต์สพัฒนานี้เอง

 

 

ภาพที่ 3 ตัวอย่างแตงโมไร้เมล็ดของบริษัทซีดเวย์ (Seedway, LLC.) สหรัฐอเมริกา

แหล่งที่มาภาพ: Alexander, L. (2019, September 25). 10 top Performing Watermelon varieties. Retrieved March 19, 2021, from https://www.growingproduce.com/vegetables/10-top-performing-watermelon-varieties/

 

          ประวัติศาสตร์ความอร่อยของแตงโมไม่ได้หยุดลงเพียงเท่านี้ ทุก ๆ ฤดูร้อน แตงโมยังคงนำส่งความหวานชื่นแจ่มใสแก่ผู้คน ทั้งแบบรับประทานสดและผ่านเมนูอาหารอันหลากหลาย การปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ของแตงโมก็ดำเนินต่อไปอย่างน่าสนใจเช่นกัน จากวันนั้นเมื่อ 5,000 กว่าปีก่อน จนกระทั่งถึงวันนี้ คงยากที่ใครในสมัยโบราณจะจินตนาการได้ว่าเนื้อแตงโมจะกลายเป็นสีแดง หรือว่าผลไม้จะไร้เมล็ดไปได้ ในทำนองเดียวกัน เราต่างก็ไม่อาจคาดเดาว่าอนาคต โฉมหน้าของแตงโมจะเป็นเช่นไร มีเพียงพลังความสร้างสรรค์และชาญฉลาดของมนุษย์เท่านั้นที่จะเป็นคำตอบ

 

บรรณานุกรม

Kiple, K. F., & Ornelas, K. C. (2000). The Cambridge World History of Food. New York: Cambridge University Press.

 

Klingaman, G. (2003, August 29). Plant of the week. Retrieved March 19, 2021, from https://www.uaex.edu/yard-garden/resource-library/plant-week/seedless-watermelon.aspx

 

Paris, H. (2015, July 03). Origin and emergence of the sweet dessert watermelon, Citrullus lanatus. Retrieved April 03, 2021, from https://academic.oup.com/aob/article/116/2/133/180059

 

Strauss, M. (2021, February 10). The 5,000-year Secret history of the watermelon. Retrieved March 19, 2021, from https://www.nationalgeographic.com/history/article/150821-watermelon-fruit-history-agriculture

 

Wasylikowa, K., & Van der Veen, M. (2004). An archaeobotanical contribution to the history of watermelon, Citrullus lanatus (Thunb.) Matsum. & Nakai (syn. C. vulgaris Schrad.). Vegetation History and

 

Archaeobotany, 13(4), 213-217. Retrieved March 19, 2021, from http://www.jstor.org/stable/23419585

 

แตงโม (Watermelon). พิรุณเซิร์ฟเวอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2564 http://pirun.ku.ac.th/~b521010235/แตงโม.html

 

เปลี่ยน ภาสกรวงศ์, ท่านผู้หญิง (4 พ.ค. 2451). แม่ครัวหัวป่าก์. ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ. เข้าถึงเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2564 https://vajirayana.org/แม่ครัวหัวป่าก์/

 

Museum Core Writer

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ