Museum Core
มักนุส เฮิร์ชเฟลด์ ผู้บุกเบิกเพศวิทยาและสนับสนุน LGBTQ+
Museum Core
19 พ.ค. 68 219

ผู้เขียน : พีริยา จำนงประสาทพร

               ในปี ค.ศ. 1896 นายแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ มักนุส เฮิร์ชเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ได้รับข่าวน่าสะเทือนใจว่า คนไข้คนหนึ่งที่เคยมาปรึกษาในคลินิกของเขาเพิ่งยิงตัวตาย ในจดหมายลาตายถึงหมอเฮิร์ชเฟลด์ คนไข้ซึ่งเป็นทหารอธิบายว่าเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะบอก ‘ความจริง’ กับพ่อแม่ได้และจะต้องแต่งงานกับผู้หญิง ทหารที่เป็นแบบเขาหากมีคนล่วงรู้ ‘ความจริง’ เข้าก็จะต้องถูกถอดยศและจำคุกตามกฎหมายเยอรมัน “เพียงความคิดที่ว่า คุณหมอจะสามารถสร้างอนาคตที่ปิตุภูมิของเราจะคิดเกี่ยวกับเราอย่างเป็นธรรมมากขึ้น แค่นั้นก็ช่วยทำให้โมงยามแห่งความตายของผมเป็นสุขขึ้นแล้ว”

               ‘ความจริง’ ที่แสนบีบคั้นหัวใจของทหารคนนี้เฉกเช่นเดียวกับคนไข้คนอื่น ๆ อีกมาก ในสมัยก่อนคนที่เป็นรักร่วมเพศ (Homosexuality - สมัยนั้นใช้คำว่า Urning) นอกจากจะถูกจัดว่าเป็นอาการจิตวิปริตและผิดกฎหมายแล้ว ยังอันตรายมากเนื่องจากพรรคนาซีที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น มีนโยบายสำคัญคือการกำจัด ‘ยีนส์ด้อย’ ออกจากชนชาติเยอรมันอันสูงส่ง โดยวางแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวต่างชาติ ผู้ป่วยเรื้อรัง คนพิการ คนรักร่วมเพศ ฯลฯ หมอเฮิร์ชเฟลด์ที่เป็นทั้งคนยิวและเป็นคนรักร่วมเพศด้วยเช่นกันจึงเข้าใจปัญหาเหล่านี้ดี ขณะที่เขายังศึกษาอยู่ในโรงเรียนแพทย์ก็เคยเห็นเพื่อนร่วมสถาบันที่เป็นคนรักร่วมเพศถูกจับถอดเสื้อผ้าแห่ประจาน แม้จะเป็นเรื่องน่าอับอายและเสี่ยงชีวิต แต่คนรักร่วมเพศก็ไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้รักต่างเพศได้ตามที่สังคมต้องการอยู่ดี (หรือได้แค่แสร้งทำ แล้วนำไปสู่อาการซึมเศร้า และแอบรักร่วมเพศลับหลังคนอื่นเหมือนเดิม)

 

ภาพที่ 1: มักนุส เฮิร์ชเฟลด์ กับคนรักของเขา หลี่จ้าวถัง

แหล่งที่มาภาพ: Magnus-Hirschfeld.de. “Magnus Hirschfeld at the Hotel New Yorker.” NYC LGBT Historic Sites Project, 2020, https://www.nyclgbtsites.org/site/magnus-hirschfeld-at-the-hotel-new-yorker/

 

               เรื่องนี้หมายความว่าอะไร? ภายใต้สถานการณ์ของสังคมที่หลายคนเลือกได้แล้ว การที่เลือกไม่ได้ย่อมหมายความว่า การรักร่วมเพศนั้นเป็นธรรมชาติภายในของมนุษย์คนหนึ่ง ในทำนองเดียวกับการรักต่างเพศเป็นธรรมชาติภายในของมนุษย์อีกคนหนึ่ง ซึ่งหมอเฮิร์ชเฟลด์ตระหนักดีว่า คนเราย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือผิดธรรมชาติที่ต้องพยายามรักษาอย่างที่เชื่อกันในสมัยนั้น การรักร่วมเพศจึงเป็นสิ่งปกติ นอกจากนี้ จากประสบการณ์เดินทางไปต่างประเทศและอ่านหนังสือค้นคว้าของหมอเฮิร์ชเฟลด์ยังทำให้เห็นว่ามีสังคมคนรักร่วมเพศปรากฏอยู่ทุกแห่งซึ่งล้วนมีลักษณะวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เช่น รัฐชิคาโก สหรัฐอเมริกา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล และเมืองแทงเจียร์ ประเทศโมร็อกโก หลังจากการจากไปของคนไข้ทหารที่ส่งจดหมายมาให้ หมอเฮิร์ชเฟลด์จึงตัดสินใจเลิกประกอบอาชีพแพทย์ปกติและหันไปศึกษาด้านเพศวิทยา (Sexology)

               ในช่วงแรกงานวิจัยของหมอเฮิร์ชเฟลด์พยายามมุ่งไปสู่ทฤษฎีว่าด้วยเรื่อง การรักร่วมเพศนั้นแสดงถึงการมีอยู่ของ “เพศที่สาม (Geschlecht – The Third Sex)” ที่แยกขาดจากชายและหญิงอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่นานแนวคิดนี้ก็ถูกปัดตกไป และเปลี่ยนไปสู่แนวคิดใหม่ว่ามนุษย์มีช่วงระดับของพฤติกรรมที่ลื่นไหลไปมาได้ บางคนเกิดแรงดึงดูดกับทั้งผู้ชายและผู้หญิง หรือบางคนมีความคิดความรู้สึกต่อตัวเองอาจเป็นเพศหนึ่ง และเกิดแรงดึงดูดกับเพศเดียวกันก็ได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ชายที่ชอบแต่งตัวแต่งหน้าเหมือนผู้หญิง แต่ก็ชอบมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วย หรือผู้ชายที่มีลักษณะแบบผู้ชายตามขนบทุกอย่างแต่ก็ชอบมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย เป็นต้น ซึ่งหมอเฮิร์ชเฟลด์เรียกว่า ทฤษฎีตัวกลางความเชื่อมโยงทางเพศ (Theory of Sexual Intermediaries) เขายังเป็นผู้ที่สร้างคำศัพท์ “ทรานส์เวสไทต์ (Transvestite)” หมายถึงผู้ที่แต่งตัวหรือประพฤติตัวตามขนบของคนเพศตรงข้าม ชายแต่งหญิง หญิงแต่งชาย ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งผู้ที่รักร่วมเพศหรือไม่ใช่ก็ได้

 

ภาพที่ 2: สถาบันวิจัยทางเพศที่เฮิร์ชเฟลด์ก่อตั้ง

แหล่งที่มาภาพ: Schlagdenhauffen, Régis. “Surveys on sexuality in Europe.” Ehne, 1930, https://ehne.fr/en/node/12280/printable/print.

 

               ในปี ค.ศ. 1897 หมอเฮิร์ชเฟลด์ได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์และมนุษยธรรม (Scientific-Humanitarian Committee) ร่วมกับทนาย เอด็วร์ด โอแบร์ก (Eduard Oberg) นักเขียน ฟรานซ์ โยเซฟ ฟอน บูโลว์ (Franz Josef von Bülow) และเจ้าของสำนักพิมพ์ มักซ์ ชโปห์ร (Max Spohr) นับเป็นองค์กรพิทักษ์สิทธิคนรักร่วมเพศแห่งแรกในโลก เป้าหมายเร่งด่วนที่สุดคือการแก้ไขกฎหมายมาตรา 175 ที่ลงโทษคนรักร่วมเพศในเยอรมนี หมอเฮิร์ชเฟลด์เขียนหนังสือและงานวิจัยต่าง ๆ ด้านเพศวิทยา ความหลากหลายทางเพศ สถิติ บทสัมภาษณ์ รวมไปถึงประวัติศาสตร์ศีลธรรมมนุษย์ สิทธิสตรี วิจารณ์การเมืองและการเหยียดชาติพันธุ์ออกตีพิมพ์มากมาย เขายังได้เขียนบทและแสดงภาพยนตร์เรื่อง แตกต่างจากผู้อื่น (Anders als die Andern) เรียกร้องให้สังคมเลิกจัดการรักร่วมเพศเป็นอาชญากรรม

               เรื่องที่ทำให้หมอเฮิร์ชเฟลด์เป็นที่รู้จักมากที่สุด คือเขาก่อตั้งสถาบันวิจัยทางเพศ (Institute for Sexual Research) วันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1919 สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนรักร่วมเพศและนักสิทธิสตรี และให้บริการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง (เป็นการเปลี่ยนสภาพอวัยวะเพศเท่านั้น ไม่สามารถปลูกถ่ายรังไข่และมดลูกให้ตั้งครรภ์ได้ ส่วนเทคโนโลยีการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายยังไม่ริเริ่มจนอีกกว่า 30 ปีต่อมา) ร่วมกับศัลยแพทย์ แอร์วิน โกห์รบันด์ (Erwin Gohrbandt) และสูตินรีแพทย์ ลุดวิก เลวี-เลนส์ (Ludwig Levy-Lenz) อย่างไรก็ดี แม้คนไข้จะได้ยาฮอร์โมนส์เพื่อสร้างหน้าอกและได้รับคำปรึกษาต่าง ๆ เพื่อใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิง แต่ก็สมัครงานยาก จึงมักเลือกทำงานกับสถาบันกันหลังแปลงเพศแล้ว ส่วนคนไข้ที่เป็นกรณีล้มเหลวคือ ลิลี เอลบี (Lili Elbe) จิตกรหญิงข้ามเพศชาวเดนมาร์กที่มีผู้นำมาแต่งเป็นนิยายและสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Danish Girl เธอเสียชีวิตหลังจากทดลองผ่าตัดปลูกถ่ายรังไข่และมดลูกได้ 3 เดือน

 

ภาพที่ 3: ลิลี เอลบี

แหล่งที่มาภาพ: Hoyer, N. “Lili Elbe 1926.” Wikipedia, 12 Feb 2022, https://en.wikipedia.org/wiki/Lili_Elbe#/media/File:Lili_Elbe_1926.jpg.

 

               น่าเศร้าที่ความพยายามของหมอเฮิร์ชเฟลด์ไม่เกิดผลมากนัก ชาวเยอรมันฝ่ายอนุรักษ์นิยมต่อต้านแนวคิดของเขา และคนรักร่วมเพศที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูงโดยเฉพาะด้านกฎหมายที่หมอเฮิร์ชเฟลด์ต้องการแก้ไขก็ไม่กล้าสนับสนุนเรื่องนี้ เพราะกลัวจะทำให้สังคมรู้ว่าพวกเขาเป็นคนรักร่วมเพศและตกอยู่ในความเสี่ยงเสียเอง ครั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคนาซีเรืองอำนาจ หมอเฮิร์ชเฟลด์ถูกรุมทำร้ายอาการสาหัสหลายครั้ง กลุ่มนักศึกษานาซีบุกเข้าทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่และทำลายอาคารของสถาบันวิจัยทางเพศในวันที่ 6 พฤษภาคม ค.ศ. 1933 ตำรวจและทหารที่ตามมาภายหลังก็เก็บรวบรวมหนังสือเอกสารทั้งหมดไปเผา

               เมื่อเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าเยอรมนีไม่อาจเป็นบ้านของหมอเฮิร์ชเฟลด์อีกต่อไป เขาจึงลี้ภัยออกนอกประเทศไปจัดทัวร์รอบโลกเพื่อเผยแพร่ความรู้เพศวิทยาในวัฒนธรรมต่าง ๆ พร้อมกับหารายได้ เขาไปบรรยายที่เมืองนิวยอร์กซิตี้และซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน หมู่เกาะดัชต์อินดีส(ปัจจุบันคือประเทศอินโดนีเซีย) นครอัลลาฮาบัดและปัตนา ประเทศอินเดีย กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ และนครเจรูซาเล็ม ดินแดนปาเลสไตน์และอิสราเอล หลังจากจบทัวร์รอบโลกแล้ว หมอเฮิร์ชเฟลด์กลับยุโรปมาพำนักที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส เขายังคงเขียนหนังสือด้านเพศวิทยาต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1935 สิริรวมอายุ 67 ปี หลุมศพของหมอเฮิร์ชเฟลด์อยู่ในสุสานเมืองนีซ (Nice) ปรากฏคำจารึกไว้ว่า “มุ่งสู่ความเป็นธรรมด้วยวิทยาศาสตร์ (Per Scientiam ad Justitiam)” ซึ่งก็เป็นถ้อยคำที่สรุปชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดี

 

แหล่งข้อมูล

Djajic-Horvath, Aleksandra. “Magnus Hirschfeld.” Britannica. 10 May 2024, https://www.britannica.com/biography/Magnus-Hirschfeld.

Dynes, Wayne R. (ed.) Encyclopedia of Homosexuality. New York: Garland, 1990.

Grau, Günter (ed.) Hidden Holocaust? Gay and Lesbian Persecution in Germany, 1933–45. New York: Routledge, 1995.

Schillace, Brandy. “The Forgotten History of the World's First Trans Clinic.” Scientific American. 10 May 2021, https://www.scientificamerican.com/article/the-forgotten-history-of-the-worlds-first-trans-clinic/.

แกลเลอรี่


ย้อนกลับ