พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จัดแสดงนิทรรศการ “อาโรคยปณิธาน” ที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน (อาคารจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนซึ่งเราจะพบเป็นอาคารแรกทางซ้ายมือเมื่อเข้าประตูรั้วของพิพิธภัณฑ์) ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 7 สิงหาคม 2565 ถึงชื่อนิทรรศการจะเรียกยากและไม่อาจเข้าใจในทันที แต่เนื้อหานั้นเข้าใจไม่ยากและให้ความรู้สึกเข้าถึงได้อย่างที่นานๆ จะได้เจอจากนิทรรศการของทางราชการ
ความรู้สึกหลายๆประการที่ประดังประเดกันเข้ามาของความ “เข้าถึงได้” ของนิทรรศการนี้ ทำให้ผู้เขียนเกิดอาการ “น้ำตาจิไหล” ทั้งในระหว่างและหลังจากชมนิทรรศการ
ไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์การเจ็บป่วยและการต่อสู้กับการเจ็บป่วยของมนุษยชาติตั้งอยู่บริเวณส่วนแรกของนิทรรศการ ดีจริงๆที่นิทรรศการนี้ไม่ได้คิดว่าไทม์ไลน์เป็นของเชยๆ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับสรุปภาพรวมของประวัติศาสตร์
ทางเดินชมนิทรรศการกว้างและมีแสงสว่างเพียงพอทั้งสำหรับเดินและอ่านข้อความต่างๆ ตัวอักษรมีขนาดใหญ่อ่านได้ชัดเจนสบายตาทำให้ลดความเครียดในการต้องเพ่งมอง (ความเครียดและรำคาญใจซึ่งจะส่งผลให้ผู้ชมอยากออกไปให้พ้นๆห้องนิทรรศการโดยเร็ว) ชุดคำบรรยายทั้งหลักและรองเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้น้ำตาจิไหล เพราะเราจะไม่ได้พบคำบรรยายที่เขียนได้อย่างดีเช่นนี้บ่อยนัก มันอ่านเข้าใจง่าย ใช้ถ้อยคำที่ไม่ประดิดประดอยหรือทำให้ซับซ้อนยอกย้อน แต่ละช่วงไม่ยาวเยิ่นเย้อ มีความมั่นใจที่จะตัดใจจากการใส่รายละเอียดที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นธรรมชาติเหมือนเล่าไปเรื่อยๆ ไม่รู้สึกว่ามีความจงใจที่จะเล่าอย่างเป็นรูปแบบจนเกินไป แต่จริงๆเขาก็มีกลุ่มก้อนโยงใยของเรื่องที่เล่าซ่อนอยู่ เมื่อดูไปก็จะเชื่อมโยงได้เอง
จอโทรทัศน์ที่ฉายคลิปมีติดตั้งไว้หลายจุด น้ำตาจิไหลเพราะเขาตั้งใจที่จะฉายให้เราดูจริงๆ เขาตั้งความดังของเสียงไว้อย่างพอดี เราได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจนทำให้สามารถติดตามเนื้อหาไปได้จนจบ มันไม่ยาวมากเกินไปด้วย และเราไม่ได้รู้สึกว่าเสียงนั้นดังเกินไปจนรบกวนพื้นที่ใกล้เคียง มันช่างพอดิบพอดีจริงๆ
คำบรรยายวัตถุเป็นสิ่งที่ทำให้ตื้นตันใจที่สุด เพราะรู้สึกได้ว่าเขาคิดแล้ว คิดด้วยความอยากที่จะให้ความรู้เราจริงๆ ลูกศรชี้สีแดงเป็นสิ่งที่น่ารักมาก เพื่อที่จะบอกให้ชัดไปเลยว่าตรงจุดไหนที่กำลังพูดถึง ไม่ใช่เขียนๆไปเหมือนนึกว่าผู้ชมน่าจะรู้อยู่แล้วเพราะเกิดมาเป็นแพทย์หรือนักโบราณคดี ผู้เขียนพบว่านิทรรศการในช่วงที่กล่าวถึงการพบร่องรอยโรคในโครงกระดูกมนุษย์ในเวลาและสถานที่ต่างๆนั้นเป็นที่สนใจของผู้ชมไม่น้อย โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุ อาจเพราะทำให้นึกเปรียบเทียบกลับมาถึงความเสื่อมสภาพร่างกายของตนเอง
อันนี้น่ารักมาก ดูแล้วยิ้มน้ำตาคลอเลย เขาแสดงวัตถุและขยายภาพขึ้นให้ดูถึงสองระดับ ภาพซ้ายขีดวงสีแดงไว้อีกด้วย คือเป็นห่วงคนดูจริงๆ อยากให้เห็นกันชัดๆว่าหมายถึงตรงไหน
มีศิลปวัตถุมาจัดแสดงมากมาย หลายชิ้นก็อเมซิ่งมากไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ที่สำคัญคือศิลปวัตถุเหล่านี้ที่เคยจัดแสดงอย่างเย็นชาเมินเฉยต่อผู้คน ได้ถูกชุบชีวิตขึ้นมาให้รู้ว่าที่แท้เขาก็เคยอยู่ไม่ไกลจากเรานี้เอง ก็เพราะการนำมาผูกเล่าเรื่องราวที่เราต่างก็ลืมเลือนไปนานแล้ว
เขาบอกที่มาของวัตถุด้วย วัตถุจัดแสดงมาจากความร่วมมือของหน่วยงานและองค์กรหลายๆแห่ง ทั้งในกรมศิลปากรเอง ทั้งจากพิพิธภัณฑ์ของรัฐและเอกชน แต่ที่ซาบซึ้งใจคือการปรากฎชื่อของเจ้าของที่เป็นบุคคลทั่วไป
หากจะพูดถึงเนื้อหาคร่าวๆจากมุมมองของผู้เขียน มันกล่าวถึงความพยายามที่จะต่อสู้กับความเจ็บป่วยของมนุษย์ (ในดินแดนประเทศไทย) ความเจ็บป่วยที่อยู่คู่มากับชีวิตคนเราตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์โน้น ในเส้นทางของการต่อสู้นั้นได้ก่อเกิดพัฒนาการที่ซับซ้อนทั้งในด้านจิตวิญญาณซึ่งประกอบด้วยพิธีกรรม เวทมนตร์ วัตถุตัวแทนอำนาจในการเยียวยาซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศิลปะและโบราณวัตถุในสายตาของคนปัจจุบัน การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติทั้งพืช สัตว์ แร่ธาตุ เพื่อรักษาและป้องกันโรค การจดบันทึกและถ่ายทอดความรู้การแพทย์แผนโบราณ มาจนถึงการแพทย์แผนปัจจุบันและความพยายามจะเผยแผ่การสาธารณสุขให้เข้าถึงประชาชนในมิติต่างๆ ถ้าสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม (อีกบางส่วน) ลองอ่านจากสารคดีไลท์ตามลิงก์นี้ https://www.sarakadeelite.com/arts_and_culture/arogaya-panidhana-exhibition/
อาคารมีขนาดใหญ่และจัดแสดงเต็มพื้นที่ เนื้อหาที่มีมากมายถ้าเราจะอ่านไปทุกจุด ฟังไปทุกที่ และดูคลิปทุกคลิป สามารถใช้เวลาได้ทั้งวัน ประสบการณ์และมุมมองของผู้ชมแต่ละคนอาจแตกต่างกัน ส่วนตัวผู้เขียนสนุกสนานกับนิทรรศการนี้มาก ดูสองครั้งแล้วยังรู้สึกว่าดูไม่หมด ดูจนเจ้าหน้าที่เข้ามาทักว่าดูนานจัง ยังมีนิทรรศการในอาคารอื่นๆให้ชมอีกเยอะเลย ผู้เขียนเข้าใจในความห่วงใยของเจ้าหน้าที่นะ แต่ผู้เขียนคิดว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครที่ใหญ่มากนี้ในชีวิตเราอาจไปเยี่ยมชมกันหลายสิบครั้ง โรงเรียนก็คงจะพานักเรียนมาบ่อยๆ ดูตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง จะได้ชื่นชมสมบัติของชาติกันให้ละเอียดลออ ไม่ใช่เพียงเดินผ่านไปฉิวๆ แล้วจดจำอะไรไม่ได้เลย
น่าเสียดายที่นิทรรศการจะจัดแสดงถึงเพียงวันที่ 7 สิงหาคมนี้เท่านั้น คิดเป็นระยะเวลาจัดแสดงไม่ถึง 3 เดือน นิทรรศการที่ดูก็รู้ว่าลงทุนไปมหาศาล ไม่ใช่เพียงเงินงบประมาณ แต่ยังรวมถึงความคิดและแรงใจในการเขียนเรียบเรียงเนื้อหาอันเป็นสารพัดวิทยาการและการออกแบบจัดแสดง การติดต่อความร่วมมือจากหน่วยงานและผู้คนมากมาย เสียดายที่ความรู้ที่ดีงามและย่อยง่ายนี้จะอยู่ให้ความรู้กับผู้คนได้เพียงไม่นานไม่คุ้มกับความดีงามของมันเลย นิทรรศการนี้มีประเด็นให้นักเรียนมาชมเพื่อเขียนรายงานและศึกษาเพิ่มเติมกันได้หลายๆสิบเรื่องเลยทีเดียว ผู้เขียนไม่ทราบว่าตัวชี้วัดของผลงานคือการจัดนิทรรศการได้บ่อยครั้งในหนึ่งปี หรือจำนวนผู้คนที่จะได้ดูได้รับความรู้จากนิทรรศการอันหนึ่งๆ กันแน่ นิทรรศการดีๆในสเกลขนาดนี้ควรให้อยู่ไปเลย 6-8 เดือน ของดีๆเช่นนี้จัดปีหนึ่งครั้งเดียวแต่ให้คนได้ดูได้ใช้ประโยชน์เยอะๆ จึงจะคุ้มค่า
กระต่ายหัวฟู