Museum Core
"รายา" เทศกาลเฉลิมฉลองมุสลิมลุ่มเลสาบสงขลา
Museum Core
30 ม.ค. 67 4K

ผู้เขียน : สามารถ สาเร็ม

               อิสลามเป็นชื่อศาสนามีความหมายว่า “สันติ” คนที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า “มุสลิม” ประกอบขึ้นจากผู้คนหลากหลายชนชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ในลุ่มทะเลสาบสงขลาครอบคลุมพื้นที่อำเภอหัวไทร อำเภอชะอวด อำเภอเชียรใหญ่ ตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุงทั้งจังหวัด และพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดสงขลา ยกเว้นเพียงอำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอนาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย มุสลิมในพื้นที่นี้ใช้ภาษาไทยถิ่นใต้เป็นภาษาแม่ (แหลงใต้) เป็นคนกลุ่มใหญ่ของพื้นที่ และเรียกตนเองว่า “คนแขก” หมายถึง คนนับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งผู้เขียนเติบโตมาในวัฒนธรรมของคนมุสลิมกลุ่มนี้

               บทความชิ้นนี้นำเสนอเรื่องราวของเทศกาลเฉลิมฉลองที่เรียกว่า “รายา” ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลามและเป็นงานบุญสำคัญประจำปีที่มีประเพณีท้องถิ่นแตกต่างไปจากมุสลิมชนชาติอาหรับที่เป็นต้นทางที่มาของศาสนาอิสลาม

               อัลลอฮ์ พระเจ้าในศาสนาอิสลามกำหนดให้มุสลิมมีวันเฉลิมฉลองเพียง 2 วันในหนึ่งรอบปี วันแรกเรียกตามภาษาอาหรับว่า “อีดิลฟิตรี” กำหนดขึ้นหลังจากสิ้นสุดการถือบวช (ศิยาม) ในเดือนรอมาฏอน (เดือนลำดับที่ 9 ในปฏิทินอาหรับ) ตรงกับวันที่ 1 เดือนเชาวาล (เดือนลำดับที่ 10 ในปฏิทินอาหรับ) มุสลิมลุ่มเลสาบสงขลาที่อาศัยในนิเวศชายทะเลมักเรียกวันนี้ด้วยภาษามลายูว่า “รายา” หรือ “รายาออกบวช” ส่วนกลุ่มมุสลิมที่อาศัยตอนในแถบเขาบรรทัดเรียกว่า “ราหยา” หรือ “ราหยาออกบวช” น่าสังเกตว่า รายา หรือ ราหยา เป็นคำเรียกเหมือนกับมุสลิมมลายูทางฝั่งสตูลและตลอดชายทะเลฝั่งอันดามัน ในขณะที่มลายูมุสลิมปตานี (มุสลิมแกแจะนายูเป็นภาษาแม่) ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เรียกวันนี้ว่า “รายอ” ส่วนมุสลิมมลายูเคดะห์ (แขกไทรบุรี) บ้านตีนดอนเหนือ ตำบลโพธิ์ทอง อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชเรียกว่า “อาหยอ”[1]

               วันที่สองห่างจากอีดิลฟิตรี เป็นเวลา 2 เดือน 10 วัน โดยตรงกับวันที่ 10 เดือนซุลอิจญะฮ์ (เดือนลำดับที่ 12 ในปฏิทินอาหรับ) เรียกว่า “อีดิลอัฏฮา” หมายถึง เทศกาลเชือดพลี มุสลิมลุ่มเลสาบเรียกวันนี้ว่า “รายาญี” หรือ “รายาใหญ่” และแถบตอนในริมเขาบรรทัดเรียกว่า “ราหยาหยี” หรือ “ราหยาใหญ่” จากการสัมภาษณ์อาจารย์ดร.ศุภกิจ ศิริเมธากุล ผู้เชี่ยวชาญด้านมลายูศึกษา (เกษียณ) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครรินทร์ให้ข้อมูลว่า

               “…รายา (Raya) เป็นคำมลายูแท้มีความหมายว่า ยิ่งใหญ่ วันรายา (hari raya) จึงหมายถึงวันแห่งการเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ เพราะพจนานุกรม MacMillan's Malay-English English-Malay Dictionary หน้า 227 raya ไม่มีการอ้างว่า มาจากไหน นั้นหมายถึงเป็นคำภาษามลายูแท้ แปลว่า great (ยิ่งใหญ่), large (ขนาดใหญ่)…ส่วน Raja แปลว่า prince (เจ้าผู้ปกครอง), ruler (ผู้ปกครอง), governor (คณะรัฐบาล) มาจาก Skr. = สันสกฤต”

               ทั้งนี้ ในภาษามลายูมีคำว่า ราจา (Raja) ตรงกับคำว่าราชาในภาษาไทยหมายถึงกษัตริย์ (King) ทั้งสองคำมีรากมาจากคำว่า ราชะ ในภาษาสันสกฤตเหมือนกันนั้นเอง แตกต่างกันที่ภาษามลายูออกเสียงเป็น   ราจา ส่วนไทยออกเสียงเป็น ราชา

               อนึ่ง ชาวมุสลิมในภาคกลางเรียกว่า “วันอีด” กร่อนเสียงมาจาก อีดิล (อีดิลฟิตรี เรียกว่า อีดเล็ก และอีดิลอัฏฮา เรียกว่า อีดใหญ่) ส่วนมุสลิมชนชาติจีนทางภาคเหนือของประเทศไทยเรียกวันอีดิลอัฏฮา ว่า “แช่วคัยจาย” (แช่ว แปลว่า น้อยหรือ,เล็ก) และเรียกวันอีดิลฟิตรีว่า “ต้าคัยจาย” (ต้าแปลว่าใหญ่) เหตุที่มีการเรียกเช่นนี้ก็สืบเนื่องจากวันอีดิลอัฏฮามีเพียงการเชือดสัตว์พลีเพียงอย่างเดียว ในขณะที่วันอีดอิลฟิตรีมีการทำบุญเลี้ยง 3 วันติดต่อกัน[2]

 

ภาพที่ 1 ภาพวาดจินตนาการขณะที่นบีอิบรอฮีมทำการเชือดบุตรชายนบีอิสมาแล โดยมีมาลาอีกัต

(ภูติสวรรค์) ทำแกะมาให้เชือดแทน เป็นภาพที่มุสลิมในเอเชียใต้นำมาขายในหมู่บ้านเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน

 

ข้อกำหนดที่ศาสนาให้ปฏิบัติในวันรายาทั้งสอง

               ด้วยเทศกาลรายาออกบวชและรายาญีเป็นวันสำคัญทางศาสนาอิสลาม ทำให้มีพิธีกรรมทางศาสนาที่จะต้องปฏิบัติตามหลักฐานจากอัลกุรอ่านแล แบบอย่างจากท่านนบีมูฮัมหมัด (ซุนนะ) ให้กระทำ ผู้เขียนยกมานำเสนอบางประการดังนี้

1. การละหมาดวันรายาเป็นละหมาดพิเศษที่มีเฉพาะสองวันนี้เท่านั้น หากใครปฏิบัติถือว่าได้บุญ หากใครไม่ปฏิบัติก็ไม่ถือว่าเป็นบาปแต่อย่างใด

2. การตักบีร เป็นการรำลึกถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์

3. ให้แต่งกายอย่างสวยงาม

4. รับประทานอาหารก่อนไปละหมาดวันรายา

5. ให้สลับเส้นทางเดินขาไปและขากลับ ฯลฯ

 

ภาพที่ 2 การทูนถาด ยกสำรับอาหารทำบุญในวันรายาของมุสลิมบ้านหนองบัว เมื่อวันวันรายาใหญ่

เอื้อเฟื้อภาพถ่ายโดยคุณอาบีบะ ฤทธิโต

 

               ทั้งนี้ ในวันรายายีศาสนากำหนดให้มีการเชือดสัตว์พลีเพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของท่านนบี
อิบรอฮีม (อับราฮัม) ที่ได้ทำตามคำสั่งของพระเจ้าให้เชือดลูกของตนเอง คือ นบีอิสมาแอล ด้วยความเมตตาของ
อัลลอฮ์จึงให้มาลาอีกัต (ทูตสวรรค์) นำแกะมาเปลี่ยนให้ท่านเชือดแทน ด้วยเหตุนี้มุสลิมทั่วโลกจึงมีการเชือดสัตว์เพื่อพลีทานในวันนี้ เพื่อรำลึกถึงความกล้าหาญของท่านนบีอิบรอฮีม สัตว์ที่ถูกกำหนดให้เชือดได้แก่ อูฐ วัวหรือควาย แพะหรือแกะ โดยมุสลิมลุ่มเลสาบนิยมเชือดวัวตัวผู้เป็นหลัก เนื้อสัตว์ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) เจ้าของเก็บไว้ 2) มอบให้คนยากจนในชุมชน และ 3) มอบให้ญาติสนิท

               การเชือดสัตว์เป็นไปตามหลักศาสนา ปกติเจ้าของสัตว์ทำหน้าที่เป็นผู้เชือดเอง แต่มุสลิมลุ่มเลสาบนิยมให้ผู้รู้ทางศาสนาอย่างโต๊ะอิหม่ามทำหน้าที่เป็นผู้เชือดแทน และมีจารีตประเพณีท้องถิ่นแบบวัฒนธรรมมุสลิมมลายู คือ มีเครื่องประกอบพิธีกรรม ประกอบด้วย ร่ม กาน้ำที่บรรจุน้ำสะอาดไว้ น้ำหอม หรือแป้งฝุ่น น้ำเปล่า และผ้าขาว (สิ่งของเหล่านี้ในชุมชนของผู้เขียนใช้คำเรียกว่า “เครื่องสำอาง”)

               น้ำเปล่าถูกใช้อาบให้ตัวสัตว์ที่นำมาเชือดให้สะอาด แล้วพรมน้ำหอม ทาแป้งฝุ่น และกางร่มขณะทำการเชือด ผ้าขาวใช้ห่มบนตัวสัตว์ หลังจากเชือดสัตว์แล้วก็มอบให้กับคนที่ทำหน้าที่เชือด ผ้าสีขาวนิยมนำไปตัดเป็นเสื้อสำหรับใส่ละหมาดเรียกว่า “เสื้อกุหรง” หรือใช้ตัดชุดสำหรับใส่ละหมาดของผู้หญิงประกอบไปด้วยผ้านุ่งกับ
ผ้าคลุมเรียกว่า “ผ้าตะลากง”

 

ภาพที่ 3 การเชือดสัตว์พลีทาน (กุรบาร ในภาษาอาหรับ) มุสลิมลุ่มเลสาบเรียกว่า กาบันหรือกอบัน

 

วันรายากับประเพณีท้องถิ่นมุสลิมลุ่มเลสาบ

               1.คติการทำขนม

               “ต้ม” เป็นขนมทำจากข้าวเหนียวผัดกะทิ ปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำตาล ห่อด้วยใบกระพ้อมีลักษณะเป็นทรงสามเหลี่ยม จัดเป็นขนมสำคัญที่ต้องมีในเทศกาลเฉลิมวันรายาของมุสลิมคาบสมุทรมลายู มีเพียงชื่อเรียกที่ต่างกันและมีรูปทรงที่มีเอกลักษณะเฉพาะกลุ่ม ในบางชุมชนห่อเป็นลักษณะแท่งยาว เรียกว่า ปัต แถบบ้านควน จังหวัดสงขลานิยมห่อด้วยใบอ้อย บางพื้นที่ใช้ยอดใบมะพร้าว ยอดใบจาก หรือยอดใบลาน ฯลฯ

               การทำขนมที่ทำจากข้าวเหนียวผัดกะทิในประเพณีวันรายาของมุสลิมพื้นที่อื่น จะมีความต่างของชนิดพืชพรรณที่ใช้ห่อและชื่อเรียก เช่น มุสลิมภาคกลางที่บ้านคลองตัน เขตสวนหลวง กรุงเทพ มีการทำ “ข้าวต้มลูกโยน” ใช้ใบพง พืชที่ขึ้นอยู่ริมคลองใบคล้ายกับใบอ้อย ห่อให้มีลักษณะคล้ายสามเหลี่ยม บางบ้านห่อเป็นลูกกลมมีหางสำหรับไว้มัดรวมกัน[3]

 

ภาพที่ 4 รูปทรงขนมวันรายา (ซ้าย) ต้มหลักวัวหลักควาย (กลาง) ปัต  และ (ขวา) ต้ม (เพศผู้)

ทั้งสามชนิดทำจากข้าวเหนียวผัดกะทิ ใส่เกลือน้ำตาล มีรสชาติมันเค็ม

 

               2. การยกสำรับอาหารไปทำบุญที่มัสยิด หรือกุโบร์

               ในวันรายาหลังการละหมาดเสร็จ แต่ละชุมชนจะจัดสำรับอาหารคาวหวานใส่พานหรือถาดไปทำบุญที่มัสยิด แต่มีบางชุมชนจัดสำหรับไปทำบุญที่กุโบร์ เป็นการทำบุญร่วมกันของคนทั้งชุมชน โดยผู้รู้ทางศาสนาและกลุ่มผู้ชายจะพิธีอัรวะ หรือการอ่านอัลกุรอ่าน กล่าวสรรเสริญนบีเพื่ออุทิศผลบุญให้กับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ หลังพิธีผู้ชายจะนั่งล้อมกันเพื่อรับประทานอาหารสำรับร่วมกันเสร็จแล้วกลุ่มผู้หญิงจึงจะสามารถรับประทานได้

               ทั้งนี้ บางชุมชนมีการปรับเปลี่ยนให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้านรับประทานอาหารพร้อมกัน แต่ตั้งสำรับอาหารแยกคนละสถานที่ ไม่ให้ปะปนกันระหว่างชายและหญิงตามข้อกำหนดทางศาสนาอิสลาม

 

            ภาพที่ 5 สำรับอาหารใช้พานครอบด้วยฝาชีถูกจัดวางไว้ห้องโถงมัสยิดบ้านนอก (บ้านดอนขี้เหล็ก)

เอื้อเฟื้อภาพถ่ายโดย คุณอิสมะแล สายสลำ

 

สรุป

             วันรายาเป็นวันรื่นเริงตามหลักทางศาสนาอิสลามที่ถูกกำหนดโดยพระเจ้า สำหรับมุสลิมลุ่มเลสาบ นอกจากปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาแล้วยังมีธรรมเนียมท้องถิ่นร่วมด้วย เช่น การยกสำรับอาหารเลี้ยงเพื่อทำบุญอุทิศผลบุญให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เรียกว่า การทำนูหรี หรือดูหรี (Kenduri) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการทำบุญเลี้ยงอาหารที่มีเฉพาะในกลุ่มมุสลิมแถบชวา-มลายู

ข้อมูลอ้างอิง

[1] สัมภาษณ์คุณจุรินทร์ มะหมัด มุสลิมเคดะห์ (แขกเมืองไทรบุรี) ที่บ้านตีนดอนเหนือ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
[2] ข้อมูลจากนายดาเหรด สกุลสัน ปัจจุบันพำนักอยู่ที่ชุมชนมุสลิมชนชาติจีน ที่ ม.1 ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่
[3] สัมภาษณ์ข้อมูลจากคุณอินยาท (นายอภิชาต มณีขาว) ปัจจุบันอายุ 50 มุสลิมภาคกลางที่บ้านคลองตัน เขตสวนหลวง แขวงสวนหลวง

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ