ระฆังดังหง่างหง่าง ฆ้องใหญ่กว้างครางหึ่งหึ่ง
กลองหนังดังตึงตึง ตีกระดึงดังกริ่งกริ่ง
นักเลงร้องเพลงพลาง ตรงหน้าต่างไขว่ห้างหยิ่ง
เอาหลังนั่งเอียงอิง มือถือฉิ่งตีดังดัง
บทอาขยานจากหนังสือประถม ก กา บทนี้ใช้สอนอ่านตัวสะกดแม่กงคงทำให้ผู้อ่านหลายคนที่อยู่ในวัยสูงอายุ หรือกลุ่มซิลเวอร์เอจ (Silver Age) ผู้เคยผ่านการฝึกอ่าน ฝึกท่อง หรือได้ยินเสียงท่องอาขยานจนชินหู เมื่อได้เห็นบทระฆังดังหง่างหง่างนี้อาจช่วยเตือนความทรงจำให้หวนรำลึกถึงอดีตวัยเรียนกับมีหน้าปกหนังสือเรียนที่มีตราคุรุสภากำกับอยู่เป็นภาพจำติดตา
หนังสือเรียนในสมัยคุณยายคุณตายังเด็กนั้นล้วนพิมพ์ที่โรงพิมพ์แบบเรียนคุรุสภา ซึ่งเดิมทีก่อตั้งเป็นโรงเรียนสำหรับเรียนการพิมพ์ชื่อว่า “โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช” ตั้งอยู่ริมคลองบางลำพู เปิดดำเนินการในปี พ.ศ. 2475 รับสมัครนักเรียนที่เรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3) ที่ต้องการเรียนต่อในสายอาชีพและฝึกงานเพื่อเรียนรู้ระบบการพิมพ์ที่เรียกว่า “การพิมพ์แบบตัวเรียง” (Letter Press) โดยใช้บล็อกตะกั่วหล่อรูปตัวพยัญชนะและสระที่ถูกแกะสลักเป็นแบบนูนต่ำ มีลักษณะกลับด้าน (ซ้าย-ขวา คล้ายเงาสะท้อนในกระจก) เป็นแท่งๆ หนึ่งตัวหนึ่งแท่ง เมื่อพิมพ์หนังสือต้องนำแท่งตัวอักษรทีละตัวมาเรียงต่อกันผสมเป็นคำและประโยค จากนั้นเมื่อพิมพ์ลงบนกระดาษแล้วจึงอ่านได้ นอกจากนี้วิธีการจัดเรียงพิมพ์ยังต้องคำนึงถึงการทับซ้อนกันของวรรณยุกต์ ไม้หันอากาศ และตัวอักษรที่มีหางสูง เช่น ป ปลา ฝ ฝา หรือ ฟ ฟัน สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นตัวกำหนดช่องไฟของคำต่างๆ ในการพิมพ์หนังสือ
คุณสมบัติพิเศษของการพิมพ์แบบเรียงตัวด้วยโลหะที่มีความคงทนสูง ทำให้สามารถพิมพ์หนังสือซ้ำครั้งละมากๆ ได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้นมากกว่าแบบเดิม โดยเฉพาะการพิมพ์หนังสือแบบเรียนที่สามารถกระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึงมีความสำคัญอย่างมาก ส่งผลให้อัตราการรู้หนังสือ (Literacy rate) หรือความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพของประชากรให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ
ตามประวัติการพิมพ์ รูปแบบการพิมพ์บนกระดาษเริ่มแรกจากการคัดลอกด้วยลายมือเขียน จากนั้นจึงพัฒนาเป็นการแกะสลักตัวอักษรบนบล็อกไม้ ทั้งนี้ การพิมพ์แบบเรียงพิมพ์นับว่าเป็นศิลปะโบราณที่ถือกำเนิดขึ้นในเอเชียเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1040 ในประเทศจีน โดยตัวเรียงพิมพ์ระยะแรกทำด้วยเซรามิกก่อนพัฒนาเป็นไม้ และมีแท่นพิมพ์โลหะแบบการเรียงพิมพ์ที่ใช้ในการผลิตหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังหลงเหลือพบที่ประเทศเกาหลี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 1920 (ค.ศ. 1377)
ต่อมาในปี พ.ศ. 1993 (ค.ศ.1450) โยฮันเนส กูเทนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ชาวเยอรมันนี สามารถพัฒนาแท่นพิมพ์โลหะ และตัวพิมพ์จากโลหะที่มีส่วนผสมของดีบุก พลวง ทองแดงและบิสมัท ซึ่งการพิมพ์หนังสือแบบตัวเรียงพิมพ์นั้น ทำให้การจัดทำหนังสือมีความยืดหยุ่นมากกว่าการพิมพ์รูปแบบเดิมมาก จึงเป็นต้นแบบการเรียงพิมพ์ที่ใช้กันมาจนถึงยุคปัจจุบัน
การเดินทางของตัวเรียงพิมพ์เข้ามาในประเทศไทยได้อย่างไร
การพิมพ์หนังสือเข้ามาในไทยพร้อมกับคณะมิชชันนารีคาทอลิกฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2205 รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยอ้างอิงจากหลักฐานว่าบาทหลวงหลุยส์ลาโน (Louis Laneau) ได้แปล แต่งและพิมพ์หนังสือคำสอนทางคริสต์ศาสนาเป็นภาษาไทยจำนวน 26 เล่ม หนังสือไวยากรณ์ไทยและบาลี 1 เล่ม และพจนานุกรมไทยอีก 1 เล่มด้วยตัวอักษรโรมัน ซึ่งเป็นหนังสือที่ใช้ตัวอักษรอังกฤษโรมันในการเขียนถอดเสียงภาษา (Romanization System) หรือที่คนไทยมักเรียกว่าภาษาคาราโอเกะนั่นเอง ทว่าผู้ที่สามารถอ่านได้ต้องรู้จักตัวอักษรโรมัน การผสมคำ และการออกเสียงแบบโรมันด้วยจึงจำกัดเฉพาะในกลุ่มคนที่เรียนศาสนาคาทอลิก และรู้ตัวอักษรโรมันเท่านั้นไม่ได้แพร่หลายในสังคมกรุงศรีอยุธยา
อย่างไรก็ตาม มีการสันนิษฐานว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงสนพระทัยการพิมพ์ตามวิธีฝรั่งเศส ของสังฆราชลาโน จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงพิมพ์เพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่งที่เมืองลพบุรี อีกทั้งยังส่งคณะราชทูตไปประเทศฝรั่งเศส นำโดยราชทูตโกษาปาน หลวงกัลยาราชไมตรี และขุนศรีวิสารวาจา (บุคคลที่รู้จักกันดีจากละครบุพเพสันนิวาส) ไปเยี่ยมชมโรงพิมพ์หลวงของฝรั่งเศส เมื่อคราวเป็นทูตไปเข้าเฝ้าถวายพระราชสาสน์แก่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กรุงปารีส แต่ไม่มีหนังสือที่พิมพ์ขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาหลงเหลือเป็นหลักฐานเลย
ต่อมามีการพบหลักฐานว่าตัวพิมพ์อักษรไทยได้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในพม่าเมื่อปีพ.ศ. 2356 (ค.ศ. 1813) โดยสามีภรรยาในคณะมิชชันนารีอเมริกาคณะแบบติสต์ บาทหลวงรีเวอร์แรนด์ อโดนิรัม จัดสัน (Reverand Adoniram Judson) และภรรยานางแอนน์ เฮเซลทีน จัดสัน (Ann Hazeltine Judson) ทั้งสองและคณะเดินทางไปเผยแพร่ศาสนาในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า และได้พบกับเชลยศึกชาวสยามและลูกหลานที่ถูกกวาดต้อนไปครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา นางจัดสันเรียนภาษาไทยจากครูชาวสยามเป็นเวลาเกือบสองปี และได้ออกแบบตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้น สันนิษฐานว่าน่าจะใช้แบบจากลายมือชาวสยาม
ภาพที่ 1 ภาพวาดรูปเหมือนของนางแอนน์ เฮเซลทีน จัดสัน ผู้คิดแบบตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นเป็นคนแรก
ในขณะนั้นประเทศพม่ามีโรงพิมพ์และแท่นพิมพ์แบบเรียงอักษรอยู่แล้ว โดยนายจอร์จ เอช ฮัฟ (George H. Hough) เป็นผู้นำแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ภาษาอังกฤษมาตั้งโรงพิมพ์ในพม่า หลังจากนั้นพม่าเกิดจลาจล นายฮัฟจึงย้ายออกจากพม่าพร้อมหอบหิ้วแท่นพิมพ์และตัวอักษรพิมพ์ภาษาต่างๆ รวมทั้งตัวพิมพ์อักษรไทยเดินทางไปที่เมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย ในปีพ.ศ. 2326 (ค.ศ. 1783) ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของคณะแบบติสต์ในเอเชีย ทั้งนี้ มีข้อความปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง To the Golden Shore, the Life of Adoniram Judson ระบุว่าในปีพ.ศ. พ.ศ. 2360 (ค.ศ. 1817) นายฮัฟได้ทำการพิมพ์หนังสือจากตัวพิมพ์ที่ออกแบบ (ตัวอักษรไทย) โดยนางจัดสัน นับเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่ามีการจัดทำตัวพิมพ์อักษรไทยขึ้นแล้ว นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญเป็นหนังสือตำราไวยากรณ์ไทยชื่อ A Grammar of the Thai or Siamese Language แต่งโดยกัปตันเจมส์ ลอว์ (Captain James Low) ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษแต่มีบางหน้าเป็นภาษาไทย หนังสือเล่มนี้ระบุไว้ว่าพิมพ์ที่โรงพิมพ์ของคณะแบบติสต์ที่กัลกัตตา ในปี พ.ศ. 2371 (ค.ศ. 1828)
ภาพที่ 2 บางส่วนของหนังสือตำราไวยากรณ์ไทยที่ตีพิมพ์เป็นตัวอักษรไทย
แหล่งที่มาภาพ:
ต่อมานายเรเวอร์แรนด์ โรเบิร์ต เบิร์น (Reverand Robert Burn) และนายธอมสัน (Thomson) ได้ซื้อตัวพิมพ์อักษรไทยจากกัลกัตตาเพื่อมาจัดตั้งโรงพิมพ์ที่สิงคโปร์ จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2378 (ค.ศ. 1835) จึงได้ขายต่อตัวพิมพ์อักษรไทยและแท่นพิมพ์ให้กับคณะมิชชันนารีแบบติสต์จากคณะกรรมาธิการพันธกิจคริสตจักรโพ้นทะเลแห่งอเมริกา (American Board of Commissioners for Foreign Missions) ที่เดินทางมาสิงคโปร์ก่อนเข้าประเทศไทย ซึ่งมีบุคคลสำคัญอย่างคุณหมอแดน บีช แบรดลี่ (Dan Beach Bradley) หรือคนไทยรู้จักกันในนาม “หมอบรัดเลย์” ร่วมเดินทางมาด้วย
หมอบรัดเลย์ได้จัดตั้งโรงพิมพ์มิชชันนารีขึ้นที่กรุงเทพ และเคยรับจ้างจัดพิมพ์ใบประกาศห้ามสูบฝิ่นถึง 9,000 ฉบับให้กับราชการไทยด้วยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2382 (ค.ศ.1839) นับเป็นเอกสารราชการฉบับแรกที่มีการจัดพิมพ์ด้วยตัวอักษรภาษาไทยอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ในรายงานของมิชชันนารีได้บันทึกไว้ว่าวันที่ 1ตุลาคม พ.ศ. 2386 (ค.ศ.1843) หนังสือไวยากรณ์ไทยแต่งโดยสังฆราชปัลเลอกัว (Jean-Baptiste Pallegoix) พิมพ์ที่โรงพิมพ์ของมิชชันนารีคณะแบบติสต์ เป็นหนังสือที่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์อักษรไทยที่หล่อเป็นครั้งแรกในเมืองไทย

ภาพที่ 3 ประกาศห้ามสูบฝิ่น เอกสารราชการฉบับแรกที่ผลิตโดยโรงพิมพ์มิชชันนารีแบบติสต์
ในประเทศไทย สมัยรัชกาลที่ 3
แหล่งที่มาภาพ: https://bit.ly/4esOYgJ
ภายหลังมีชาวต่างชาติก่อตั้งโรงพิมพ์ขึ้นใหม่อีกหลายแห่งเพื่อพิมพ์หนังสือพิมพ์ ได้แก่ หนังสือพิมพ์สยามไทม์ (Siam Times) บางกอกเพรส (Bangkok Press) สยามวีคลี่ โมนิเตอร์ (Siam Weekly Monitor) รวมถึงหนังสือพิมพ์ Court ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์รายวันฉบับแรกที่เจ้าของคนไทย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 มีการก่อตั้งโรงพิมพ์เพิ่มมากขึ้นทั้งไทย จีน และอังกฤษ อีกทั้งพระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องหนังสือ ทรงพระราชนิพนธ์หลายเล่ม รวมถึงทรงก่อตั้งโรงเรียนและสร้างระบบการศึกษาขึ้นใหม่ ทำให้เกิดการพิมพ์หนังสือเพิ่มขึ้นและเจริญขึ้นมากในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการพิมพ์หนังสือประเภทต่างๆ และสามารถจัดพิมพ์หนังสือในปริมาณมากขึ้น เช่น โรงพิมพ์พิพรรฒธนาการ โรงพิมพ์อักษรโสภณ โรงพิมพ์อักษรนิติ เป็นต้น ระบบการพิมพ์ของไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการศึกษา และความเจริญของบ้านเมือง

ภาพที่ 4 หนังสือจดหมายเหตุ The Bangkok Recorder หนังสือพิมพ์ภาษาไทยเล่มแรก
ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2387-2388
แหล่งที่มาภาพ: https://gpa.eastview.com/crl/sean/?a=p&p=publication&sp=ngch
จากเรื่องราวการเดินทางของตัวเรียงพิมพ์อักษรไทยที่กำเนิดในเมืองย่างกุ้ง พม่า แล้วเดินทางไกลไปอินเดีย สิงคโปร์ ก่อนจะข้ามทะเลกลับมายังประเทศไทยช่างเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ จนท้ายที่สุดไทยก็สามารถผลิตตัวเรียงพิมพ์อักษรไทยได้เองจนสำเร็จและเปิดสอนวิชาชีพช่างพิมพ์ที่โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช
แม้ปัจจุบันโรงพิมพ์ที่ยังคงใช้วิธีการเรียงพิมพ์แบบเรียงตัวอักษรนี้หลงเหลือเพียงไม่กี่แห่งแล้ว เช่น โรงพิมพ์เจริญสินการพิมพ์ จังหวัดราชบุรี โรงพิมพ์กวงฝ่า บนถนนพาดสาย ย่านเยาวราช เป็นต้น ทั้งด้วยเหตุจากระบบการพิมพ์เปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิทัลที่เข้ามาพร้อมกับความแพร่หลายของการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2540 รวมถึงความนิยมอ่านหนังสือรูปแบบอีบุ๊คเพื่อลดการใช้ต้นไม้ทำกระดาษและสร้างมลพิษในปัจจุบัน

ภาพที่ 5 ตัวเรียงพิมพ์อักษรไทย
แหล่งที่มาภาพ: https://www.facebook.com/sarakadeemag/posts/2562592697303498/?locale=zh_CN&_rdr
อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสความโหยหาบรรยากาศแห่งอดีต หรือกระแสย้อนยุค ซึ่งอาจรวมรูปแบบตัวอักษรพิมพ์โบราณ จึงมีผู้ออกแบบตัวอักษรสำหรับคอมพิวเตอร์เลียนแบบตัวอักษรอย่างที่เคยใช้ในการเรียงพิมพ์ โดยมีต้นแบบมาจากหนังสือมูลบทบรรพกิจ ปี พ.ศ. 2426 และจงใจให้ตัวอักษรเรียงไม่เป็นระเบียบแลดูคล้ายกับต้นฉบับมากที่สุด ทั้งยังทำเป็นซอฟท์แวร์เปิดให้ใช้ได้ฟรี ตามลิงก์ด้านล่างนี้ ท่านผู้ใดสนใจอยากรำลึกถึงตัวพิมพ์แบบเก่าของไทย ลองดาวโหลดมาใช้กันได้
https://www.f0nt.com/release/sov-reangphim2426/
แหล่งค้นคว้าข้อมูล
พระเทพโมฬี และพระอมราภิลักขิต. 2513. ประถม ก กา ประถม ก กาหัดอ่าน ปฐมมาลา และอักษรนิติแบบเรียนหนังสือไทย. https://bit.ly/4eBO1CG . สืบค้นเมื่อ16 มิถุนายน 2567.
วิกิพีเดีย. การพิมพ์.
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B9%8C สืบค้นเมื่อ 16 มิถุนายน 2567
สมาคมการพิมพ์ไทย. โรงพิมพ์กวงฝ่า x Likaybindery เส้นทางตำนานโรงพิมพ์โบราณสู่ภาพศิลปะและ ZINE สุดฮิป. วารสารการพิมพ์ไทย ฉบับที่ 135. https://www.thaiprint.org/2022/04/vol135/news135-05/#
สืบค้นวันที่ 25 กันยายน 2567.
หอจดหมายเหตุ อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ. 2560. ประวัติการพิมพ์ในประเทศไทย, https://catholichaab.com/main/index.php/research-and-study/2015-10-20-01-59-22/1686-2017-09-18-03-04-57 สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2567.
Knowles, James D. Memoir of Ann H. Judson, Missionary to Burmah. Boston: Gould, Kendall, and Lincoln, 1846. https://play.google.com/books/reader?id=QyI3AAAAMAAJ&pg=GBS.PA1&hl=en
สืบค้นเมื่อ 13 กรกฎาคม 2567.
Plookpedia. 30 มิ.ย. 60. ประวัติการพิมพ์ไทย.
https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60298 สืบค้นเมื่อ 14 มิถุนายน 2567.
Sarakadee Magazine.6 ธันวาคม 2562. “เจริญสินการพิมพ์” เรียงร้อยอักษรด้วยระบบเรียงพิมพ์แบบโบราณ.
https://www.facebook.com/sarakadeemag/posts/2562592697303498/?locale=zh_CN&_rdr
สืบค้นเมื่อ 16 มิถุนายน 2567.