หลังจากความขัดแย้งและสงครามในประเทศกัมพูชาระหว่าง เขมร 3 ฝ่าย ได้แก่ 1.) กลุ่มของกษัตริย์นโรดม สีหนุ 2.) กลุ่มเขมรแดง นำโดยพลพต 3.) กลุ่มของฮุนเซนและเฮง สัมรินภายใต้การสนับสนุนของเวียดนาม ทุกกลุ่มทุกฝ่ายตัดสินใจสร้างความปรองดองสมานฉันท์กันเพื่อความสงบเรียบร้อยของประเทศและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก โดยจัดทำข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี ค.ศ.1991 ( 1991 Paris Peace Agreements) มีเนื้อหาใจความหลักว่าด้วยรูปแบบการปกครองของกัมพูชาในอนาคตจำเป็นต้องเคารพหลักนิติรัฐ นิติธรรม และเคารพหลักการสากลระหว่างประเทศเพื่อยุติความขัดแย้งที่มีมานานหลายทศวรรษ และนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญปี ค.ศ.1993 อันเป็นรัฐธรรมนูญที่มีต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐฝรั่งเศส และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังคงบังคับใช้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีบทบัญญัติที่ควรค่าแก่การศึกษามากมาย ได้แก่ รัฐสภา หลักการแบ่งแยกอำนาจ และหลักการขององค์กรตุลาการ เป็นต้น
บทความนี้ผู้เขียนทำการศึกษารัฐธรรมนูญกัมพูชาในหมวดของสถาบันกษัตริย์ที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบราชบัลลังก์ที่มีความพิเศษที่สุดในโลก โดยการนำเนื้อหาต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญมาวิเคราะห์ร่วมกับบริบทเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ สังคม และการเมืองที่เกี่ยวข้องของประเทศกัมพูชา

ภาพที่ 1 : การจัดทำข้อตกลงสันติภาพปารีส ค.ศ.1991
แหล่งที่มาภาพ : The Significance of the Paris Peace Agreements (1991). [Online]. Accessed 2024 July 8. Available from: https://www.khmertimeskh.com/501380214/the-significance-of-the-paris-peace-agreements/
ระบบกษัตริย์เลือกตั้ง ความแตกต่างของประเทศกัมพูชา
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีระบบกษัตริย์เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ เช่น ประเทศไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น และ ซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น ซึ่งใช้หลักการสืบราชบัลลังก์ผ่านทางสายโลหิตของคนในครอบครัวโดยตรง หากกษัตริย์องค์ปัจจุบันสวรรคต หรือสละราชบัลลังก์จะทำการแต่งตั้งรัชทายาท ไม่ว่าจะเป็นพระราชโอรส พระราชธิดาเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ หรือพระอนุชาของกษัตริย์องค์ปัจจุบันเป็นผู้สืบราชบัลลังก์อย่างในกรณีของซาอุดีอาระเบีย และประเทศอาหรับอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ระบบระเบียบของสถาบันกษัตริย์กัมพูชานั้นกลับแตกต่าง
ทั้งนี้ ระบบกษัตริย์ของกัมพูชาเป็นระบบกษัตริย์เลือกตั้ง ไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาทล่วงหน้า จำเป็นต้องทำการเลือกตั้งผ่านคณะกรรมการราชบัลลังก์ (Conseil de la Couronne) ที่ประกอบไปด้วยนายกรัฐมนตรี ประธานสภาแห่งพระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงศ์ ประธานสภาแห่งชาติ ประธานสภาแห่งราชอาณาจักร และ หัวหน้าฝ่ายสงฆ์ทั้ง 2 นิกาย โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 14 ระบุว่า การคัดเลือกรัชทายาท ให้บังคับเลือกจากสมาชิกในราชวงศ์อายุอย่างน้อย 30 ปี อย่างไรก็ดี หากกษัตริย์องค์ปัจจุบันสวรรคต คณะกรรมการจะทำการคัดเลือกบุคคลที่เป็นเชื้อพระวงศ์จากเพียง 3 ตระกูล เท่านั้น ได้แก่ วงศ์ของกษัตริย์นโรดม วงศ์ของกษัตริย์สีสวัสดิ์ และวงศ์ของกษัตริย์องด้วง
โดยคณะกรรมการราชบัลลังก์จะทำการโหวตบุคคลที่เหมาะสม ผู้ที่ได้รับเสียงข้างมากจากคณะกรรมการจะได้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์กัมพูชาคนต่อไป และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ วรรคสองบัญญัติไว้ว่า “กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐตลอดชีวิต” ดังนั้นเมื่อไม่มีการแต่งตั้งรัชทายาท ราชบัลลังก์จะว่างลงทันทีเมื่อกษัตริย์สวรรคต กล่าวโดยสรุปคือ ตำแหน่งประมุขของรัฐจะไม่มีผู้ใดมาปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีการโหวตคัดเลือกผ่านคณะกรรมการราชบัลลังก์เสียก่อน ดังนั้น รัฐธรรมนูญจึงต้องวางกระบวนการแต่งตั้งบุคคลมาดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐชั่วคราว เพื่อรอให้คณะกรรมการราชบัลลังก์มีมติเลือกตั้งกษัตริย์องค์ใหม่ และนำมาสู่บทบัญญัติในมาตรา 12 ที่ระบุว่าเมื่อกษัตริย์สวรรคตให้ประธานวุฒิสภาปฏิบัติหน้าที่ประมุขของรัฐชั่วคราวในฐานะเป็นผู้สำเร็จราชการ

ภาพที่ 2 : กษัตริย์นโรดม สีหนุ ขณะที่พระองค์ทรงถือรัฐธรรมนูญฉบับปี 1993
แหล่งที่มาภาพ Cambodia to mark Constitution Day on October 6 with King’s presence [Online] Accessed 2024 July 9. Available from: https://www.khmertimeskh.com/501365604/cambodia-to-mark-constitution-day-on-october-6-with-kings-presence/
เกมการเมืองของกษัตริย์นโรดม สีหนุต่อรัฐธรรมนูญ 1993
ในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ.1993 ยังคงมีช่องโหว่เนื่องจากกฎหมายระบุไว้แต่เพียงกรณีตำแหน่งกษัตริย์ว่างลงเพราะการสวรรคตเท่านั้น ไม่ได้ระบุถึงกรณีการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์ จึงนำมาข้อถกเถียงเมื่อปี ค.ศ.2003 กษัตริย์นโรดม สีหนุ ต้องการสละราชบัลลังก์เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าชายนโรดมสีหมุนีเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ด้วยการเดินเกมทางการเมืองผ่านการใช้สื่อมวลชนผ่านสำนักข่าวโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์กดดันไปยังภาคการเมืองให้ดำเนินการตามประสงค์ของพระองค์
เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ.2004 กษัตริย์สีหนุขณะทรงพำนักอยู่ที่ประเทศจีนได้ส่งหนังสือสละราชบัลลังก์โดยมีใจความว่า “เป็นอำนาจของคณะกรรมการราชบัลลังก์ว่าจะมีมติเลือกเจ้าชายสีหมุนีเป็นกษัตริย์องค์ถัดไปหรือไม่” นับเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการให้เจ้าชายสีหมุนีสืบทอดการดำรงตำแหน่งกษัตริย์กัมพูชาแม้จะขัดกับรัฐธรรมนูญที่จำกัดไว้เรื่องการแต่งตั้งรัชทายาท ในท้ายที่สุดรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนก็ต้องเร่งรีบทำการเสนอพระราชบัญญัติไปยังรัฐสภาเพื่อแก้ไขกฎหมายพระราชบัญญัติระบุเพิ่มเติมการสืบราชบัลลังก์ว่าด้วยกรณีกษัตริย์องค์ก่อนสละราชบัลลังก์ เมื่อกฎหมายฉบับดังกล่าวแก้ไขแล้วเสร็จผ่านกระบวนการรัฐสภา จึงประกาศใช้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.2004
โดยพระราชบัญญัติฉบับใหม่นี้เป็นการแก้ไขปัญหาการสละราชบัลลังก์ย้อนหลังของกษัตริย์สีหนุ และ เป็นการแก้ไขระเบียบให้คณะกรรมการราชบัลลังก์มีอำนาจในการอนุญาตให้กษัตริย์สละราชบัลลังก์ได้ และใช้กระบวนการเลือกตั้งบุคคลที่เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์ในลักษณะเดียวกันกับกรณีกษัตริย์องค์ก่อนสวรรคต ซึ่งเมื่อพระราชบัญญัตินี้ประกาศใช้ คณะกรรมการรับรองการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์สีหนุและมีมติเลือก เจ้าชายนโรดมสีหมุนีเป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
แม้รัฐสภาและรัฐบาลกัมพูชาจะแก้ไขปัญหาช่องโหว่ทางกฎหมายเรื่องการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์ได้สำเร็จด้วยการกำหนดให้การสละราชบัลลังก์จำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบทางคณะกรรมการราชบัลลังก์ อย่างไรก็ตามมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมาด้วยความเร่งรีบเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการสละราชบัลลังก์ของกษัตริย์สีหนุ
กัมพูชาเป็นประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์มายาวนานตั้งแต่สมัยราชอาณาจักรขอม อย่างไรก็ตาม
สถาบันกษัตริย์กัมพูชาถูกโค่นล้มในปี ค.ศ.1970 โดยนายพลลอนนอล (Lon Nol) หลังจากนั้นประเทศก็เข้าสู่สภาวะความผันผวนทางการเมือง การขึ้นมามีอำนาจของกลุ่มสาธารณรัฐนิยม การบุกยึดพนมเปญของกลุ่มเขมรแดง และการรุกรานจากเวียดนาม ทำให้ประเทศกัมพูชาว่างเว้นจากการมีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐเป็นระยะเวลานานถึง 23 ปี จนกระทั่งในปีค.ศ.1993 รัฐบาลจึงได้ทูลเชิญกษัตริย์นโรดม สีหนุมาดำรงตำแหน่งกษัตริย์อีกครั้งภายใต้รัฐธรรมนูญที่ออกกฎระเบียบของข้อบังคับต่าง ๆ กษัตริย์นโรดม สีหนุไม่มีอำนาจทำอะไรตามใจได้เอง ทรงเป็นกษัตริย์ตามในระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่กัมพูชายังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
สุดท้าย แม้กฎระเบียบว่าด้วยการสืบราชบัลลังก์ของกษัตริย์เป็นกัมพูชาจะมีความพิเศษแตกต่างจากที่ใดในโลก แต่กฎทุกชนิดย่อมมีช่องโหว่อยู่เสมอ การเดินเกมทางการเมืองอันแยบยลของกษัตริย์สีหนุใน
การคัดเลือกรัชทายาทด้วยพระองค์เองจึงนับเป็นการท้าทายกับคณะกรรมการราชบัลลังก์และรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่ควรค่าแก่การศึกษาอย่างยิ่ง และเป็นหมุดหมายที่สำคัญของประวัติศาสตร์กัมพูชาสมัยใหม่ที่ยังคงมีการอภิปรายถึงต่อไปอีกหลายทศวรรษ
บรรณานุกรม
ปิยบุตร แสงกนกกุล. (2557). สถาบันการเมืองในประเทศอาเซียนบวกสาม : ราชอาณาจักรกัมพูชา. กรุงเทพฯ : คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สำนักงานอัยงานการสูงสุด. (2536) THE CONSTITUTION OF THE KINGDOM OF CAMBODIA. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 1 กรกฎาคม 2567. จาก https://www3.ago.go.th/center/wp-content/uploads/2022/06/Cambodia_const_1993.pdf
Britannica. (2567) Norodom Sihanouk King of Cambodia. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2567. จาก https://www.britannica.com/biography/Norodom-Sihanouk
NBC News. (2547) Cambodia’s King Sihanouk abdicates. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 4 กรกฎาคม 2567 จาก https://www.nbcnews.com/id/wbna6200299
Independent. (2546) King Sihanouk says he is ready to abdicate over accusations that he is trying to run Cambodia. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 5 กรกฎาคม 2567 จาก https://www.independent.co.uk/news/world/asia/king-sihanouk-says-he-is-ready-to-abdicate-over-accusations-that-he-is-trying-to-run-cambodia-121881.html