Museum Core
Maria Theresien-Platz เที่ยวจัตุรัสพิพิธภัณฑ์แฝดกลางกรุงเวียนนา
Museum Core
03 ส.ค. 65 929
ประเทศออสเตรีย

ผู้เขียน : Museum Core Writer

          กรกฎาคมฟ้าใสดอกไม้งาม ขุนเขาตระหง่านแว่วเสียงดนตรี  ตอนนี้กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เข้าสู่ช่วงกลางฤดูร้อนแล้ว แขกผู้มาเยือนส่วนใหญ่ย่อมไม่พลาดเที่ยวชมอุทยานของพระราชวังต่าง ๆ ล่องคลองโดเนา ชิมหมูทอดกรอบชนิตเซลกับพายแอปเปิลชตรูเดิล และรับชมอุปรากรไพเราะให้สมกับที่มาถึงบ้านของโมสาร์ต แต่สำหรับใครที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นพิเศษ เวียนนายังมีย่านพิพิธภัณฑ์ เรียกว่า มิวเซียมส์ควอเทียร์ (MuseumsQuartier - MQ) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 90,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยสถาบันการเรียนรู้ 60 แห่ง รอให้เข้าไปเยี่ยมชม ถือเป็นหนึ่งในย่านศิลปวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลกของเรา

 

         บริเวณที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดในย่านนี้คงจะหนีไม่พ้นจัตุรัสมาเรีย เธเรเซีย (Maria Theresien-Platz) ใกล้กับพระราชวังโฮฟบวร์ก (Hofburg) ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นทำเนียบประธานาธิบดี จัตุรัสนี้ตั้งอยู่ระหว่างพิพิธภัณฑ์สองหลังที่มีโครงสร้างรูปลักษณ์อาคารเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นรูปปั้นบุคคลสำคัญที่ประดับอยู่รอบนอกเท่านั้น ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลป์ (Kunsthistorisches Museum) และพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา (Naturhistorisches Museum) พระจักรพรรดินีมาเรีย เธเรเซีย แห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก (Maria Theresia von Habsburg) โปรดให้สร้างจัตุรัสและพิพิธภัณฑ์แฝดนี้ขึ้นในปี ค.ศ. 1871-1891 บนพื้นที่ที่เดิมเป็นโรงเลี้ยงม้า เพื่อส่งเสริมกระบวนการปฏิรูปการศึกษา พระนางทรงเป็นผู้ริเริ่มระบบการศึกษาภาคบังคับของเด็กทั้งเพศชายและหญิงในออสเตรีย รวมถึงให้ความสำคัญกับวิชาการสายวิทย์และสายศิลป์อย่างไม่น้อยหน้ากัน

 

ภาพที่ 1: จัตุรัสมาเรีย เธเรเซีย ตั้งอยู่ระหว่างพิพิธภัณฑ์แฝด

 

          มาเริ่มกันที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ศิลป์ก่อน คลังสะสมของที่นี่เปิดแสดงเป็นนิทรรศการถาวร 5 ส่วน ได้แก่ จิตรกรรม (Gemäldegalerie) โบราณวัตถุ (Antikensammlung – ในที่นี้หมายถึงโบราณวัตถุที่ค้นพบในยุโรป ส่วนใหญ่เป็นศิลปะกรีกโรมัน) อียิปต์และโลกตะวันออก (Aumlgyptisch-Orientalische Sammlung) เหรียญ (Muumlnzkabinett) และโถงศิลปะ (Kunstkammer) ซึ่งจัดแสดงสมบัติคัดสรรของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก กับนิทรรศการหมุนเวียนอีก 5 ส่วน และยังมีห้องสมุดซึ่งมีหนังสือกว่า 256,000 เล่ม เช่นเดียวกับการเยี่ยมชมหลาย ๆ พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ในยุโรป ผู้มาเยือนควรวางแผนล่วงหน้าเพราะมักเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินชมนิทรรศการทั้งหมดได้ทั่วถึงภายในวันเดียว วันนี้เราจะขอเลือกชมเพียงบางส่วนของนิทรรศการจิตรกรรม โบราณวัตถุ และอียิปต์และโลกตะวันออก

 

         นิทรรศการจิตรกรรมเป็นแกลเลอรี่ที่รวบรวมผลงานของอัครศิลปินยุโรปนานาชาติ ตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 14-19 มาไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นภาพของจิตรกรดังจากเวนิสอย่างทิเชียน (Titian) ชาวดัตช์อย่างรูเบนส์ (Rubens) หรือชาวเยอรมันอย่างเดอเรอร์ (Dürer) ก็มาอวดโฉมให้เราเปรียบเทียบฝีแปรงและชั้นสีกันได้อย่างใกล้ชิดไร้กระจกขวางกั้น ส่วนมากเป็นศิลปะยุคเรอเนสซองส์อันเป็นพระราชนิยมของราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ภาพที่มีชื่อเสียงของนิทรรศการนี้ อาทิ หอคอยบาเบล (Turmbau zu Babel) โดยจิตรกรชาวดัตช์ ปีเอเตอร์ เบรอเกล (Pieter Bruegel)

 

ภาพที่ 2: จิตรกรรมยุคเรอเนสซองส์

 

          นิทรรศการโบราณวัตถุบอกเล่าพัฒนาการศิลปะยุโรปตั้งแต่ยุคสำริดถึงต้นยุคกลาง ผ่านการจัดเรียงศิลปวัตถุกว่า 2,500 ชิ้น ไม่ใช่แบ่งตามสมัยเท่านั้น แต่ยังแบ่งให้เราได้เห็นความแตกต่างของผลงานตามประเภทหรือวิทยาการการผลิตด้วย เช่น แสดงส่วนประกอบทางเคมีของสีกระเบื้องดินเผาเริ่มจากเศษที่ค้นพบในคาบสมุทรอนาโตเลีย อายุราว 3,000 ปี จวบจนกระทั่งเป็นชามสีดำแดงลายเทพปกรณัมกรีกที่ค้นพบในเมืองวัวร์ซบวร์ก ประเทศเยอรมนี (Brygos Cup of Wuumlrzburg) ส่วนนิทรรศการอียิปต์และโลกตะวันออกนั้น จัดแสดงศิลปวัตถุกว่า 17,000 ชิ้น เราเข้าชมเฉพาะห้องมัมมี่ ซึ่งก็มีทั้งตัวอย่างมัมมี่มนุษย์ มัมมี่สัตว์ เสื้อผ้าเครื่องสำอางโบราณ และรูปเคารพต่าง ๆ วัตถุจัดแสดงที่เป็นที่รู้จัก อาทิ คัมภีร์มรณะ (Book of the Dead) ที่เป็นบันทึกคำแนะนำการใช้ชีวิตหลังความตายของอียิปต์ แต่งไว้ขายลูกค้าหลายระดับหลายราคา จึงมีข้อมูลคุณธรรมความเชื่อ วิถีชีวิตคนแต่ละชนชั้น และดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ

 

 

ภาพที่ 3: โบราณวัตถุกรีกโรมันและอียิปต์

 

          เสพศิลปะจนจุใจแล้ว ก็เดินข้ามฟากมาที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ที่นี่มีตัวอย่างวัตถุกว่า 30 ล้านชิ้นจากทุกทวีปให้ศึกษา และมีห้องแล็บรับรองให้แขกสามารถยื่นเรื่องขอใช้ตัวอย่างในการวิจัยพัฒนา นับเป็นบ้านอันอบอุ่นของนักวิทยาศาสตร์ออสเตรียก็ว่าได้ คลังสะสมแบ่งออกเป็น 9 นิทรรศการหลัก ได้แก่ แร่วิทยาและศิลาวิทยา (Mineralogie-Petrographische) ธรณีวิทยาและสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ (Geologie-Paläontologie) ไดโนเสาร์ (Saurier) ยุคน้ำแข็ง (Eiszeit) ยุคก่อนประวัติศาสตร์ (Prähistorie) มานุษยวิทยา (Anthropologie) สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (Wirbellose Tiere) แมลง (Insekten) และสัตววิทยา (Zoologie) นอกจากนี้มีพื้นที่นิทรรศการพิเศษ 3 ห้อง นิทรรศการหมุนเวียนอีก 1 ห้อง และห้องสมุดที่มีทั้งโถงกลางและชั้นหนังสือแยกย่อยไปตามหมวดวิชาอยู่ตามนิทรรศการ รวมแล้วมีหนังสือในพิพิธภัณฑ์กว่า 500,000 เล่ม วันนี้เราจะขอเลือกเข้าชมเฉพาะนิทรรศการธรณีวิทยาและสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์ และมานุษยวิทยา

 

          ไม่มีสิ่งใดทำให้เราทึ่งกับความมหัศจรรย์ของการกำเนิดชีวิตบนโลกนี้ได้มากเท่ากับการเรียนรู้เรื่องธรณีวิทยาและสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ รวมถึงไปถึงไดโนเสาร์ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะที่นิทรรศการของพิพิธภัณฑ์นี้ยิ่งพิเศษกว่าที่อื่น ๆ เพราะมีสื่อทันสมัยอธิบายโครงสร้างเซลล์ต่าง ๆ แสดงลักษณะที่ยังคงร่องรอยจากการวิวัฒนาการอยู่ในพืชและสัตว์ปัจจุบันให้เห็นได้ชัด มีฟอสซิลไดโนเสาร์สภาพดีจำนวนมาก ที่สำคัญเช่น อัลโลซอรัส (Allosaurus) ดิโพลโดคัส (Diplodocus) อิกัวโนดอน (Iguanodon) ไม่พอยังจำลองไดโนเสาร์ขนาดใหญ่เท่าตัวจริงที่ขยับเดินและร้องคำรามได้ โดยการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อเป็นไปตามข้อสันนิษฐานที่สอดคล้องกับโครงกระดูก เป็นห้องหนึ่งที่เราจะได้ยินเสียงเด็ก ๆ ร้องเจี๊ยวจ๊าวไม่ขาดสาย

 

ภาพที่ 4: ฟอสซิลไดโนเสาร์และสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์

 

          จบจากพืชและสัตว์ มาต่อกับวิวัฒนาการมนุษย์ในนิทรรศการมานุษยวิทยา ซึ่งผสมผสานเรื่องราวของสิ่งแวดล้อม การอยู่ร่วมกันเป็นสังคม และภูมิปัญญาวัฒนธรรมไว้ด้วยเนื่องจากล้วนเป็นปัจจัยที่ผลักดันลักษณะทางชีววิทยาให้ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทางใดทางหนึ่ง นิทรรศการนี้เน้นสองกุญแจสำคัญ คือ การยืนสองขาตัวตรง และวิวัฒนาการของสมอง ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้โฮโมเซเปียนส์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในหลากหลายสภาพแวดล้อม และปูทางสู่การเป็นมนุษย์สมัยใหม่ในที่สุด วัตถุจัดแสดงเด่น ได้แก่ พิมพ์กะโหลกศีรษะออสตราโลปิเธคัส เซดิบา (Australopithecus sediba) ที่ค้นพบในประเทศแอฟริกาใต้ สันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของกลุ่มโฮโมจีนัสทั้งหมด พิมพ์กะโหลกศีรษะซาเฮลแอนโธรปัส (Sahelanthropus) ที่ค้นพบในประเทศชาด สันนิษฐานว่าเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ยืนสองขาตัวตรง และข้าวของเครื่องใช้อันเป็นหลักฐานของชนชาติออสเตรียตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ค้นพบจากเหลืองเกลือสินเธาว์โบราณเมื่อ 7,000 ปีก่อนในเมืองฮัลล์สตัทท์ จึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ. 1997

 

ภาพที่ 5: เสื้อผ้าและของใช้ของมนุษย์ยุคน้ำแข็งเปรียบเทียบกับต้นยุคกลาง

 

          ความประทับใจต่อพิพิธภัณฑ์แฝดที่ขนาบข้างจัตุรัสมาเรีย เธเรเซีย นอกจากความเก่าแก่และใหญ่โตอลังการที่ใครต่อใครมาเยือนต่างก็ต้องตะลึงแล้ว สิ่งที่เป็นไปตามพระปณิธานของพระนางมาเรีย เธเรเซีย ได้อย่างน่าชื่นใจยิ่ง คือ การส่งเสริมการศึกษาวิจัย จะเห็นว่าทำเลย่านมิวเซียมส์ควอเทียร์ไม่เพียงแต่มีพิพิธภัณฑ์และสถาบันการเรียนรู้ แต่ยังมีสถาบันการศึกษาสำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยเวียนนา (Universität Wien) มหาวิทยาลัยยุโรปกลาง (Central European University) มหาวิทยาลัยเว็บสเตอร์เวียนนา (Webster Vienna University) ตั้งอยู่รายล้อมในรัศมีเดินได้ไม่เกิน 5 นาทีจากจัตุรัส บรรดาสวนสัตว์ อะควาเรียม และอุทยานพรรณพืชก็ตั้งอยู่ในละแวกใกล้เคียงกันหมดเช่นกัน พูดง่าย ๆ คือไม่ได้สร้างเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือว่าโอ้อวดของสะสม แต่เพื่อเป็นชุมชนการศึกษาวิจัยโดยเฉพาะ ช่วยให้นักวิจัยทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ไม่จำเป็นต้องเดินทางไกลจากคณะของตนไปสถานที่เหล่านี้ ซึ่งต่างก็มีห้องแล็บรับรอง รวมถึงยังเปิดให้เยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปีเข้าชมฟรีไม่ว่าเป็นคนชาติใด

 

          การจัดการผังเมืองที่แบ่งเขตชีวิตให้การศึกษาวิจัยเป็นเรื่องง่าย อยู่ติดกับองค์กรวิชาการอื่น ๆ เพื่อสร้างเครือข่ายและมิตรภาพระหว่างกลุ่มปัญญาชน อีกทั้งมีรัฐสวัสดิการที่ให้เรียนฟรีจนถึงระดับมหาวิทยาลัย เป็นจุดแข็งที่สำคัญของออสเตรีย แม้อาจจะทำให้ตึกแน่นขนัดและผู้คนดู ‘เนิร์ด’ จนน่าเบื่อไปสักหน่อยในสายตาหลาย ๆ คนก็ตาม แต่ก็คงปลอบประโลมใจได้ไม่ยากเมื่อเห็นผลลัพธ์ว่าองค์การสหประชาชาติจัดให้ประเทศนี้ติดอันดับประเทศที่คุณภาพการศึกษาดีที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 25 ด้วยระบบการเรียนควบคู่ทำงาน (Dualer Ansatz) ที่มีชื่อเสียงด้านการวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การมาเยือนจัตุรัสที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จดังกล่าวจึงก่อความปีติสุขซึมล้นอกอยู่ตลอด ชุ่มชื่นใจทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวที่ได้มาสนุกพักผ่อน และในฐานะมนุษย์ที่ยินดีกับคุณภาพการศึกษาของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

บรรณานุกรม

ABA. (2022). Dual approach leads to advantages. Educational System in Austria. Retrieved July 12, 2022, from https://investinaustria.at/en/business-location-austria/education.php

 

Kunsthistorisches Museum Wien. (2022). Retrieved July 12, 2022, from https://www.khm.at/

 

Mutschlechner, M. (2022). Die maria-theresianischen reformen. Die Welt der Habsburger. Retrieved July 12, 2022, from https://www.habsburger.net/de/kapitel/die-maria-theresianischen-reformen

 

Naturhistorisches Museum Wien. (2022). Retrieved July 12, 2022, from https://www.nhm-wien.ac.at/

 

Museum Core Writer

 

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ