พิพิธภัณฑ์ในอินโดนีเซียอาจไม่ใช่หมุดหมายของนักเดินทางเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง บุโรพุทโธ ภูเขาไฟโบรโม่ หรือบาหลี แต่เราค้นพบพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งที่น่าสนใจมากในจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย
Museum Bank Indonesia หรือพิพิธภัณฑ์ของธนาคารกลางอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าของปัตตาเวีย (จาการ์ตาในปัจจุบัน) เดิมปัตตาเวียเป็นเมืองท่าการค้าที่มีเรือจากจีน จามปาและเกาะอื่นๆ แวะมาเทียบท่าตั้งแต่ศตวรรษที่ 5 ต่อมาบริษัทดัชต์อีสท์อินเดียหรือ VOC เริ่มพัฒนาย่านนี้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 ทำหน้าที่เป็นสถานีการค้าที่สำคัญ และมีการก่อสร้างอาคารหลายหลังในย่านนี้ แต่เมื่อ VOC ล้มละลายในปีค.ศ. 1799 ย่านนี้ก็ถูกทิ้งร้างไป และบางอาคารถูกรื้อถอนเพื่อสร้างเมืองใหม่ แต่ยังมีอาคารอีกหลายหลังที่เหลือรอดมาจากช่วงเวลานั้น ปัจจุบันอาคารเก่าหกหลังในย่านนี้เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ จึงเรียกย่านนี้ว่า ย่านพิพิธภัณฑ์
ประวัติสถานที่ของพิพิธภัณฑ์ธนาคารกลางอินโดนีเซียสามารถนับย้อนไปได้ไกลถึงปีค.ศ. 1625 บริเวณนี้เคยเป็นโบสถ์ของนิกายโปรเตสแตนท์มาก่อนเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลชื่อบินเน็น (Binnen) หลังจากโรงพยาบาลย้ายออกไป ได้มีการขายอาคารให้กับธนาคาร De Javasche Bank ต่อมามีการสร้างอาคารใหม่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวดัชต์ เอดัวร์ ไซเพอร์ส (Eduard Cuypers) และมาเรียส ฮูทสวิท (Marius Hulswit) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อาคารมีความใหญ่โต บัวหัวเสาแบบโครินเธียนที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะยุคกรีก หน้าจั่วสามเหลี่ยมด้านหน้าอาคารลักษณะเดียวกับวิหารกรีกและโรมัน หลังจากซูการ์โนและฮัตตาประกาศเอกราชในปีค.ศ. 1945 ธนาคาร De Javasche Bank ถูกเปลี่ยนมือเป็นของรัฐและกลายเป็นธนาคารกลางอินโดนีเซียในปีค.ศ. 1953 จนกระทั่งธนาคารกลางย้ายออกไปในปีค.ศ. 1962 อาคารแห่งนี้ถูกทิ้งร้างก่อนที่จะเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ในปีค.ศ. 2006
เมื่อเดินเข้าไปในอาคารจะพบกับโถงกลางที่สูงใหญ่ เรายังสังเกตเห็นร่องรอยเดิมของธนาคารจากจุดขายตั๋วเข้าชมที่เป็นช่องให้บริการของพนักงานธนาคาร นิทรรศการเริ่มต้นจากการพาเราย้อนกลับไปในยุคหมู่เกาะเครื่องเทศ ช่วงเวลาที่เครื่องเทศมีมูลค่าสูง หรือที่มักเรียกกันว่า The golden spices การค้าของพ่อค้าชาวอาหรับพาเครื่องเทศจากเอเชียไปถึงเวนิช จากนั้นเครื่องเทศก็ถูกขายออกไปทั่วยุโรป เครื่องเทศจึงเป็นของมีค่าจากแดนไกล ภายในห้องจัดแสดงใช้สื่อผสมนำเสนอได้อย่างน่าสนใจ แค่เดินเข้ามาในห้องแรกก็รู้สึกว่าดึงดูดความสนใจเกินความคาดหมายแล้ว

ภาพที่ 1 ห้องนิทรรศการเล่าเรื่องการค้าเครื่องเทศ
ในช่วงการค้าเครื่องเทศรุ่งเรืองมีนักเดินเรือคนสำคัญหลายคนเดินทางผ่านหมู่เกาะเครื่องเทศ รวมทั้งเจิ้งเหอ นักเดินเรือสมัยต้นราชวงศ์หมิงที่นำกองเรือใหญ่ออกเดินทางผจญภัยถึงเจ็ดครั้ง และเคยมาเยือนเกาะชวา ปัจจุบันมีศาลของเจิ้งเหอในอินโดนีเซีย เช่นเดียวกับในเมืองไทยที่คนไทยเชื้อสายจีนเรียกว่า วัดซำปอกง
บริษัทดัชต์อีสต์อินเดียหรือ VOC เกิดจากการรวมกันของบริษัทการค้าในปีค.ศ. 1602 และเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่ในเมืองปัตตาเวีย ช่วงศตวรรษที่ 18 หลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม หลายชาติในยุโรปแสวงหาอาณานิคมเพื่อส่งวัตถุดิบกลับไปป้อนการผลิตแบบจำนวนมาก ซึ่งอินโดนีเซียก็เป็นอาณานิคมของดัชต์ด้วย
ชาวอาณานิคมเพาะปลูกกาแฟ ชา อ้อย และยาสูบ แต่ผู้ที่ทำกำไรสูงกลับเป็นเจ้าอาณานิคม นิทรรศการยังนำเสนอภาพถ่ายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ฉายให้เห็นภาพของชาวดัชต์ในอินโดนีเซีย เจ้าที่ดิน ทาส คนรับใช้ และบ้านเมืองในปัตตาเวีย
อีกเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองยุคใหม่ของอินโดนีเซียโดยมีจุดเริ่มต้นจากปัญหาทางเศรษฐกิจ คือในปีค.ศ. 1997 เกิดวิกฤติทางการเงินในเอเชียหรือที่รู้จักกันในชื่อ “ต้มยำกุ้ง” ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนลงและเงินทุนต่างประเทศไหลออก ในช่วงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1998 ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงที่ 16,500 รูเปียห์ต่อดอลลาร์จากระดับ 2,300 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ในช่วงก่อนวิกฤติ นำไปสู่เศรษฐกิจตกต่ำและการประท้วงที่นำโดยนักศึกษา โค่นล้มการปกครองของซูฮาร์โต ผู้นำที่ปกครองอินโดนีเซียยาวนานถึง 30 ปี เรียกกันว่าการจลาจลเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 (May 1998 Riot) ซึ่งพิพิธภัณฑ์ก็ได้นำเสนอเหตุการณ์ในช่วงนั้นด้วย ทั้งรูปภาพ แผนที่จุดที่เกิดเหตุจลาจลในจาการ์ตา และวัตถุจัดแสดง เช่น มอเตอร์ไซค์ที่ถูกเผาในการประท้วง ชวนให้นึกถึงทฤษฎี Butterfly effect ที่วิกฤติเศรษฐกิจของไทยลุกลามไปกระทบเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมทั้งอินโดนีเซีย นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโค่นล้มยุคระเบียบใหม่ที่ซูฮาร์โตครองอำนาจมายาวนานได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

ภาพที่ 2 ภาพเหตุการณ์จลาจลเมื่อปีค.ศ. 1998
นอกจากการนำเสนอในส่วนประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีการแสดงเงินตราและธนบัตรในแต่ละยุคสมัย เช่น เหรียญตราในยุคศตวรรษที่ 15 จากอาเจะห์ ปาเลมบัง และที่อื่นๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาอิสลามแผ่อิทธิพลเข้ามาในบริเวณนี้แล้ว โดยมีข้อความบนเหรียญเป็นอักษรอาหรับ ธนบัตรที่ออกโดยธนาคาร De Javasche และธนบัตรที่ออกโดยธนาคารกลางอินโดนีเซีย
อีกส่วนหนึ่งที่เราชอบพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เพราะมีการทำป้ายให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับอาคารด้วย บ่อยครั้งที่เราได้เห็นอาคารเก่าสวยๆ แต่ไม่ทราบข้อมูลเชิงลึก การทำป้ายนำชมประกอบด้วยช่วยให้ทราบข้อมูลของอาคารมากขึ้น
ภายในห้องจัดแสดงโมเดลของอาคาร ภาพถ่าย และเครื่องประดับอาคาร เช่น หัวเสาแบบโครินเธียนที่ประดับลวดลายดอกดาวเรืองทรงกลม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระแม่มารี หรือหัวเสาที่ตกแต่งด้วยแกะสองตัว ซึ่งแกะเป็นตัวแทนของความอุดมสมบูรณ์ และยังมีกระเบื้องพื้นเดิมของธนาคาร De Javasche ประดับลวดลายเรขาคณิตที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอาร์ตเดโคที่พัฒนาขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20
ส่วนที่เราชอบมากคือกระจกสี (stain glass) ภายในอาคารมีกระจกสีทั้งหมด 314 ชิ้น ผลิตที่สตูดิโอ Jan Schoten ในช่วงปีค.ศ. 1922-1935 และนำมาติดตั้งที่อาคารในปีค.ศ. 1935
ภาพกระจกสีด้านบนคือเทพเฮอร์มีส เทพเจ้าแห่งการค้า ตรงกลางคือตราของสามเมืองการค้าสำคัญ ได้แก่ สุราบายา ปัตตาเวียและเซมารัง ซึ่งธนาคาร De Javasche มีสำนักงานอยู่ในเมืองดังกล่าว
ภาพที่ 3 ภาพกระจกสีเทพเฮอร์มีส
ภาพกระจกสีตกแต่งในห้องประชุมแสดงสัญลักษณ์สินค้าสำคัญที่ค้าขายในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้แก่ พริกไทย กานพลู เกลือ ยาง น้ำมัน ดีบุก เนื้อมะพร้าวแห้ง น้ำมันปาล์ม ยาสูบและควินิน

ภาพที่ 4 ภาพกระจกสีสัญลักษณ์พริกไทยและกานพลู
อิฐสีเขียวในห้องที่สร้างตั้งแต่สมัยเป็นโรงพยาบาลบินเน็นก่อนที่ธนาคาร De Javasche จะเข้ามาซื้ออาคารในปีค.ศ. 1828 และใช้งานห้องนี้เป็นห้องประชุม ห้องอิฐสีเขียวให้พลังบวกและทำให้รู้สึกเย็น ห้องนี้จึงเรียกกันว่า “ห้องสีเขียว”

ภาพที่ 5 ภาพห้องสีเขียว
ด้วยห้องจัดแสดงจำนวนมากและความสวยงามของสถาปัตยกรรม นับว่าคุ้มค่าอย่างมากกับค่าเข้าชม 5,000 รูเปียห์ หรือราว 11 บาท ถ้าหากเพื่อนๆ มีโอกาสมาเยือนจาการ์ตาก็ขอแนะนำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ได้ทำความรู้จักกับอินโดนีเซียมากขึ้น
ฤดี ภวสิริพร