ฝั่งธนบุรีแถบสะพานปิ่นเกล้า คนทั่วไปมักรู้จักห้างสรรพสินค้า พาต้า ซึ่งบริเวณด้านหน้าห้างเป็นจุดต่อรถประจำทางหลายสาย ถัดขึ้นมาเป็นสี่แยกอรุณอัมรินทร์ เมื่อเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนพระราม 8 ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรก็เข้าสู่พื้นที่ย่านบางยี่ขัน บริเวณใกล้กับเชิงสะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี) เป็นที่ตั้งของ “ชุมชนบ้านปูน” ชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของย่านนี้ที่มีประวัติความเป็นมาย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับการอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่บางกอก และการประกอบอาชีพ ตลอดจนมีสถานที่สำคัญภายในชุมชนที่มีเรื่องราวเล่าขานสืบต่อกันมายาวนาน

ภาพที่ 1 ป้ายทางเข้าชุมชนบ้านปูน
แรกเริ่มเดิมทีชุมชนบ้านปูนเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ซึ่งตามประวัติความเป็นมาของชุมชนเล่าย้อนไปถึงสมัยหลังการเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ปีพ.ศ. 2310 สภาพบ้านเมืองถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นราชธานีได้อีก จึงมีชาวกรุงเก่าอพยพมุ่งหาถิ่นที่อยู่ใหม่ และเคลื่อนย้ายลงมาเลือกทำเลที่ตั้งเป็นพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา (อาณาบริเวณตั้งแต่เชิงสะพานกรุงธนจนถึงเชิงสะพานพระราม 8 ) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาเข้าสู่สมัยกรุงธนบุรี โดยอ้างอิงจากจอมพลประภาส จารุเสถียร เคยเล่าเรื่องราวที่ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับต้นตระกูลเอาไว้ในหนังสือชื่อ ฝากเรื่องราวไว้ให้ลูกหลาน ความว่า “ข้าพเจ้าเคยสอบถามผู้ใหญ่ว่า ตระกูลของเราก่อนจะมาอยู่ที่ตำบลบ้านปูน อำเภอบางพลัด จังหวัดธนบุรีเดิมทีเดียวอยู่ที่ไหน ก็ได้รับคำบอกเล่าว่า แต่เดิมทีนั้นอยู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้อพยพลงมาเมื่อกรุงใกล้จะแตก โดยหนีลงมาตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วมาขึ้นที่บางพลัดในปัจจุบันนี้”
เหตุที่มาของชื่อชุมชนบ้านปูนนั้นก็เนื่องมาจากชาวบ้านกลุ่มที่มาจากกรุงเก่านี้แต่เดิมได้ประกอบอาชีพการทำปูนขาว ปูนแดงที่ใช้กินกับหมากพลูเป็นหลัก กระทั่งเมื่อได้มีการอพยพเดินทางมาตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ชาวบ้านจึงได้ยึดถืออาชีพดั้งเดิมที่เคยทำสืบต่อกันมา เรียกขานกันว่า “ชาวบ้านปูน” ปัจจุบันภายในชุมชนยังมีอาคารสถานที่เป็นหลักฐานและมีเรื่องเล่าสืบทอดต่อกันมาช่วยเสริมความสำคัญให้กับประวัติศาสตร์ของพื้นที่

ภาพที่ 2 หน้าปกหนังสือ “ฝากเรื่องราวไว้ให้ลูกหลาน” ที่กล่าวถึงการอพยพมาตั้งถิ่นฐานของ
ตระกูลจารุเสถียรจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามายังบริเวณพื้นที่ชุมชนบ้านปูนในปัจจุบัน
ศาลาโรงธรรม (ศาลากลางบ้านหรือศาลากลางย่าน) ของชุมชนบ้านปูน มีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกพื้นสูงหลังคาทรงจั่ว จากลวดลายแกะสลักที่หน้าบันแสดงถึงอายุที่เก่าแก่จึงสันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์หลังอพยพย้ายมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้ ในอดีตชุมชนตั้งอยู่ห่างไกลจากวัด ตระกูลธนะภูมิที่เป็นตระกูลเก่าแก่ของชุมชนได้อุทิศที่ดินบางส่วนให้เป็นที่ตั้งของศาลาโรงธรรม
ศาลาโรงธรรมเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของคนภายในชุมชน สร้างขึ้นด้วยเงินทำบุญที่ชาวบ้านร่วมกันช่วยกันบริจาค เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระในช่วงวันพระและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งการทำบุญในช่วงวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน โดยมีการนิมนต์เชิญพระสงฆ์จากวัดที่อยู่บริเวณใกล้เคียงมาประกอบศาสนพิธี ผสมผสานกับคำบอกเล่าของพลเอกพร ธนะภูมิ ที่เล่าว่าในวัยเด็กตนเคยรับหน้าที่ร้องบอกข่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าพระสงฆ์ที่ได้รับการอารธนานิมนต์ได้เดินทางมาถึงยังศาลาโรงธรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยร้องตะโกนว่า “ฟังเทศน์เจ้าข้า ฟังเทศน์เจ้าข้า” และแบกคัมภีร์เดินตามพระสงฆ์ขึ้นบนศาลา
แม้ว่าศาลาโรงธรรมจะผ่านการใช้งานมายาวนาน มีความชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลาแต่ก็ได้รับการดูแลซ่อมรักษาเป็นอย่างดี และผู้รับผิดชอบการดูแลศาลาฯ ปัจจุบันมีคุณลุงชาญ คงเมือง เป็นผู้ดูแลปัดกวาดเช็ดถูศาลาโรงธรรมด้วยตัวเองอยู่เป็นนิตย์และคุณลุงได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการทำบุญที่ศาลาโรงธรรม โดยกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ทำบุญที่นี่ ไม่มีพุทธพาณิชย์ ไม่มีกำไร”

ภาพที่ 3 บริเวณด้านหน้าศาลาโรงธรรม

ภาพที่ 4 บรรยากาศภายในศาลาโรงธรรม เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 นักศึกษาจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และนักศึกษาจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา ได้ลงพื้นที่ศึกษาประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านปูนจากผู้รู้ในชุมชน
แหล่งที่มา: ภาพถ่ายโดย ณัฐสิทธิ์ พัฒนพงศ์จรัส
นอกจากศาลาโรงธรรมแล้วยังมีศาลาอีกหลังหนึ่งที่ตั้งเยื้องกัน คือ ศาลาโรงทานธนภูมิ (สะกดตามป้ายชื่อบนหน้าจั่วศาลา) ซึ่งโครงสร้างของศาลาหากมองโดยผิวเผินดูคล้ายกับศาลาพักผ่อนทั่วไป อันที่จริงศาลาแห่งนี้เป็นสถานที่ใช้จัดเตรียมข้าวปลาอาหารตลอดจนข้าวของเครื่องใช้อื่น ๆ ที่นำมาถวายพระสงฆ์ที่ศาลาโรงธรรม แต่ด้วยสถานการณ์โรคระบาดโควิด -19 ทำให้ชาวบ้านในชุมชนไม่สามารถดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ตามปกติ ทั้งศาลาโรงธรรมและศาลาโรงทานธนภูมิจึงไม่ใช้งานเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ภาพที่ 5 บริเวณด้านหน้าของศาลาโรงทาน
ในชุมชนบ้านปูนยังมีบุคคลที่มีความรู้สามารถเล่าประวัติความเป็นมาของชุมชนได้เป็นอย่างดี นั่นคือ คุณลุงศรีเชาวน์ ทองโปร่ง อดีตครูที่วิทยาลัยนาฏศิลป์และเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานชุมชนบ้านปูนคนปัจจุบัน คุณลุงได้พาผู้เขียนเดินไปยังลานกลางบ้านของชุมชนบ้านปูนเพื่อชี้จุดที่เป็นร่องรอยของสถานที่สำคัญในชุมชน 2 แห่ง คือ โรงทำเตาอั้งโล่ ตั้งอยู่เยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลานกลางบ้านของชุมชน ซึ่งในอดีตมีโรงทำเตาอั้งโล่ประมาณ 4-5 โรง และ เตาเผาปูน จุดนี้มีอาณาบริเวณอยู่ที่ลานกลางบ้านของชุมชนบ้านปูนและบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับลานกลางบ้าน ลักษณะของเตาเผาปูนมีลักษณะเป็นเตาขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐมอญ (อิฐแดง) มีขนาดความกว้างและขนาดความสูงประมาณ 5-6 เมตร ด้านหน้าเตามีช่องสำหรับใส่ฟืนและใส่หินเพื่อให้ไฟลุกโชนอย่างทั่วถึง ส่วนด้านบนของเตาจะเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเทและสามารถระบายควันไฟจากการเผาปูนได้

ภาพที่ 6 แผ่นป้ายแสดงข้อมูลเกี่ยวกับโรงทำเตาอั้งโล่ที่ติดไว้หน้าบ้านที่เคยเป็นโรงทำเตาอั้งโล่มาก่อน
จากนั้นคุณลุงศรีเชาวน์ยังได้เล่าท้าวความให้ฟังว่าจากอดีตที่ชาวบ้านในชุมชนบ้านปูนประกอบอาชีพการทำปูนแดงส่งไปขายยังตลาดต่าง ๆ กาลเวลาผ่านไปการประกอบอาชีพการทำปูนแดงก็เสื่อมลงตามสมัยนิยม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้ว ชาวบ้านในชุมชนจึงได้เปลี่ยนอาชีพ เป็นแหล่งผลิตสินค้าและวัตถุดิบอื่น ๆ แทน ดังที่คุณลุงชาญ ได้เล่าให้ฟังขณะอยู่ที่ศาลาโรงธรรมว่า บริเวณเสาตอม่อสะพานพระราม 8 ฝั่งธนบุรีในปัจจุบันเคยเป็นที่ตั้งของบ้านทำรองเท้าเกี๊ยะ บ้านทำผักกาดดอง และโรงทำขนมจีนที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงทำเตาอั้งโล่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของชาวบ้านในชุมชนที่ต้องแสวงหาอาชีพใหม่เพื่อความอยู่รอด
นอกจากชุมชนบ้านปูนจะเป็นแหล่งผลิตสินค้าและวัตถุดิบที่สำคัญแห่งหนึ่งของฝั่งธนบุรีแล้ว ถัดขึ้นไปทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของชุมชนยังมีร่องรอยของสถานที่สำคัญในอดีตคือ เส้นทางรถไฟสายวัดบวรมงคล (บางพลัด) - บางบัวทอง - ตลาดระแหง ลาดหลุมแก้ว (ปทุมธานี) หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ รถไฟพระยาวรพงษ์ เส้นทางรถไฟสายนี้เป็นกิจการเดินรถไฟของพระยาวรพงษ์พิพัฒน์ (หม่อมราชวงศ์เย็น อิศรเสนา) เปิดกิจการขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมและการขนส่งสินค้าร่วมกันระหว่างคนในพื้นที่ย่านบางพลัด บางบัวทอง และลาดหลุมแก้ว เส้นทางรถไฟสายนี้เริ่มต้นจากวัดบวรมงคลซึ่งมีสถานีต้นทางอยู่บริเวณซอยจรัญสนิทวงศ์ 46 ในปัจจุบัน จากนั้นจึงผ่านไปยังบางศรีเมือง บางบัวทอง ก่อนที่จะไปสุดสายที่สถานีปลายทาง บริเวณตลาดระแหง ลาดหลุมแก้ว (ปทุมธานี) จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 8 ด้วยสภาวะบ้านเมืองในขณะนั้นที่มีสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2484 และมีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2485 ส่งผลกระทบให้กิจการรถไฟสายนี้ไม่อาจดำเนินต่อไปและต้องปิดตัวลงในที่สุด
สิ่งที่หลักฐานที่ยังพอหลงเหลือว่าในอดีตย่านบางยี่ขัน - บางพลัด เคยมีเส้นทางรถไฟเกิดขึ้นในบริเวณนี้คือ ชื่อซอยต่างๆ ที่ยังคงปรากฏชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ซอยจรัญสนิทวงศ์ 46 (ซอยพระยาวรพงษ์) และซอยอรุณอัมรินทร์ 57 (ตรอกรถไฟวรพงษ์) ซึ่งเป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่ใช้เข้าสู่ชุมชนบ้านปูนได้เช่นกัน และแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์กันระหว่างชุมชนบ้านปูนกับเส้นทางรถเส้นทางรถไฟของพระยาวงษ์ ทั้งนี้ ยังมีผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชนที่เคยเห็นรถไฟสายนี้ด้วย คือ คุณลุงอาภรณ์ นพคุณ โดยคุณลุงได้เคยเล่าถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับรถไฟไว้ในบทความออนไลน์ urban creature ความว่า “ลุงเคยเห็นรถไฟ ตอนเด็ก ๆ เคยปีนขึ้นปีนลงเลย เขาวิ่งเอาของจากบางบัวทองมาขายที่นี่ ตอนหลังรถราเยอะ ๆ ก็เลิกไป เรียกว่ารถไฟวรพงษ์ ตอนนี้คงเหลือแต่ชื่อซอย
รถไฟวรพงษ์”

ภาพที่ 7 ป้ายชื่อซอยอรุณอมรินทร์ 57 ที่ยังมีข้อความกำกับว่า (ตรอกรถไฟวรพงษ์)
หลักฐานของอดีตที่ปรากฎหลงเหลืออยู่เพียงชื่อ
สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่า จากประวัติศาสตร์ของชุมชนบ้านปูนจะช่วยทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้เป็นที่รู้จัก มีผู้คนแวะเวียนเข้ามาเดินสัมผัสบรรยากาศเก่า ๆ ของชุมชนเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของฝั่งธนบุรีมากขึ้น
แหล่งค้นคว้าอ้างอิง
ประภาส จารุเสถียร, จอมพล. ฝากเรื่องราวไว้ให้ลูกหลาน อัตชีวประวัติ จอมพลประภาส จารุเสถียร.
กรุงเทพฯ: มติชน, 2534.
ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. กรุงเทพฯ: มติชน, 2546.
เกื้อเมธา ฤกษ์พรพิพัฒน์. “ชุมชนบ้านปูนและวังบางขุนพรหมที่เชิงสะพานพระราม 8.” โลกสีเขียว 8, 3
(กรกฎาคม-สิงหาคม 2542): 86-91.
ข้าวตัง หน้าตั้ง [นามแฝง]. “บ้านปูน.” City Life 5, 53 (2541): 160-162.
ปราณี กล่ำส้ม. “ถิ่นนี้คือบ้านปูน.” เมืองโบราณ 22, 2 (เมษายน-มิถุนายน 2539): 115-124.
พณิช ตั้งวิชิตฤกษ์. ฟังเรื่องเล่าจากชาว ‘บ้านปูน’ แหล่งผลิตสรรพสินค้าเมดอินฝั่งธนบุรี. เข้าถึงเมื่อ 13
มีนาคม 2566, เข้าถึงได้จาก https://urbancreature.co/neighboroot-ban-poon/
การสัมภาษณ์
ชาญ คงเมือง. ชาวชุมชนบ้านปูน ผู้ดูแลศาลาโรงธรรม. สัมภาษณ์, 1 กันยายน 2565.
อาภรณ์ นพคุณ. ชาวบ้านชุมชนบ้านปูน. สัมภาษณ์, 11 กันยายน 2565.
ศรีเชาวน์ ทองโปร่ง. ประธานชุมชนบ้านปูน. สัมภาษณ์, 1 กันยายน 2565.