Museum Core
‘ลิเก’ ถือกำเนิดที่ป้อมมหากาฬ สมัยรัชกาลที่ 5
Museum Core
22 ต.ค. 67 987

ผู้เขียน : ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

               รูปแบบการแสดง ‘ลิเก’ ที่มีการแต่งตัวเสื้อผ้าทำผม วิธีเล่น วิธีร้อง ประกอบกับดนตรีอย่างที่คุ้นชินกันในปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีที่มาจากการสวดแขกตามประเพณีในศาสนาอิสลาม มีนักวิชาการบางท่านก็ว่าเข้ามาพร้อมกับชาวมุสลิม นิกายชีอะห์ หรือที่เรียกกันว่า แขกเจ้าเซ็นจากเปอร์เซีย (อิหร่าน) ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว แต่บางท่านก็ว่าไทยเพิ่งรับอิทธิพลมาพร้อมการกวาดต้อนแขกมุสลิมปัตตานีขึ้นมาที่กรุงเทพฯ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 (พร้อมปืนใหญ่พญาตานี ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม)

               แม้ว่าผู้เขียนเห็นคล้อยตามข้อสันนิษฐานอันหลังที่เชื่อว่าลิเกเพิ่งมีขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์มากกว่า (ไม่มีร่องรอยหลักฐานในสมัยอยุธยา) อย่างไรก็ตาม หากมีการรับวัฒนธรรมนี้โดยตรงจากเปอร์เซียเข้ามาตั้งแต่ในสมัยอยุธยาก็คงไม่แปลกอะไร เพราะการสวดแขกที่ว่านี้ต่างก็เรียกว่า ‘ดิเกร์’ (หรือ ‘ดจิเกร์’) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ‘ลิเก’ ไม่ต่างกัน

               ในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวันสมัยรัชกาลที่ 5 ระบุว่า เมื่อ พ.ศ. 2423 มีการจัดสวดดิเกร์ถวายหน้าพระที่นั่ง เนื่องในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ (พระนางเรือล่ม)

               อย่างไรก็ตาม การสวดดิเกในครั้งนั้นก็ไม่ใช่ลิเกแบบที่คุ้นชินกัน เพราะไม่ได้เล่นเป็นเรื่อง แต่เล่นเป็นจำอวดชุด เหมือนกับ ‘ลำตัด’ ที่มีต้นกำเนิดมาจากการสวดแขกไม่ต่างกัน ดังที่มีข้อสันนิษฐานจากข้อความในลายพระหัตถ์ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีโต้ตอบกับสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งถูกนำมารวบรวมแล้วตีพิมพ์ในภายหลังภายใต้ชื่อ ‘สาส์นสมเด็จ’ น่าจะช่วยยืนยันถึงพัฒนาการดังกล่าวของลิเกในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี โดยมีข้อความระบุว่า

               “เล่นยี่เกเป็นเรื่องต่างๆ เหมือนอย่างละคร ไม่เล่นเป็นชุด ๆ เหมือนเมื่อแรกเกิดขึ้น การเกี่ยวกับแขกก็เป็นเพียงตีรำมะนา ตอนแขกรดน้ำมนต์เบิกโรงแล้วก็ใช้ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ แต่ชื่อที่เรียกว่า ยี่เก นั้น พวกมลายูเมืองปัตตานีเขาเรียกว่า ดิเก หมายถึงการขับร้องลำนำต่างๆ ไม่เกี่ยวแก่การรำเต้น พวกที่เล่นรำเต้นเขาเรียกว่า มายง เห็นจะตรงกับพวกที่เรียกว่า ละครแขก มาแต่ก่อน เรื่องตำนานยี่เกมีมาดังนี้”

               สรุปอย่างง่ายได้ว่า ‘ลิเก’ เมื่อแรกมีในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีลักษณะอย่างที่คุ้นเคยกันเลยสักนิด การเล่นเป็นเรื่องอย่างละครนั้นเพิ่งเริ่มสมัยหลัง การแต่งกายด้วยเครื่องประกอบฟู่ฟ่าทั้งหลายก็ด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นเพิ่งริเริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้น

 

 

ภาพที่ 1: ดิเกร์ หรือเรียกอีกอย่างว่า ดิเกร์ ฮูลู ในปัจจุบัน

แหล่งที่มาภาพ:  https://bit.ly/3YwhmZH

 

               เมื่อแรกการละเล่นชนิดนี้แพร่หลายเข้าสู่สังคมกรุงเทพฯ ในวงกว้าง ทำให้ก่อเกิด “วิกลิเก” หลายโรงหลายคณะ (วิก เป็นคำเขียนทับศัพท์มาจากคำภาษาอังกฤษว่า week ซึ่งคนไทยเข้าใจผิดมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนว่าหมายถึงโรงละคร เนื่องจากสมัยก่อนการเปิดแสดงละครจะแสดงเดือนละ 7 วัน จึงใช้คำว่าวิกนี้แสดงเรื่องอะไรติดไว้ที่ป้ายหน้าโรงละคร) โดยมีวิกลิเกพระยาเพชรปาณีที่ได้รับการกล่าวขานกันว่ามีความสร้างสรรค์นำสมัย และเชื่อว่าเป็นวิกลิเกเก่าแก่ที่สุดของสยาม รวมถึงอาจเป็นต้นแบบของลิเกที่พัฒนาจนมีรูปแบบอย่างปัจจุบัน

               ความนำสมัยของวิกลิเกพระยาเพชรปาณีในสมัยนั้นสังเกตเห็นได้ชัดเจนจากรูปแบบเสื้อผ้า การแต่งหน้าและทำผมของตัวละครที่มีความแตกต่างจากลิเกคณะอื่น ซึ่งเดิมทีลิเกแต่งตัวธรรมดามีเสื้อคอกลม นุ่งโจงกระเบน มีผ้าคาด หากตัวละครเป็นเจ้าก็มีการสวมสังเวียนปักขนนก ทว่า ลิเกวิกพระยาเพชรปาณีมีการคิดประดิษฐ์เครื่องแต่งกายใหม่ให้ดูเก๋และแปลกตาจนโดนใจผู้คนในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

               พระยาเพชรปาณีได้นำแบบเครื่องแต่งกายข้าราชการในสมัยรัชกาลที่ 5 มาดัดแปลงทำเป็นเครื่องแต่งกายลิเกที่ดูหรุหราฟู่ฟ่า โดยสวมเสื้อเยียรบับ นุ่งผ้ายก สวมถุงเท้าขาว ประดับนพรัตน์ราชวราภรณ์กำมะลอ ใส่สังวาลย์ แพรสายสะพายและโบว์แพรที่บ่า และสวมเครื่องยอดที่เรียกว่า ปันจุเหร็จยอด เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งก็มีคนเรียกลิเกของพระยาเพชรปาณี (และลิเกในยุคหลังลงมาจนกระทั่งปัจจุบัน) ว่า ‘ลิเกทรงเครื่อง’ ซึ่งเรื่องเครื่องแต่งตัวนี้ พระยาเพชรปาณีได้ทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่าเหตุที่ต้องให้ตัวลิเกทรงเครื่องอย่างอลังกาลเป็นเพราะ

               “แต่งอย่างนั้นผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจชอบไปดู มีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็มักพากันไปดูผู้หญิง ก็การตั้งโรงยี่เกเป็นข้อสำคัญอยู่ที่อยากให้มีคนชอบไปดูมาก จึงต้องคิดแต่งตัวยี่เกไปทางนั้น”

               นอกจากนี้ความคิดล้ำนำสมัยของลิเกวิกพระยาเพ็ชรปาณียังได้นำรูปแบบดนตรีดั้งเดิมของดิเกที่มีเฉพาะรำมะนามาผสมกับปี่พาทย์เป็นครั้งแรก (กลายเป็นการผสมผสานที่ลงตัวและต้นแบบให้คณะลิเกรุ่นหลังตราบมาจนถึงทุกวันนี้) จนทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตรัสถามต่ออีกว่า ทำไมลิเกวิกของพระยาเพชรปาณีจึงใช้แต่เพลงเชิดทั้งในบทร้อง และกระบวนฟ้อนรำดูไม่เอาใจใส่ให้เป็นอย่างประณีต ซึ่งพระยาเพชรปาณีก็ทูลตอบแบบไม่ปิดบังว่า

               “คนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำหรือปี่พาทย์ ชอบแต่สามอย่าง คือ ให้แต่งตัวสวยอย่างหนึ่ง ให้เล่นขบขันอย่างอย่าง กับเล่นให้เร็วทันใจอย่างหนึ่ง ถ้าฝืนความนิยมก็ไม่ชอบดู”

               สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงสรุปไว้ในลายพระหัตถ์ที่มีต่อสมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า

               “หม่อมฉันฟังอธิบายก็ต้องชมว่าแกช่างสังเกตและรู้จักจับความนิยมของคนดู จะติไม่ได้เพราะกิจที่เล่นยี่เกก็เพื่อจะหาเงินค่าดู เล่นอย่างใดจะได้เงินมากก็ต้องเล่นอย่างนั้น”

               นับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจว่าเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ผู้ทรงความรู้ทางด้านดนตรีและนาฏศิลป์อย่างสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเห็นว่าการแสดงต่างๆ เหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมได้ โดยไม่ถือสาข้อห้ามอะไรมากมายอย่างผู้คนในชั้นหลัง

 

 

ภาพที่ 2: เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของลิเกคณะเพชรปาณี

แหล่งที่มาภาพ: https://www.silpa-mag.com/history/article_4720

 

               สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ พระยาเพชรปาณีคงนำคณะลิเกของท่านไปเปิดการแสดงตามสถานที่ หรืองานเทศกาลต่างๆ ไม่ต่างไปจากคณะลิเกในปัจจุบันนี้ โดยมีหลักฐานให้สืบสาวได้จากภาพถ่ายเพียงใบเดียวของวิกลิเกพระยาเพชรปาณีที่ถูกนำมาทำเป็นโปสการ์ด ซึ่งถ่ายโดยนาย เจ. แอนโตนิโอ (J. Antonio) เจ้าของร้านถ่ายรูปในกรุงเทพฯ ที่เข้ามาทำกิจการในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้พิมพ์หนังสือนำเที่ยวกรุงเทพฯ และสยามที่ชื่อ Traveler Guide to Bangkok and Siam’ เมื่อปี พ.ศ. 2447

               แม้ว่าในหนังสือเล่มนี้จะไม่พูดเรื่องวิกลิเก และไม่มีภาพโปสการ์ดนี้ประกอบอยู่ในเล่ม แต่มีการกล่าวถึงเรื่องภูเขาทองและงานเทศกาลภูเขาทอง ทั้งนี้ บนโปสการ์ดแผ่นนี้มีคำอธิบายภาพเป็นภาษาฝรั่งเศส แปลเป็นไทยได้ว่า ‘มุมหนึ่งในงานเทศกาลวัดพระเกศ’ จึงมีความเป็นไปได้ว่า นายอันโตนิโอน่าจะไปงานเทศกาลภูเขาทองและถ่ายรูปในงานนั้นมาทำโปสการ์ดแผ่นนี้ขึ้น และตีความได้ว่า วิกลิเกของพระยาเพชรปาณีได้เคลื่อนย้ายไปเปิดการแสดงในงานเทศกาลภูเขาทองด้วยเช่นกัน เพราะงานเทศกาลดังกล่าวเป็นงานชั่วคราวไม่ได้จัดตลอดทั้งปี

              ทั้งนี้ วิกลิเกถาวรของพระยาเพชรปาณีตั้งอยู่ที่หน้าวัดราชนัดดา ซึ่งเป็นบริเวณบ้านของท่านเอง
ดังมีหลักฐานปรากฏในลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยเสด็จไปที่วิกลิเกด้วยพระองค์เอง ดังความว่า

              "เมื่อพระยาเพชรปาณี (ตรี) ตั้งโรงเล่นยี่เกให้คนดูอยู่ที่บ้านหน้าวัดราชนัดดา แกเชิญหม่อมฉันไปดูครั้งหนึ่ง และมานั่งอยู่ด้วยตลอดเวลาเล่น"

               บ้านของพระยาเพชรปาณีที่ระบุว่าอยู่ตรงหน้าวัดราชนัดดาคือบริเวณพื้นที่หลังกำแพงพระนครที่เคยเป็นที่ตั้ง ‘ชุมชนป้อมมหากาฬ’ (เดิมมีชื่อเรียกว่า ‘ตรอกพระยาเพชร’ อันหมายถึงพระยาเพชรปาณีนั่นเอง) พื้นที่บริเวณป้อมมหากาฬในปัจจุบันได้ปรับพื้นที่ใหม่กลายเป็นสวนสาธารณะไปแล้ว จึงเป็นพื้นที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่แค่เป็นศูนย์กลางการกำเนิดลิเกไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาในอดีต

 

 

ภาพที่ 3: วิกลิเกพระยาเพชรปาณี เคยไปออกงานที่งานภูเขาทอง

ภาพจากโปสการ์ดเก่า ถ่ายโดยนาย เจ. อันโตนิโย

แหล่งที่มาภาพ: https://www.matichonweekly.com/column/article_203068

 

 

 

ภาพที่ 4: พื้นที่ภายในป้อมมหากาฬที่เคยมีชุมชนตรอกพระยาเพชร และวิกลิเกพระยาเพชรปาณี

ปัจจุบันกลายสภาพเป็นสวนสาธารณะ

แหล่งที่มาภาพ:  https://mgronline.com/qol/detail/9610000073235

 

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ