เวลา 01:47 น. ของวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1999 กลางดึกสงัดขณะที่ผู้คนหลับใหล เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบศตวรรษของไต้หวัน แผ่นดินไหวขนาด 7.3 แมกนิจูดที่มีจุดศูนย์กลางที่ตำบลจี๋จี๋ทางภาคกลางของเกาะไต้หวัน
คร่าชีวิตประชาชนไป 2,415 คนและบาดเจ็บนับหมื่นคน แรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวรับรู้ไปได้ไกลถึงกรุงไทเป
แผ่นดินไหวครั้งนั้นส่งผลเสียหายในวงกว้าง เช่น ประตูระบายน้ำล้นเขื่อนสือกังในไถจงพังทลาย และวัดอู่ชังกงในตำบล
จี๋จี๋พังถล่มลงมาทั้งหลัง ปัจจุบันนี้ทั้งสองแห่งนี้ยังคงเก็บซากปรักหักพังไว้เตือนใจถึงแผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนั้น เช่นเดียวกับโรงเรียนมัธยมต้นกวงฟู่ที่ยังคงเก็บอาคารบางส่วนที่พังทลายไว้ และได้รับการปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว 921 ในเวลาต่อมา
พิพิธภัณฑ์แผ่นดินไหว 921 อยู่ในเขตอู้เฟิง เมืองไถจง การเดินทางไม่ยากนั่งรถเมล์สาย 50 จากหน้าสถานีรถไฟเมือง
ไถจงไปสุดสายที่พิพิธภัณฑ์แล้วเดินตามทางไปก็จะเห็นอาคารพิพิธภัณฑ์อยู่ไม่ไกล
ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นห้าอาคาร ได้แก่ อาคารรอยเลื่อนเชอหลงผู่ ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อปีค.ศ. 1999 ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว รอยเลื่อน การเคลื่อนไหวของเปลือกโลก รวมทั้งภาพเกี่ยวกับแผ่นดินไหวครั้งสำคัญในไต้หวันนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ภาพที่ 1 ความถี่ของการเกิดอาฟเตอร์ช็อกหลังเกิดแผ่นดินไหว 921
อาคารวิศวกรรมแผ่นดินไหวที่เป็นห้องกิจกรรมสำหรับเด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหว อาคารภาพยนตร์ที่เดิมเป็นศูนย์กิจกรรมของโรงเรียนที่ปรับปรุงใหม่หลังแผ่นดินไหว ฉายภาพยนตร์ 3D ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับแผ่นดินไหวและจัดแสดงภาพถ่ายเล่าเรื่องราวความเป็นอยู่และสภาพสังคมของผู้คนในช่วงแผ่นดินไหว โดยช่างภาพเสิ่นจ้าวเหลียวออกตระเวนถ่ายภาพของเหยื่อแผ่นดินไหวไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์ และยังกลับไปถ่ายภาพหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในหนึ่งปีต่อมา
ภาพที่ 2 นาฬิกาบอกเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว
อาคารป้องกันภัยพิบัติเป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยพิบัติที่เกี่ยวเนื่องกับแผ่นดินไหว เช่น สึนามิ อุทกภัยผ่านเกมและจอทัชสกรีน และอาคารบันทึกการสร้างใหม่ที่รวบรวมเรื่องราวความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนที่ช่วยกันสร้างไต้หวันขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยมีการก่อตั้งมูลนิธิการบูรณะแผ่นดินไหวจี๋จี๋เพื่อช่วยผู้ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวฟื้นฟูอาคารสถานที่ขึ้นใหม่
เราได้รับทราบข้อมูลจากป้ายหน้าอาคารเรียนที่เสียหายหนัก พบว่าสาเหตุที่อาคารโรงเรียนแห่งนี้และอีกหลายแห่งในบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวพังทลายก็คือ อาคารโรงเรียนมีรูปทรงเป็นลูกบาศก์ผืนผ้าที่ติดตั้งหน้าต่างตามแนวยาวเพื่อระบายอากาศและให้แสงสว่างส่องถึง การออกแบบเช่นนี้ส่งผลให้การต้านทานแรงเฉือนของแนวยาวด้อยกว่าแนวตั้ง เมื่อแรงแผ่นดินไหวขนานกับแนวยาว เสาก็จะพังลงมาได้ง่าย ประกอบกับรอยเลื่อนเฉิงผู่วางตัวแนวเหนือใต้ ทำให้การเร่งตัวของพื้นผิวดินใน
แนวตะวันตกตะวันออกมากกว่าแนวเหนือใต้ ขณะที่โรงเรียนกวงฟู่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อนโดยตรงและยังสร้างตามแนวตะวันตก
ตะวันออกด้วย จึงเสียหายหนักเป็นพิเศษ โดยปัจจุบันได้ใช้โครงสร้างอะคริลิกค้ำยันโครงสร้างไว้เพื่อไม่ให้อาคารพังถล่มลงมา
ภาพที่ 3 อาคารเรียนที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว
ภาพที่ 4 ความเสียหายของคฤหาสน์ตระกูลหลินแห่งเมืองอู้เฟิง
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนั้นได้มีการถอดบทเรียนติดตั้งระบบเตือนแผ่นดินไหวในโรงเรียน โดยข้อมูลในพิพิธภัณฑ์ระบุว่า ณ ปี ค.ศ. 2018 มีโรงเรียนประถมและมัธยมต้นกว่าสามพันแห่งในไต้หวันที่ติดตั้งระบบดังกล่าว นอกจากนี้ วันที่ 21 กันยายนของทุกปีหรือเรียกกันในไต้หวันว่าวัน 921 ยังเป็นวันป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ ทุกคนจะต้องเข้าร่วมซ้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น ซ้อมหนีไฟ รวมทั้งมีการทดสอบระบบแจ้งเตือนแผ่นดินไหวโดยส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือของประชาชน และแจ้งเตือน
สึนามิสำหรับผู้ที่อาศัยแถบชายทะเล
ภาพที่ 5 สภาพอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ ยังเดินไปเที่ยวกวงฟู่ซินชุนที่อยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์ หมู่บ้านทหารก๊กมินตั๋งที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีร้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ แล้วแต่ผู้เช่าพื้นที่จะเข้ามาใช้งาน เราไปวันธรรมดาอาจจะเงียบกว่าช่วงสุดสัปดาห์ แต่ก็พอจะเดินเล่นถ่ายรูปได้ ขากลับเข้าเมืองไถจง ถ้าหากมีเวลาพอยังนั่งรถเมล์สายเดิม หรือสาย 17, 59 แวะที่คฤหาสน์และสวนตระกูลหลินที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง ชมสถาปัตยกรรมบ้านแบบจีนที่ยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสมบูรณ์ และ Dali Art Plaza ที่มี Art Installation เก๋ๆ ให้ถ่ายรูปไปลงไอจี และนิทรรศการศิลปะหมุนเวียน อย่างตอนที่เราไปก็มีฉายภาพยนตร์สารคดีของ Yayoi Kusama หรือคุณป้าลายจุด สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดนี้อยู่ใกล้กับป้ายรถเมล์ สามารถเดินทางเชื่อมต่อแต่ละจุดได้สะดวก
ฤดี ภวสิริพร