Museum Core
น้ำตาลมาจากไหน?
Museum Core
27 เม.ย. 65 775

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

          เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าอะไรที่เรียกกันว่า ‘น้ำตาล’ นั้น เป็นผลิตผลที่ได้มาจาก ‘อ้อย’

          อ้อยชนิดที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบันนั้น มีบรรพชนเป็นอ้อยพื้นเมืองพบกระจายอยู่ในหมู่เกาะนิวกินี ซึ่งเป็นเกาะตั้งอยู่ที่ไกลออกไปทางทิศตะวันออกของอุษาคเนย์ไม่มากนัก

          ที่สำคัญ คือ ในหมู่เกาะนิวกินี นักโบราณคดีก็ค้นพบหลักฐานว่า มีการเริ่มนำ ‘อ้อยป่า’ มาปลูกจนกลายเป็น ‘อ้อยไร่’ เมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้วเลยทีเดียว

 

          ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างพื้นที่ และต่างวัฒนธรรม ได้ทำให้เทคโนโลยีการเพาะปลูกอ้อย รวมถึงตัวของ ‘ต้นอ้อย’ เอง ได้แพร่กระจายเข้ามาสู่หมู่เกาะต่างๆ ของอุษาคเนย์ (หมายถึงบรรดาสารพัดเกาะใหญ่น้อยในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์)

          และในพื้นที่บริเวณอุษาคเนย์ ภาคหมู่เกาะนี้เองที่อ้อยอีกสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของจีน (คือดินแดนใต้แม่น้ำฉางเจียน หรือที่ในโลกภาษาไทยมักเรียกว่า แม่น้ำแยงซีเกียง) และไต้หวัน ได้ถูกนำเข้ามาผสมกันกับอ้อยจากนิวกินี จนได้กลายร่างเป็น ‘อ้อย’ พันธุ์เดียวกับที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี่แหละ

 

 

ภาพที่ 1: ภาพวาดพันธุ์อ้อย Saccharum officinarum ซึ่งแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

แหล่งที่มาภาพ: https://th.wikipedia.org/wiki

 

 

ภาพที่ 2: ภาพวาดบรรยากาศการทำไร่อ้อยที่แพร่กระจายไปพร้อมกับลัทธิล่าอาณานิคม

ช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ Antigua ในอเมริกากลาง

แหล่งที่มาภาพ: https://www.wikiwand.com/en/Plantation_economy

 

        แต่เมื่อพูดถึงพื้นที่ใต้แม่น้ำแยงซีเกียง ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศจีน และเกาะไต้หวันนั้น เราก็มักเหมารวมกันว่าเป็น ‘จีน’ ไปเสียหมด ทั้งที่ในความเป็นจริงในเชิงวัฒนธรรมนั้น ผู้คนในยุคก่อนราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1450) พวกจีนที่เรียกตนเองว่าเป็น ‘ฮั่น’ นั้น เรียกผู้คนที่อยู่ทางใต้ของแม่น้ำใหญ่สายที่ว่านี้ว่า ‘ไป๋เยว่’ คือ ‘เยว่ร้อยจำพวก’

 

         ‘เยว่’ ที่ว่านี้ออกเสียงแตกต่างกันไปในแต่ละสำเนียง และวัฒนธรรม ในภาษาเวียดนาม ออกเสียงคำนี้ว่า ‘เหวียด’ ซึ่งก็คือ ‘เวียด’ เดียวกันกับในชื่อประเทศเวียดนามนี้เอง (คำว่า ‘เวียดนาม’ ถ้าเรียกตามภาษาและไวยกรณ์จีนก็คือ ‘หนานเย่ว์’ แปลเป็นซับไตเติ้ลภาษาไทยตรงตัวได้ว่า เย่ว์ทางใต้) เอาเข้าจริงแล้ว ก่อนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจีนไปในยุคราชวงศ์ถัง ผู้คนที่อยู่ทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง และไต้หวันนั้น ก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นอุษาคเนย์ต่างหาก

 

          มีหลักฐานว่าคนโบราณพวกนี้เดินทางติดต่อกันด้วยการเดินเรือเลียบชายฝั่งทะเลมาอย่างยาวนาน หลักฐานสำคัญเป็นโบราณวัตถุที่รู้จักกันในแวดวงโบราณคดีในชื่อของ “ตุ้มหูลิงลิงโอ” (Lingling-O)

          ตุ้มหูชนิดนี้มีหลักฐานการผลิตมาตั้งแต่เมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว (อันเป็นช่วงเวลาที่นิยมสมมติชื่อเรียกในอุษาคเนย์ว่า ยุคหินใหม่) โดยพบกระจายตัวอยู่มากตามหมู่เกาะต่างๆ ในอุษาคเนย์ ส่วนหลักฐานเก่าแก่ที่สุดนั้นพบว่าผลิตขึ้นที่หมู่เกาะในเขตประเทศฟิลิปปินส์

 

          แม้จะพิสูจน์ได้ว่าผลิตขึ้นที่ฟิลิปปินส์ แต่หินที่ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นตุ้มหูชนิดนี้คือ “หยกเนฟไฟรท์” (Nephrite, หรือที่มักเรียกกันว่า หยกจีน) ก็ไม่ได้มีแหล่งวัตถุดิบอยู่ในอุษาคเนย์ภาคหมู่เกาะเลย แต่มีแหล่งหินอยู่ที่เกาะไต้หวันต่างหาก

          พูดง่ายๆ ชาวมลายูที่ฟิลิปปินส์เมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว ได้ล่องเรือขึ้นไปยังเกาะไต้หวัน เพื่อนำเอาหินหยกมีค่าที่หาไม่ได้ในย่านชุมชนของตนเองมาจาระไนทำเป็นเจ้าตุ้มหูที่มีชื่อเรียกแปลกๆ ว่า ลิงลิงโอ ตามหมู่เกาะในฟิลิปปินส์นี่แหละ

 

          แต่ตุ้มหูชนิดนี้ไม่ได้พบในฟิลิปปินส์เท่านั้น เพราะมีการผลิตขึ้นอย่างสืบเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเมื่อราว พ.ศ. 500 หรือ 2,000 ปีที่แล้ว ก็ยังนิยมอยู่ในกลุ่มชนที่พูดภาษาตระกูลมลายูอีกพวก เรียกกันว่า “วัฒนธรรมซาหวิ่น” (Sa Huynh) คือบรรพชนของชาวจามที่ในช่วงเวลานั้น มีศูนย์กลางอยู่แถบทางตอนกลางของประเทศเวียดนามในปัจจุบันนี้

 

          ดังนั้นถ้าคนโบราณแถบใต้แม่น้ำแยงซีเกียง เกาะไต้หวัน เวียดนาม และหมู่เกาะต่างๆ ในอุษาคเนย์จะนำเอา ‘พันธุ์อ้อย’ จากดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง หรือเกาะไต้หวันมาผสมเข้ากับพันธุ์ที่ผู้คนในอุษาคเนย์อิมพอร์ตมาก่อนจากเกาะนิวกินี ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลยสักนิด ในเมื่อก็มีการล่องเรือไปมาแล้วนำหินหยกจากไต้หวันมาใช้ผลิตทำตุ้มหูไว้ใช้กันอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่ 4,000 ปีโน่นแล้ว

 

ภาพที่ 3: ตุ้มหูลิงลิงโอ ขุดพบที่แหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร จ. กาญจนบุรี

ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร แสดงให้เห็นถึงการติเดต่อสัมพันธ์ระหว่างชุมชน

ที่ตั้งอยู่ในแผ่นดิน กับกลุ่มชาวเรือในภูมิภาคหมู่เกาะอุษาคเนย์ ซึ่งการอาจจะรวมถึงการแพร่กระจายของ

การเพาะปลูกอ้อยไปพร้อมๆ กันด้วย

 

 

           จึงไม่แปลกอะไรเลยด้วยอีกเช่นกันที่ในภาษาโปรโต-ออสโตนีเซียน ซึ่งก็คือภาษาโบราณในเกาะไต้หวันเรียก ‘อ้อย’ ด้วยเสียงคล้ายๆ กันกับคำว่า ‘tebuh’ ซึ่งก็คือ อ้อย ในภาษาโปรโต-มลาโย-โพลีนีเซียน อันเป็นรากเดิมของภาษามลายูในปัจจุบัน ในเมื่อผู้คนเหล่านี้ย่อมต้องมีชื่อสำหรับใช้เรียก อ้อย เมื่อสื่อสารกันอยู่แล้วนั่นเอง

           ส่วนช่วงเวลาที่นักโบราณคดีระบุว่า มีการนำเอาอ้อยทั้งสองสายพันธุ์มาผสมกันนั้น ก็เก่าแก่ไปถึง 5,500 ปีที่แล้ว เป็นอย่างน้อยเลยทีเดียว

 

           แรกเริ่มนั้นผู้คนก็คงกัดกินอ้อยพวกนี้เพื่อรับรสความหวานกันอย่างดิบๆ แล้วก็ค่อยคิดหาวิธีการนำเอาความหวานมาใช้ด้วยหนทางอื่น จนถูกนำมาผลิตเป็น ‘น้ำตาลอ้อย’ โดยการนำน้ำอ้อยมาต้มจนงวดแล้วเหลือเป็นก้อนน้ำตาล อย่างที่ยังคงมีการผลิตมาจนถึงปัจจุบันนั่นแหละ

            ไม่ว่าการผลิตน้ำตาลอ้อยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ตาม แต่อ้อยพวกนี้ก็ย่อมถูกนำไปใช้สำหรับเพิ่มความหวาน และสร้างรสชาติที่ดียิ่งขึ้นได้ในอาหารอีกสารพัดชนิด โดยเฉพาะเป็นส่วนประกอบสำคัญให้กับการทำ ‘ของหวาน’ ประเภทต่างๆ ในทุกมุมโลก

 

            เมื่อประกอบกันเข้ากับการที่อุษาคเนย์ตั้งอยู่ในเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรโลก บริเวณสำคัญเพราะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างจีนกับอินเดีย จึงทำให้อ้อยและน้ำตาลอ้อยนั้นถูกส่งทอดไปยังดินแดนส่วนอื่นๆ ของโลกอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย หรือคาบสมุทรอาราเบีย

 

 

ภาพที่ 4: ทุกวันนี้น้ำตาลก็ยังเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของอินเดีย

แหล่งที่มาภาพ:

https://www.thedailystar.net/business/news/sugar-import-india-be-duty-free-1655092

 

          แต่ว่าในโลกโบราณ โดยเฉพาะในยุโรปนั้น ก็ดูเหมือนว่ายังไม่ใช้น้ำตาลอ้อยเพื่อทำของหวานกันโดยทั่วไป เพราะว่ามีบันทึกอย่างน้อย 2 ชิ้น ที่ระบุว่า น้ำตาลอ้อยเป็นสิ่งที่ถูกใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น

          เอกสารชิ้นแรกคือ สารานุกรมเกี่ยวกับการแพทย์ของ ปีดานิอุส ไดโอสกอริเดส นายแพทย์ชาวกรีก ที่มีชีวิตอยู่เมื่อราว พ.ศ. 580-630 ที่เขียนถึงน้ำตาลอ้อยเอาไว้ว่า

 

                “น้ำหวานที่เกาะตัวรวมกันที่เรียกว่า ‘sakcharon’ (น้ำตาลอ้อย) พบในพืชจำพวกกก หรืออ้อในอินเดียและเยเมน
          มีความคล้ายคลึงกับเกลือ และเปราะมากพอที่ขบให้แตกด้วยฟัน เช่นเดียวกับเกลือ สามารถนำมาละลายน้ำดื่มเพื่อบำรุง
          ลำไส้ และกระเพาะอาหาร หรือสามารถนำมาดื่มเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดของกระเพาะปัสสาวะ และไตก็ได้”

         

          ส่วนอีกหนึ่งเอกสารที่กล่าวไปในทิศทางทำนองนี้ก็คือ บันทึกจากรัฐบุรุษของโรมอย่าง พลินี ผู้อาวุโส ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง พ.ศ. 566-622 ได้เคยกล่าวถึง น้ำตาลอ้อย เอาไว้ว่า

 

                 “น้ำตาล (อ้อย) ที่ผลิตขึ้นในอาราเบียนั้นเป็นสินค้าที่ดีเยี่ยม แต่น้ำตาลจากอินเดียนั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งกว่า มันเป็น
           ราวกับน้ำผึ้งที่ได้มาจากอ้อย ขาวราวกับยางไม้ ชวนให้ใช้ฟันขบเคี้ยว มันมีขนาดราวกับลูกเฮลเซนัท แต่น้ำตาลถูกใช้
           เพื่อการแพทย์เท่านั้น”

 

           น่าสนใจครับที่ พลินี ผู้อาวุโส ได้กล่าวยกย่องน้ำตาลจากอินเดีย เพราะหลังจากยุคสมัยของพลินี ก็เป็นอินเดียนี่แหละที่ได้ริเริ่มผลิต ‘น้ำตาลทราย’ เม็ดใสๆ ขึ้นมาจากอ้อยได้เป็นพวกแรกในสมัยราชวงศ์คุปตะ เมื่อราว พ.ศ. 900 ต้นๆ หรือไม่ถึง 300 ปีหลังจากพลินีเสียชีวิตลง

 

           เรื่องราวเกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลทราย ถูกพรรณนาไว้มาก ในวรรณคดีของอินเดีย โดยเฉพาะวรรณกรรมของพวกทมิฬ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แหล่งผลิตน้ำตาลทรายนั้นคงผลิตที่ทางใต้ของอินเดียเป็นส่วนใหญ่ โดยในวรรณกรรมเหล่านี้มักบรรยายถึงการสกัดน้ำอ้อย และการใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เพื่อผลิตน้ำตาลทราย

 

           ต่อมาภายหลัง พ.ศ. 1161 มีการสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้นในจีน พระภิกษุจากจีนที่ได้เดินทางมาสืบพระพุทธศาสนาในอินเดีย ได้นำน้ำตาลทรายกลับไปด้วย จักรพรรดิถังไท่จง (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1169-1192) ซึ่งเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์ถัง ทรงให้ความสนใจในน้ำตาลทรายเป็นอย่างมาก มีเอกสารในจีนหลายชิ้นที่ยืนยันว่า ทางจีนได้ส่งคนไปศึกษาเรื่องการทำน้ำตาลทรายในอินเดียอย่างน้อย 2 ครั้งในปี พ.ศ. 1190

 

           และนั่นก็ทำให้ต่อมาทั้งใน จีน, อินเดีย, อาหรับนั้น น้ำตาลทรายก็ได้กลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของการทำอาหาร และของหวานต่างๆ ก่อนส่งทอดต่อไปให้วัฒนธรรมส่วนอื่นๆ ของโลก ทั้งในยุคโน้น และยุคหลังจากนั้น จนน้ำตาลทรายได้กลายเป็นวัตถุดิบหลักในเกือบทุกวัฒนธรรมไปในที่สุด

 

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ